จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ..... ซึ่งวุฒิสภาได้มีการปรับแก้ไข โดยเฉพาะมาตรา ๑๔ ที่มีการแก้ไขจากทางวุฒิสภา และมาตรา ๓๘ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งอธิการบดีและบุคลากรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาได้มีการปรับแก้ไข มานะครับ ในมาตราต้น ๆ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เปึนเรื่องของการแก้ไขในถ้อยคํา มีการเพิ่มองค์ประกอบบางส่วน เช่น เรื่องของการบริหารจัดการเขตเมือง เรื่องของ การทําวิจัยที่ให้เปึนประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ผมคงไม่ติดใจในส่วนนี้นะครับ ข้ามไปมาตรา ๑๔ ที่มีการแก้ไขจากทางวุฒิสภา มาตรา ๑๔ โดยส่วนตัวแล้วผมต้อง กราบเรียนว่าเปึนการแก้ไขที่ผมเชื่อว่ามีวัตถุประสงค์ที่ดี ให้เกิดประโยชน์ แล้วก็แน่นอนว่า ให้ทางมหาวิทยาลัยได้จัดสรรการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าส่วนที่ได้ไปปรับแก้ไขมานั้นบางส่วนผมยังติดใจ อยู่ว่ามันมีความจําเปึนหรือไม่ เพราะว่าองค์ประกอบของมาตรา ๑๔ เก่าที่ได้ร่างไว้ จากสภาผู้แทนราษฎรก็มีความครอบคลุมพอสมควรอยู่แล้ว โดยเฉพาะในส่วนที่ ไปปรับแก้มาบอกว่า จะต้องให้กรุงเทพมหานครจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปแก่มหาวิทยาลัย โดยตรง แล้วเติมคําว่า ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบของงบประมาณรายจ่าย ประจําป้ของมหาวิทยาลัย ผมก็เกิดข้อสงสัยว่าทําไมถึงจะต้องเปึน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะแน่นอนว่าในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมก็เชื่อว่าคงมีจํานวนไม่มากนัก ที่จะมีความเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ซึ่งแน่นอนครับ แต่ละแห่งของมหาวิทยาลัยก็มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน คราวนี้เราไปกําหนดที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะเปึนผลดีหรือผลเสียก็ได้ ที่สําคัญที่สุดก็คือมหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานครมีความจําเปึนที่จะต้องจัดการศึกษา แน่นอนครับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่แสวงหากําไรนะครับ คราวนี้เราไปกําหนดที่ร้อยละ ๗๐ ท่านรู้ได้อย่างไรว่า มาตรา ๑๔ (๒) ถึง (๗) เขาจะไม่ได้เงินมา ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้มา ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วกรุงเทพมหานครยังต้องจัดสรรงบประมาณไปให้อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์กลายเปึน ได้กําไรไปสิครับ สผ ๑๔/๒๕๕๓ (ส. นิติบัญญัติ) ณัฐวัฒน์ ๗๕/ ๑ นั่นก็ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดกับการศึกษาแน่นอน และที่สําคัญมาตรา ๑๔ (๗) วรรคสุดท้ายนี้ ก็ได้กําหนดไว้อยู่แล้วว่า ในกรณีที่รายได้ตามวรรคหนึ่งมีจํานวนไม่เพียงพอสําหรับ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานครพึงจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม ให้แก่มหาวิทยาลัยตามความจําเปึน นั่นก็หมายความว่าถ้าคุณขาดเงินอย่างไร ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้กรุงเทพมหานครจะต้องเติมเงินไปให้เต็มกับจํานวนที่คุณได้ขาด เพราะฉะนั้นผมมองว่าการแก้ไขมันอาจจะไม่มีความจําเปึนที่จะต้องบรรจุเข้ามาว่า จะต้องมี ๗๐ เปอร์เซ็นต์จากรายได้มาจากกรุงเทพมหานครเท่านั้น นอกจากนั้นผมเอง กราบเรียนด้วยความเคารพว่า ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ยังติดใจนั่นก็คือ มาตรา ๓๘ ผู้ดํารง ตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าส่วนงาน หรือรองหัวหน้าส่วนงาน ต้องเปึนพนักงานมหาวิทยาลัยและดํารงตําแหน่งเกินกว่าหนึ่งตําแหน่งในขณะเดียวกันไม่ได้ การตัดคําว่า พนักงานมหาวิทยาลัย และ ออก ผมมองว่ามันอาจจะเกิดช่องโหว่ในอนาคต จากการแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง วันนี้เราจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาอยู่ภายใต้กํากับ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งแน่นอนผู้บริหารของกรุงเทพมหานครไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็เปึน ฝ์ายการเมืองเข้าไปบริหารทั้งนั้น วันนี้เราตัดเรื่องของการที่จะต้องเปึนพนักงานก็คือ การเอาคนในมาดํารงตําแหน่งเอง เปึนอธิการบดี เปึนรองอธิการบดีต่าง ๆ เราตัดออกไปปุ็บ มันก็เกิดช่องโหว่ขึ้นมาได้ นั่นก็คือวันหนึ่งฝ์ายการเมืองเกิดไม่ชอบใจการบริหารงาน หรือทิศทางการดําเนินงานก็ไปดึงเอาคนนอกที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยเหลือ หรือพึ่งพากันได้เข้ามาดํารงตําแหน่งได้ ในขณะที่มหาวิทยาลัยเมื่อมีการตัดประโยคนี้ ออกไปก็จะทําให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยขาดความมั่นคง แล้วก็ขาดความก้าวหน้า แล้วก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความกลัวกับอํานาจของฝ์ายการเมืองอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ตัวอย่าง มีให้เห็นในหลายมหาวิทยาลัยของรัฐเองก็มี มีการแต่งตั้งบุคลากรที่อิงฝ์ายการเมือง มีการเป่ดภาควิชาใหม่ ๆ บางที่ไปเป่ดภาควิชาเปึนภาษาอังกฤษบ้าง เก็บเงินมากมายมหาศาล แล้วก็กลายเปึนเด็กฝาก กลายเปึนเด็กเส้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องป่ดปัญหานี้ ให้รอบคอบรัดกุม ผมเชื่อว่าประโยคที่ท่านตัดออกไปนี่แหละจะเปึนหนึ่งในกุญแจที่แก้ไข ปัญหานี้ในอนาคตได้ ผมจึงไม่เห็นชอบกับการปรับแก้ในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๑๔ แต่อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครนั้น ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมเชื่อว่าจะเปึน พ.ร.บ. ที่มีประโยชน์แล้วก็จะเปึนต้นแบบที่ดีในอนาคตหลาย ๆ จังหวัด จังหวัดเชียงใหม่ที่ผมเปึน ส.ส. อยู่ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจริง ๆ ก็มีความพร้อม ผมเชื่อ ว่าถ้ามหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครใน พ.ร.บ. นี้ผ่านไปได้ด้วยดีจะเปึนต้นแบบให้องค์การ บริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศได้ดําเนินรอยตาม แล้วก็จะสามารถจัดการศึกษาให้กับ ลูกหลานเราให้เกิดศักยภาพครับ ขอบคุณครับ