อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยเห็นด้วยว่าบัตรประจําตัวประชาชนที่มีตั้งแต่เกิดจะช่วยยืนยันความเป็นคนไทยได้ทั่วในทุกโอกาส แต่ห่วงวิตกกังวลในเบื้องต้นไว้คือการแก้ไขหลักการที่จะไปแก้ไขไว้ถึง ๗ หลักการสําคัญ โดยเฉพาะกรณีที่ไปบัญญัติว่า การที่คนที่ไม่ถือบัตรที่อายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปแล้วจะมีความผิดและอาจจะต้องถูกปรับ และยังหารือเรื่องการออกแบบบัตรประจําตัวประชาชนและข้อกังวลเกี่ยวกับการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล อัตราค่าธรรมเนียมในการจัดทำบัตร และอายุบัตรที่กำหนดไว้ 10 ปี ให้เหลือ 5 ปี
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายสนับสนุนเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติบัตรประจําตัว ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ เหตุผลที่ว่านั้นก็คือว่าเรื่องของความจําเปึนที่จะต้องให้มี บัตรประจําตัวประชาชนตั้งแต่เกิด รวมทั้งการปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการออก บัตรประจําตัวประชาชนที่จะต้องให้เกิดประโยชน์กับการดูแลในแง่ของความมั่นคงที่จะ เกิดขึ้น แต่เนื่องจากว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ระบุหลักการที่จะไปแก้ไขไว้ถึง ๗ หลักการสําคัญ ผมห่วงวิตกกังวลในเบื้องต้นไว้ก็คือว่าทั้ง ๗ หลักการนี้มีบางหลักการ ที่ผมไม่เห็นด้วย แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเห็นด้วย ประเด็นปัญหาว่าเมื่อสภาได้รับหลักการ ของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปแล้วในชั้นคณะกรรมาธิการจะสามารถแก้ไข หลักการใน ๗ ข้อนี้ได้หรือไม่นะครับ นี่เปึนประเด็นที่ ๑
ในส่วนที่ผมสนับสนุนท่านก็คือว่าการกําหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนต้อง มีบัตรประจําตัวประชาชน อันนี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ หลายท่านก็มีทั้ง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ผมว่าโดยหลักการแล้วพี่น้องประชาชนทุกคนที่เกิดมาเปึนคนไทย ในเมื่อมีหมายเลขประจําตัวประชาชนทุกคนตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว การมีบัตรมารองรับก็จะเปึนสิ่งที่ยืนยันความเปึนคนไทย สามารถแสดงความเปึนคนไทย ได้ทั่วในทุกโอกาส อันนี้เห็นด้วยนะครับ จะห่วงก็เพียงแต่เรื่องของกรณีที่ไปบัญญัติว่า การที่คนที่ไม่ถือบัตรที่อายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปแล้วจะมีความผิดแล้วก็อาจจะต้องถูกปรับ ผมคิดว่าตรงนี้ในการปฏิบัติอาจจะเปึนช่องว่างทําให้เกิดการไปใช้อํานาจโดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ก็ได้นะครับ ตรงนี้ก็ต้องระวังไว้
หลักการประการที่ ๒ การกําหนดตัวบุคคลที่มีหน้าที่ยื่นคําขอมีบัตร ขอมี บัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรให้แก่ผู้มีอายุไม่ถึง ๑๕ ป้ แน่นอนครับเมื่อกําหนดให้ผู้มีบัตร ตั้งแต่แรกเกิดก็จะต้องมีในเด็กที่เปึนทารก คนที่ยังเปึนเด็กอยู่ก็จําเปึนจะต้องมีผู้ที่จะทํา หน้าที่แทนตรงนี้ ก็เปึนความจําเปึน
แต่ในหลักการข้อที่ ๓ การกําหนดให้บัตรอาจมีหน่วยความจําเพื่อบันทึก ข้อมูลของผู้ถือบัตรและเงื่อนไขในการเป่ดเผยข้อมูล ตรงนี้เปึนเรื่องที่คงจะต้องทํา ความเข้าใจกันให้ลึกซึ้ง ต้องยอมรับว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้พยายามแก้ไขมา เปึนเวลานานในหลายรัฐบาล ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในสมัยก่อน ที่ต้องการจะใช้บัตรประจําตัวประชาชนเปึนบัตรอเนกประสงค์หรือบัตรสมาร์ทการ์ด แล้วก็ต้องการรวบรวมข้อมูลหลายอย่างมาอยู่ในบัตรเพียงใบเดียว ฟังก็ดูดีมันอาจจะดูว่า ทันสมัยในโลกยุคใหม่ ยุค ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) การมีอะไรที่ทันสมัยพูดแล้วก็ดูโก้ดูเก๋ แต่ความจําเปึนที่จะให้บัตรประจําตัวประชาชนเพียงใบเดียวรองรับข้อมูลข่าวสาร ของบุคคลทั้งหมด ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ วันนี้บัตรสมาร์ทการ์ดของผู้ถือ บัตรประจําตัวประชาชนบางคนมีหน่วยความจําที่บรรจุข้อมูลไว้จํานวนมาก มีพื้นที่ว่าง สําหรับบรรจุหน่วยความจําไว้มาก แต่ว่าในความเปึนจริงแล้วเราได้ใช้หน่วยความจําบน บัตรประจําตัวประชาชนตรงนี้เท่าที่เราคาดคิดหรือไม่ เราใช้ข้อมูลในหน่วยความจําวันนี้ ก็เพียงแต่เรื่องชื่อ นามสกุล วันเดือนป้เกิด แล้วล่าสุดเข้าใจว่ามีของ สปสช. เข้ามาบางส่วน แล้วในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่ต้องการใช้ข้อมูลมาลงในบัตร และมีความจําเปึน ที่จะต้องใช้บัตรประจําตัวประชาชนนี่ละไปอ่านข้อมูลกับหน่วยงานนั้น ตรงนี้เปึนเรื่องที่ จะต้องคิด แต่ว่าการออกแบบตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือว่าให้มีหน่วยความจําไว้ รอสําหรับหน่วยงานไหนก็ได้มาใช้ข้อมูล ปัญหาก็คือต้องตอบให้ชัดว่ามีหน่วยงานไหนบ้าง ที่ต้องใช้ และหน่วยงานนั้นมีความพร้อมในการอ่านข้อมูลเพียงพอหรือไม่ เพราะบัตร มันบรรจุหน่วยข้อมูลแล้วมันก็อยู่ในนั้น แต่ถ้ามันไม่มีเครื่องอ่านข้อมูลมันก็ไม่มีประโยชน์ แล้วปัญหาที่จะตามมาต่อไปก็คือว่าหน่วยงานที่มีเครื่องอ่านข้อมูลจะมีหลักเกณฑ์ ในการกําหนดเรื่องการรักษาความลับกันละเอียดรอบคอบแค่ไหนว่า หน่วยงาน ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถที่จะอ่านข้อมูลบางข้อมูลของผู้ถือบัตรนั้นได้ ตรงนี้มันก็เปึน รายละเอียดเปึนเทคนิค แล้วก็ไม่มีหลักประกันหรอกครับว่าหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้อง จะไม่ไปล่วงรู้ข้อมูลบางอย่างที่เปึนความลับของตัวบุคคลนั้น ตรงนี้ผู้ที่จะออกแบบ จะมีหลักประกันอะไร ก็ต้องตั้งเปึนประเด็นไว้นะครับ แม้ว่าในหลักการข้อ ๓ นี้จะมี การกําหนดโทษสําหรับผู้ที่เป่ดเผยข้อมูลในหน่วยความจําโดยไม่ได้รับความยินยอม จากเจ้าของข้อมูลก็ตามนะครับ ในหลักการประการที่ ๕ แต่ว่าเมื่อไปดูในรายละเอียด ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๑๒ แล้ว ผมก็วิตกกังวลอีกว่าถ้าเกิดหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วบังเอิญไปล่วงรู้ข้อมูลที่อยู่ในบัตรที่ตัวเองไม่มีหน้าที่ที่จะไปอ่านของเขา โทษติดคุกถึง ๕ ป้นะครับ มันก็สร้างความยุ่งยากให้กับหน่วยงานที่จะปฏิบัติไม่น้อยทีเดียว เพราะฉะนั้น ก็ต้องย้อนกลับมาถามตั้งแต่ตอนต้นว่ามีความจําเปึนแค่ไหนที่จะต้องบันทึกข้อมูล ในหน่วยความจํานี้ ข้อมูลส่วนบุคคลอาจจะอยู่ในแต่ละหน่วยงานต่าง ๆ และมีผู้เก็บรักษา มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใครละเมิดก็ถูกฟัองร้องได้ มันอยู่ของมันตรงนั้นน่าจะดีอยู่แล้ว หน่วยงานไหนต้องการก็ไปเป่ดดูเอาข้อมูลตามอํานาจหน้าที่ของตัวเองน่าจะดีกว่านะครับ ในหลักการข้ออื่น ๆ ก็เห็นด้วยทั้งหมดนะครับ
สุดท้ายมีประเด็นเดียวก็คือในหลักการข้อ ๗ เรื่องของการปรับปรุง อัตราค่าธรรมเนียม ซึ่งระบุไว้ในท้ายพระราชบัญญัติว่า ๕๐๐ บาทในการจัดทําบัตรใหม่ ตรงนี้ในชั้นกรรมาธิการสามารถแก้ไขได้หรือไม่
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่ง ยังมีเวลาเหลือนิดเดียวก็คือที่มีการแก้ไขในมาตรา ๓ มาตรา ๖ ทวิ นะครับ ก็คือว่าอายุบัตรที่กําหนดไว้ ๑๐ ป้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็แสดงความกังวลว่านานเกินไป แล้วอาจจะไม่สามารถระบุตัวข้อมูลที่ทันสมัยได้ ก็อยากจะให้ กลับมาเหลือ ๕ ป้เหมือนเดิม ขอบคุณครับ