สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓

ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร เป็นร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ..... และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร เธอหารือเรื่องการกำหนดเงินอุดหนุนให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ไม่น้อยกว่า 70% ของงบประมาณของมหาวิทยาลัย และเรียกร้องการพิจารณาให้ถ้วนถี่เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดขวางการบริหารงบประมาณของมหาวิทยาลัย

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปราย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร เปึนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะแสดงความคิดเห็น มิได้หมายความว่าผมไม่สนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ต้องทําหน้าที่ในฐานะเปึนสมาชิกที่ได้รับมอบหมาย ถึงแม้จะไม่ได้เปึน ส.ส. ของคนกรุงเทพฯ แต่ผมถือว่าผมเปึน ส.ส. ของปวงชนชาวไทย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนเปึนตัวแทนของปวงชนชาวไทย จะต้องช่วยกันครับ จะต้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่เลือกที่อยู่ สถานที่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยว่า อยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร วุฒิสภาได้ไปแก้ไข เพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ มีแก้ไขทั้งหมด ๕ มาตรา เพิ่มเติมอีก ๑ มาตรา ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเปึนข้อห่วงใย ถ้าเสียงข้างมาก จะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ผมเองไม่ได้ติดใจ ก็คงเปึนเสียงข้างมาก กฎหมายฉบับนี้ ก็เปึนกฎหมายไปได้ ก็ส่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ไป แต่ประเด็นที่ผมมีข้อกังวลอยู่ ๒ ประการในสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไข กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกได้ช่วย พิจารณาว่าสิ่งที่ผมมีข้อกังวลนั้นจะเปึนสิ่งที่จะไปมีผลกระทบหรือจะทําให้กฎหมาย ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร เมื่อเปึนกฎหมายแล้วสามารถที่จะทําให้มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานครเปึนมหาวิทยาลัยที่เปึนไปตามวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ วุฒิสภาได้ไปแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการกําหนดให้กรุงเทพมหานครต้องจัดเงินอุดหนุนทั่วไป ผมขีดเส้นใต้ครับ เงินอุดหนุนทั่วไปให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๗๐ ของงบประมาณของมหาวิทยาลัยที่ได้รับในแต่ละป้ ท่านประธานครับ ฟังความข้อนี้ ถ้ามองในแง่บวกนะครับก็เปึนหลักประกันว่าอย่างน้อยท้องถิ่นที่มีมหาวิทยาลัย เปึนของตัวเองจะต้องจัดเงินของตัวเองเปึนเงินอุดหนุนทั่วไปให้กับมหาวิทยาลัย ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ เพื่อไปดําเนินกิจการตามภารกิจของมหาวิทยาลัยตามที่ สภามหาวิทยาลัยเปึนผู้ร้องขอหรือกําหนดมา

แต่ประเด็นหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าตีในเชิงบวกจะบวก อย่างนั้น แต่นี่ตีในเชิงลบ ท่านประธานครับ ต่อไปท้องถิ่นอื่น ๆ ที่จะมีมหาวิทยาลัย ถ้าประมาณการว่ารายได้ที่เขาจัดเก็บสามารถอุดหนุนมหาวิทยาลัยได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ เขาสามารถที่จะขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ก็ตั้งที่ร้อยละ ๗๐ เพราะใช้คําว่าไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๗๐ คือร้อยละ ๗๐ อีก ๓๐ เอามาจากไหนครับ ก็คือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง ถ้าแปลความอย่างนั้นนะครับ แล้วคนไทยชอบแปลความในสิ่งที่เปึนประโยชน์กับตนเอง ของตัวเองใช้ให้น้อยที่สุดเอาของคนอื่นมาใช้ก่อน นี่คือสิ่งที่เปึนข้อปฏิบัติของธรรมเนียม ของคนที่เปึนลักษณะไทย ๆ คิดในมุมร้าย ท่านประธานครับ แทนที่จะเปึนบวกผมกลับว่า รัฐบาลกลางอาจจะมีภาระต้องไปรับผิดชอบในกรณีเปึนค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา ให้กับมหาวิทยาลัยภายใต้กํากับของรัฐซึ่งท้องถิ่นกํากับดูแลเอง โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานครเปึนแห่งแรกที่จะมีมหาวิทยาลัยภายใต้กํากับของรัฐที่ท้องถิ่นกํากับดูแลเอง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเปึนผู้กํากับดูแลตามบทมาตราที่เราเขียนรองรับไว้ ผ่านรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐมนตรีไป อันนี้คือข้อห่วงใยผมครับ เปรียบเทียบกับการเขียน ปลายเป่ด ปลายเป่ด หมายความว่า ร่างเดิมเราเขียนบอกว่าต้องจัดเงินอุดหนุนทั่วไป ให้กับมหาวิทยาลัยโดยตรง ข้อความเดิมที่ท่านเขียนไว้เปึนจํานวนที่เพียงพอนะครับ สําหรับค่าใช้จ่ายดําเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ ต้องเพียงพอครับ เพียงพออะไร เปึนมาตรวัด สภามหาวิทยาลัยเขาเปึนผู้จัดทําแผนงบประมาณอยู่ครับ เขารู้ว่าอะไรจะ เพียงพอ ไม่เพียงพอ ซึ่งแน่นอนครับปกติก็ไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๘๐ ร้อยละ ๙๐ อยู่แล้ว ที่ท้องถิ่นนั้น ๆ จะต้องสนับสนุนไปใช้จากฐานเดิมที่กรุงเทพมหานครสนับสนุนวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลวชิระที่มีคณะแพทย์ มีคณะพยาบาลเกื้อการุณย์อยู่ สิ่งเหล่านั้น กรุงเทพมหานครเคยดูแลมาตลอด ผมเชื่อว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐ แต่ถ้าเขียนปลายป่ด อย่างนี้หลักประกันคือไม่ต่ํากว่าแน่ แต่หลักประกันที่จะได้สูงกว่านั้นก็ขึ้นกับเทคนิควิธีการ การจัดทํางบประมาณ ไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าเขาจะให้ไปร้อยละ ๙๐ ถึงแม้กฎหมายจะ เขียนว่าไม่น้อยกว่า ๗๐ ก็แล้วแต่ อันนี้เปึนข้อสังเกตผมนะครับ แผนงบประมาณป้ต่อไป ท่านก็คอยดู ท่านก็คอยดูว่าเขาจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลางเท่าไร อย่างไร

กรณีที่ ๒ ในมาตรานี้ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๔ เปึนข้อห่วงใยผม ในวรรคที่ว่าด้วย ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ เงินอุดหนุนทั่วไปตามมาตรา ๑๔ (๖) ให้กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณเปึนรายการ ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่จัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานคร อันนี้คือร่างเดิมครับ ผมต้องขอบคุณวุฒิสภาที่ไปตัดคําว่ามาตรา ๑๔ ออก จริง ๆ ไม่จําเปึนต้องเขียนเพราะว่า มันเปึนลักษณะค่อนข้างจะฟุ์มเฟ๋อยไป ก็ตัดออกไปได้ไม่เปึนไรครับ เพราะว่าอ้าง ในมาตราเดียวกัน แต่สิ่งที่วุฒิสภาเติมมา ท่านประธานครับ ถ้าพิจารณา ตามภารกิจ ที่รัฐบาลมอบหมายหรือเห็นชอบ ผมติดใจประโยคนี้ค่อนข้างเยอะครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน ข้อความว่า ตามภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายหรือเห็นชอบ มันมีที่มาที่ไปครับ มาตรานี้ ผมเองเปึนหนึ่ง ในคณะกรรมาธิการพิจารณาในวาระที่สอง เราใช้เวลานานมาก นานจนต้องแขวน แล้วกลับไปทบทวนไปดู แล้วกลับมาดูกันใหม่ว่าที่มาของรายได้ของมหาวิทยาลัย จะเปึนอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานแม้กระทั่งคําว่า อุดหนุน กับ อุดหนุนทั่วไป กรรมาธิการให้ความสําคัญมากครับ ท่านประธานครับร่างพระราชบัญญัติเดิมของสภาที่ส่งไปนะครับ ไม่มีคําว่า ทั่วไป ด้วยซ้ําไปครับ แต่ว่าด้วยความที่สมาชิกได้เห็นความสําคัญครับ นําเอาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติป้ ๒๕๔๒ มาตรา ๖๐ เข้ามาดู ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ มาตรา ๖๐ (๕) ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเขียนไว้ชัดเจน ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาในฐานะที่มีความสําคัญสูงสุดต่อการพัฒนา ที่ยั่งยืนของประเทศโดยจัดสรรเปึนเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ดังนี้ (๕) จัดสรรงบประมาณ ในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่เปึนนิติบุคคล และเปึนสถานศึกษาในกํากับของรัฐหรือองค์การมหาชน มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร เปึนมหาวิทยาลัยที่จะเปึนสถานศึกษาในกํากับของรัฐอยู่ใน (๕) ของมาตรา ๖๐ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๒ ระบุเลยครับ ต้องเปึนเงินอุดหนุนทั่วไป เปึนเงินอุดหนุนประเภทอื่นไม่ได้ เงินอย่างอื่นก็ไม่ได้ ทีนี้เมื่อร่างพระราชบัญญัติ ของสภาผู้แทนราษฎรเราส่งไป เรามีคําว่า เงินอุดหนุนทั่วไป ครับ แต่ว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ได้ให้ไปนั้น เราต้องการให้กรุงเทพมหานครมหานครมีความเปึนอิสระในการบริหารจัดการครับ เงินที่เปึนก้อนเปึนเงินอุดหนุนทั่วไปเขาต้องไปใช้ตามภารกิจที่เขาได้จัดทําเปึน แผนงบประมาณผ่านสภามหาวิทยาลัยขึ้นมา ไม่จําเปึนต้องเอาภารกิจ ไม่จําเปึน ต้องเอากิจกรรมมาขอจากรัฐบาลกลาง แต่สิ่งที่รัฐบาลกลาง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไป วุฒิสภาได้ไปเติมคําว่า ตามภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายหรือเห็นชอบ ตอนต้นเปึน เงินอุดหนุนทั่วไปแต่ปลายเปึนเฉพาะกิจไป การที่มอบหมายว่าต้องทําอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือลักษณะกําหนดเปึนรายเฉพาะกิจ ผมก็ไม่เข้าใจว่าการเขียนอย่างนี้มันจะขัดแย้งกัน ในตัวเองหรือไม่ ผมอาจจะตีความหมายผิดก็ได้ท่านประธานครับ แต่ว่าท่านระบุชัดเจนว่า ตามภารกิจที่รัฐบาลมอบหมายหรือเห็นชอบ นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลไม่ได้มอบหมาย ภารกิจนั้นมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครขอเงินจากรัฐบาลกลางไม่ได้ นั่นคือความหมายนะครับ แล้วกรณีถ้าสมมุติมหาวิทยาลัยมีความจําเปึนจะต้องขอเงินจากรัฐบาลกลางในการสนับสนุน ภารกิจทั่ว ๆ ไป ซึ่งการบริหารงบประมาณขององค์กรที่อยู่ภายใต้การกํากับของรัฐที่เขาเปึน อิสระในการบริหารงบประมาณอยู่แล้ว การไปกระทําอย่างนี้ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ จะเปึนอุปสรรคต่อการบริหารงบประมาณของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร แล้วก็เปึน การขัดขวางรายได้ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครที่จะมาจากรัฐบาลกลางด้วย ดูว่า เสมือนดีในวรรคแรกที่บอกว่าต้องอุดหนุนก่อน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือรัฐบาลจะช่วย อุดหนุนให้ เช่นคุณให้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้น บอกว่าต้องเปึนไปตามภารกิจที่มอบหมาย แล้วมันอุดหนุนทั่วไปหรือท่านประธาน โดยความมันไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่พิจารณาให้ถ้วนถี่ประเด็นนี้จะมีความยุ่งยาก ต่อการปฏิบัติ ของสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครอย่างยิ่ง กรณีถ้ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านไป ถ้าท่านจะตั้งนะครับ ท่านต้องไปขอความเห็นชอบว่าภารกิจนี้มอบหมายไหม รัฐบาลกลางบอกไม่ได้มอบ เปึนภารกิจที่กรุงเทพมหานครมหานครต้องทําเอง ถ้าเกิด กรุงเทพมหานครมีเงินอยู่ร้อยละ ๙๐ อีก ๑๐ เอามาจากไหนครับ เพราะขึ้นกับเงื่อนไขว่า รัฐบาลต้องมอบด้วยต้องเห็นชอบด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าพิจารณาให้ถ้วนถี่นะครับ กรณีถ้าจําเปึนจะต้องตัดออกมันไม่มีช่องอื่นครับ ผมต้องมีความเห็นเปึนกรณีอื่นคืออยากให้ไปตัดออกในชั้นของกรรมาธิการร่วมกัน ถึงแม้จะมีประเด็นเล็ก ๆ ประเด็นเดียว เพราะว่าการตรากฎหมายหลังจากนี้ไปไหน ไม่ได้แล้วครับ ถ้าเห็นชอบก็ไปเปึนกฎหมายเลย ไม่เห็นชอบก็ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ของ ๒ สภาเท่านั้นเอง

ประเด็นที่สอง ในมาตรา ๓๘ ผมมี ๒ ประเด็น ไม่ยาวครับ มาตรา ๓๘ วุฒิสภาได้ไปแก้ไขเรื่องของการตัดถ้อยคําในวรรคหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านให้ท่านประธานได้รับทราบผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ มาตรา ๓๘ ผู้ดํารงตําแหน่ง อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าส่วนงานหรือรองหัวหน้าส่วนงาน ต้องเปึนพนักงานมหาวิทยาลัย และ ถ้อยคําที่ว่า ต้องเปึนพนักงานมหาวิทยาลัย และ วุฒิสภาได้ตัดออกครับ ข้อความข้างบนเหมือนเดิมนะครับ ก็จะเหลือถ้อยคํา เพียงแต่ว่า หัวหน้าส่วนงานหรือรองหัวหน้าส่วนงานจะดํารงตําแหน่งเกินกว่า หนึ่งตําแหน่งในขณะเดียวกันไม่ได้ การตัดคําว่า ต้องเปึนพนักงานมหาวิทยาลัย และ ออก ผมเองมีคําถามครับท่านประธาน ถ้ามีสมาชิกหรือผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงในสภาแห่งนี้ ผมอาจจะไม่ติดใจในประเด็นนี้ ท่านประธานครับ การที่จะเปลี่ยนหน่วยงานที่เปึน หน่วยงานของรัฐจากเดิมที่เปึนส่วนราชการไปเปึนหน่วยงานภายใต้การกํากับของรัฐ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงคือต้องเปลี่ยนแปลงองคาพยพทั้งหมดครับ คนที่เปึนราชการเดิม ก็ต้องเปลี่ยนไปเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดหน่วยงานภายใต้การกํากับนั้น ซึ่งมีชื่อ เรียกต่าง ๆ กันไป เช่น โรงพยาบาลบ้านแพ้วครับ เปึนองค์การมหาชนอยู่ภายใต้ การกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ข้าราชการที่สังกัดโรงพยาบาล บ้านแพ้ว เปลี่ยนเปึนพนักงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง องค์การมหาชนของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เปึนกฎหมายเฉพาะของเขา ทีนี้บรรดา คณาจารย์ผู้มีตําแหน่ง เช่น อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าส่วนงาน หรือรองหัวหน้าส่วนงาน ถ้าไม่เปึนพนักงานมหาวิทยาลัย จะเปึนอะไรครับถ้าท่าน ตัดออกไป ผมก็พยายามเทียบเคียงว่าถ้าตัดส่วนนี้มีมาตราอื่นรองรับไหม ในการที่จะ รองรับสถานะของคนเหล่านี้ว่าสถานะเขาเปึนอะไร ไปดูมาตรา ๓ ก็ไม่มี ท่านประธานครับ ไปดูมาตราอื่นที่เขียนรองรับก็ไม่มี เพราะฉะนั้นมันก็เลยเปึนข้อสงสัยของผมว่าถ้าท่าน ไม่ให้เขาเปึนพนักงานมหาวิทยาลัยแล้วจะให้เขาเปึนอะไร สถานภาพเปึนอะไรครับ มันต้องระบุเขาอยู่ในกฎหมาย การรับเงินเดือน การรับบําเหน็จบํานาญ การตอบแทน ช่วยเหลือตําแหน่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในลักษณะของพนักงานมหาวิทยาลัย มันก็ไม่เปึน ตามที่มีบทบัญญัติไว้ ไปดูมาตรา ๓ มีผู้ปฏิบัติงานมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงพนักงาน มหาวิทยาลัยแล้วก็ผู้ปฏิบัติงานอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ๒ ประเด็นนี้ผมเองค่อนข้างจะติดใจ ท่านประธานครับ ไม่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ล่าช้าหรอกครับ แต่ถ้าสมมุติมันออกไป แล้วมันปฏิบัติไม่ได้ ผมเชื่อว่าการปฏิบัติไม่ได้ล่าช้ามากกว่าเสียอีก ถ้าจะเปึนไปได้ก็ อยากจะให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันครับ แล้วไปดู ๒ ประเด็นนี้ ประเด็นอื่นไม่ติดใจเลย เรื่องของเงินอุดหนุนตามภารกิจที่ท่านกําหนดให้เขาว่ารัฐบาลต้องเห็นชอบภารกิจนั้น เปึนภารกิจที่รัฐบาลต้องมอบไปถึงจะขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางได้กับความเปึน พนักงานมหาวิทยาลัยของตําแหน่งที่ผมกล่าวในมาตรา ๓๘ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ หวังว่าเพื่อนสมาชิกได้ฟังคําอภิปรายของผมนะครับ ถึงแม้เรา อยากจะให้กรุงเทพฯ มีมหาวิทยาลัยโดยเร็ว แต่ว่าออกไปแล้วปฏิบัติไม่ได้ ผมเชื่อว่า ผลประโยชน์ไม่ได้ตกกับกรุงเทพมหานครแล้วก็ประเทศชาติครับ น่าจะตั้งคณะกรรมาธิการ ร่วมกัน ผมต้องขออนุญาตว่าผมไม่เห็นชอบกับวุฒิสภาแก้ไขครับ