สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณากฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร และชี้แจงถึงความไม่สมเหตุสมผลในการแก้ไขบางมาตรา เช่น การกำหนดคุณสมบัติของผู้พิพากษาสมทบ และการเพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับพนักงานคุมประพฤติ นอกจากนี้ยังพูดถึงการฝึกอบรมเยาวชนและแก้ไขมาตรา 172 ของกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ถูกกระทบด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้วุฒิสภาได้มีการแก้ไขมาก เท่าที่ผมได้ดูคร่าว ๆ ก็เห็นว่า คงจะต้องมีความจําเปึนที่ควรจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณา เนื่องจาก มีการแก้ไขมาก โดยปกติวุฒิสภาก็จะพิจารณากลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านไปจาก สภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ถ้าเปึนการส่งเสริมให้มันดีขึ้นก็คงไม่เปึนอะไรครับ แต่ว่าบางเรื่องดูเหมือนว่าการแก้ไขนั้นแนวคิดของ ๒ สภาอาจจะไม่ตรงกัน จําเปึน ที่จะต้องทําความเข้าใจกันเพื่อจะทําให้กฎหมายนี้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ อย่างกรณีมาตรา ๒๕ ที่ไปกําหนดคุณสมบัติของผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งเดิมกําหนดไว้ว่าไม่ต่ํากว่าชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เปึนปริญญาตรี ผมคิดว่า การแก้ไขตรงนี้ถึงแม้มีการแก้ตั้งใจและเจตนาให้ผู้ที่จะมาเปึนผู้พิพากษาสมทบนั้น มีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ควรจะลืมว่าคนที่มาทําหน้าที่นี้จํานวนมากที่ผ่านมา หลายท่านมีความรู้ไม่น้อยกว่าปริญญาตรีและจะสูงมากกว่านั้นด้วยซ้ํา แต่ว่าไม่ได้ผ่าน การศึกษาในระบบ ฉะนั้นการที่กําหนดไว้เดิมว่าจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น ก็น่าจะเพียงพอ ผมจําได้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เคยกําหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องจบ ปริญญาตรี แล้วเราก็มีข้อถกเถียงกันมากว่ามันไม่ถูกต้อง สุดท้ายเมื่อมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญต่อมา เงื่อนไขนี้ก็ถูกยกเลิก กลายเปึนว่าเอาเปึนไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้ เราจะเห็นว่าหลายท่านที่มีความรู้มีความสามารถแต่ไม่ได้ศึกษาไปตามระบบ ฉะนั้นการที่ กําหนดไว้เดิมว่าเอาเปึนมีการศึกษาภาคบังคับหรือในระบบเท่านั้น คือมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็น่าจะเพียงพอนะครับ ในบางมาตราท่านประธานครับ เช่นมาตรา ๔๗ ต่อไป ที่วุฒิสภา เพิ่มเติมขึ้นมาให้รัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายเปึนผู้แต่งตั้งและถอดถอนพนักงาน คุมประพฤติตามพระราชบัญญัตินี้ แต่พอไปดูนิยามพนักงานคุมประพฤติก็กําหนดไว้ว่า จะเปึนพนักงานคุมประพฤติตามกฎหมายนี้หรือตามกฎหมายอื่น ก็มีนะครับ คือผู้ซึ่งได้รับ แต่งตั้งให้มีอํานาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงพนักงาน คุมประพฤติตามกฎหมายอื่นด้วย ฉะนั้นการมากําหนดไว้เพิ่มเติมขึ้นมาบอกว่าพนักงาน คุมประพฤติให้รัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็ไม่ทราบเปึนใคร เปึนผู้แต่งตั้งและ ถอดถอน ก็อาจจะมีปัญหานะครับว่าถ้าเปึนพนักงานคุมประพฤติอื่นล่ะ ซึ่งผมคิดว่า ในเรื่องนี้มันน่าจะมีกฎหมายแต่ละฉบับอยู่แล้ว ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องเพิ่มเติมขึ้นมา

มาตราต่อไปนะครับท่านประธาน เช่นมาตรา ๑๓๘ (๖) ที่บอกให้เด็ก หรือเยาวชนไปศึกษา เข้ารับการฝ๊กอบรม แล้ววุฒิสภาเพิ่มเติมขึ้นมาหรือให้เด็กหรือเยาวชน เข้ารับการอบรมศีลธรรม จริยธรรม และหน้าที่พลเมืองนะครับ ผมคิดว่าข้อความเดิม ที่มีอยู่ก็น่าจะครอบคลุมได้หมดอยู่แล้ว คือให้รับการฝ๊กอบรม รับคําปรึกษาแนะนํา รับการรักษา แก้ไข บําบัด ฟุ๋นฟู หรือประกอบ สัมมาชีพอื่น ๆ นะครับ ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาอีก มาตรา ๑๔๓ ผมคิดว่า ท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่ในชั้นพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพูดกันไว้มากว่า การส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปฝ๊กอบรมในสถานที่กําหนดไว้นั้นจะเปึนสถานที่ใด ในชั้น สภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านไปแล้วก็คือ เปึนสถานที่อื่นและศาลเห็นสมควร แต่วุฒิสภาแก้ไข เพิ่มเติมขึ้นมาว่า เปึนสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย สถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายก็ไม่ทราบว่าสถานที่ไหนบ้าง และความหมายมันจะแคบลงไปเพราะมี สถานที่ที่พวกเราจัดกันเองขึ้นมาไม่ได้ไปขออนุญาตใครขึ้นมา แล้วก็ตั้งขึ้นมาเปึนสถาบัน เปึนอะไรต่ออะไรขึ้นมาเยอะแยะเลยครับ แต่ว่าสุดท้ายก็อยู่ที่ศาลจะเห็นสมควรด้วย เพราะฉะนั้นความหมายเดิมน่าจะมีความหมายที่กว้างกว่า การกําหนดว่าจะต้องเปึน สถานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเท่านั้นจะทําให้ความหมายมันแคบลง

ในเรื่องหมวด ๑๕ การพิจารณาคดีคุ้มครองสวัสดิภาพ ในมาตรา ๑๗๒ ที่มีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม บอกว่าในกรณีที่ผู้ถูกกระทําด้วยความรุนแรงในครอบครัว ไม่อยู่ในสภาพหรือวิสัยที่จะร้องขอตามวรรคหนึ่งได้ ญาติ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ พนักงานเจ้าหน้าที่ วุฒิสภาเพิ่มเติม องค์การซึ่งมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่ว่าเดิมก็จะเปึนองค์การซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นมาตรงนี้ก็พอจะรับฟังได้ ก็มีความหมายกว้างขึ้น แต่ตอนท้ายปรากฏว่า หรือบุคคลอื่นใด เพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย นี่กําหนดวงไม่ได้เลยก็ไม่ทราบหมายถึงใคร เขาใช้คําว่า บุคคลอื่นใด เพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย ผมคิดว่าเปึนบางมาตราที่ผมได้พยายามจะดู และเห็นว่าจําเปึนจะต้องทําความเข้าใจกันมากกว่านี้ เพื่อจะทําให้มันมีความสําคัญ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียว ผมผ่านมาตรา ๑๒๐ ไป คือให้ มาตรา ๑๒๑ ที่วุฒิสภาแก้ไขเรื่องที่ปรึกษากฎหมาย ตามมาตรา ๒๐ ท่านแก้ไปว่าจะต้อง มีคุณสมบัติเปึนทนายความ เปึนทนายความเลยนะครับ แต่ว่าจริง ๆ ในมาตรา ๑๒๐ เขาบอกว่าในศาลจําเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้จําเลยมีที่ปรึกษากฎหมาย และที่ปรึกษากฎหมายหมายถึงใครครับ ก็ไปกําหนดไว้ในมาตรา ๑๒๑ ว่าอาจจะเปึน ทนายความก็ได้ หรือไม่ใช่ทนายความก็ได้ แต่ว่ามีประสบการณ์อย่างนี้ หรือแม้เปึน ทนายความแต่ว่าก็มีประสบการณ์ในเรื่องคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนนะครับ แต่พอแก้ มาตรา ๑๒๐ ว่าต้องเปึนทนายความอย่างเดียว มันก็จะมีปัญหาไปขัดกับมาตรา ๑๒๐ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้เรียนมาแล้วและน่าจะมีเหตุผลเพิ่มขึ้นอีก หลาย ๆ มาตราที่มีการแก้ไข ผมคิดว่าเพื่อให้กฎหมายนี้มันได้ออกมาใช้อย่างสมบูรณ์ ที่สุด ควรจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาต่อไปครับ