ทศพล เพ็งส้ม พูดถึงการกำหนดวาระในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ โดยเรียกร้องให้กำหนดวาระ 2 วาระเพื่อพัฒนาบุคลากร และหารือเกี่ยวกับการยินยอมของผู้เสียหายและโจทก์ในการพิจารณาคดี ทศพล เพ็งส้ม ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 126 ที่กำหนดโทษจำคุก 10 ปี และเสนอให้แก้ไขเพื่อให้แน่ใจว่าการตรวจสอบดีเอ็นเอจะไม่กระทบต่อผู้ที่ตรวจสอบหรือผู้ที่ถูกตรวจสอบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับ ในส่วนของผมในฐานะที่เปึน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณานะครับก็ไม่ติดใจ
ในประเด็นแรก ในมาตรา ๒๕ ที่เพื่อนสมาชิกได้บอกว่าเรื่องวาระ ๓ ป้ ที่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระไม่ได้นั้น กราบเรียนท่านประธานครับ วาระ ในการดํารงตําแหน่งทั้ง ๒ วาระ ถึง ๖ ป้ ฉะนั้นถ้าในช่วง ๖ ป้ ผู้พิพากษาสมทบคนอื่น ๆ ก็สามารถเข้ามาได้ เดิมทีเดียวนะครับมีการพูดกันเหมือนกันเรื่องวาระของผู้ดํารงตําแหน่งว่า จะทั้งหมดกี่วาระ แต่เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผู้พิพากษาสมทบต้องเข้ามาทํางาน ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่าผู้พิพากษาสมทบหลาย ๆ ท่าน ๑. อายุมาก ๒. ถ้าเกิดเรา ไม่กําหนดระยะเวลาหรือวาระในการดํารงตําแหน่ง ๒ วาระแล้ว เราก็ย่อมไม่สามารถ พัฒนาบุคลากรที่เข้ามาเปึนผู้พิพากษาสมทบได้เลย ก็ยังเปึนบุคคลเดิม ๆ แต่ถ้าเกิดมี วาระขึ้นมาก็จะเปึนการบังคับให้แต่ละศาลนั้นคัดสรรผู้พิพากษาหรือเตรียมผู้พิพากษา ในการที่จะรองรับบุคลากรที่จะพ้นวาระออกไปตามมาตรา ๒๕ ฉะนั้นเรื่องวาระ ๒ วาระนั้นคงไม่ขัดข้อง
ต่อไปนะครับ ในมาตรา ๙๐ ท่านประธานครับ มาตรานี้สิ่งที่สําคัญ ในการให้ความยินยอมการกระทําความผิดในเรื่องสํานึกในการกระทํานั้น และผู้เสียหาย ยินยอมและโจทก์ไม่คัดค้าน สิ่งที่สําคัญครับท่านประธานในมาตรา ๙๐ นั้น โจทก์ในที่นี้ ก็คือพนักงานอัยการนั่นเอง พนักงานอัยการได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าการที่ ผู้เสียหายไม่ยินยอมนั้นแล้วเด็กหรือเยาวชนได้สํานึกในการกระทํานั้น ๑. ไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยการบังคับขู่เข็ญ การที่โจทก์ต้องเข้ามายินยอมหรือไม่คัดค้านนั้นเปึนการเพิ่มน้ําหนักว่า สิ่งที่เด็กหรือเยาวชนสํานึกในการกระทํานั้นเปึนการสํานึกจริง ๆ ไม่ใช่สํานึกเพราะต้องรอผล เพื่อให้ผลของคําพิพากษานั้นมีผลกับเด็ก หรือแม้กระทั่งการยินยอมของผู้เสียหายนั้น เปึนการยินยอมโดยที่มีน้ําหนักน่าเชื่อถือ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเปึนการกลั่นกรอง ทั้งผู้เสียหายก็ถูกกลั่นกรองโดยโจทก์ก็คือพนักงานอัยการและตัวจําเลยหรือเด็กนั้น ก็ถูกกลั่นกรองว่าการที่เขาสํานึกในการกระทําความผิดนั้นเกิดจากจิตสํานึกจริง ๆ มิใช่เกิด จากการบังคับขู่เข็ญ
อีกอันหนึ่งก็คือในมาตรา ๑๒๖ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒๖ ถ้าดู จริง ๆ แล้วในส่วนที่ท่านวุฒิสภาแก้มานั้นเปึนความผิดอัตราโทษจําคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ป้ ท่านประธานครับ ตรงนี้ละครับ เขากําหนดไว้แล้วนะครับว่าโทษจําคุกอย่างสูง ๑๐ ป้ ให้ศาลสอบถามความเห็นของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี ประกอบการพิจารณาการปล่อยชั่วคราว ท่านประธานครับ บางท่านอาจจะไม่ทราบว่า การปล่อยชั่วคราวนั้นเปึนเรื่องหลักในการที่ให้เสรีภาพของประชาชน แต่สิ่งที่สําคัญครับ การปล่อยนั้นจะต้องไม่ไปยุ่งหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขากระทําความผิดเช่น เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ดี เข้าไปก้าวก่ายหรือแม้กระทั่งไปข่มขู่พยาน การที่จะต้องสอบถาม พนักงานอัยการก็ดีหรือพนักงานสอบสวนก็ดีจะได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น แต่ท่านประธานครับ มาตรานี้จะเห็นได้ชัดว่าเพื่อประกอบการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ในช่วงที่มีความผิดอัตราโทษอย่างสูงเกิน ๑๐ ป้นั้น เดิมทีเดียวไม่ต้องฟังหรอกครับ ไม่ต้องฟังพนักงานสอบสวน ไม่ต้องฟังพนักงานอัยการหรอกครับก็สามารถสั่งปล่อยตัว ชั่วคราวได้ แต่ในกรณีนี้เปึนการกลั่นกรองในการใช้ดุลยพินิจของศาลอีกครั้งหนึ่งว่า ในกรณีที่อัตราโทษจําคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ป้นั้นต้องสอบถามก่อน สอบถามพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนเสียด้วยซ้ํา ฉะนั้นผู้พิพากษาสามารถสอบถามได้ทั้งพนักงานอัยการ และพนักงานสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัด ส่วนศาลจะเชื่อตามพนักงานสอบสวน หรือจะเชื่อตามพนักงานอัยการหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องฟังเพื่อประกอบการปล่อยตัวชั่วคราว
อีกมาตราหนึ่ง ก็คือ มาตรา ๑๖๐ ท่านประธานครับมาตรานี้เพื่อนสมาชิก อาจจะสงสัยว่าตอนแรกผมก็คิดอย่างเพื่อนสมาชิกนะครับว่า ในมาตรา ๑๖๐ วรรคแรก ตอนท้ายว่า ให้ถือเปึนสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ได้ หลักนี้ครับ เปึนหลักสิทธิจริง ๆ ในการที่จะคุ้มครองบุคคลในการที่จะให้ตรวจหรือไม่ตรวจก็ได้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดเมื่อสักครู่เรื่องดีเอ็นเอ แต่ในทางตรงกันข้ามวรรคสุดท้ายครับ ในกรณีที่ถูกขัดข้องแล้วอีกฝ์ายหนึ่งเขาบอกขอให้ตรวจแต่ไม่ตรวจ ถ้าไม่อย่างนั้น คดีมันก็จะไม่จบ แล้วข้อสันนิษฐานนี้เปึนข้อสันนิษฐานที่สําคัญต่ออนาคตของทั้ง ๒ ฝ์าย ฉะนั้นกฎหมายถึงจําเปึนที่จะต้องบอกไว้ว่าถ้าไม่ตรวจโดยไม่มีเหตุสมควร ในนี้เขาเขียน ไว้ชัดนะครับว่าเมื่อไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่นอะไรครับ เมื่อตรวจแล้วเด็กอาจจะมีปัญหา หรือแม้กระทั่งผู้ที่ตรวจนั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพก็ไม่เปึนอะไร แต่ถ้ามีเหตุผล สมควรก็ไม่เข้าข้อสันนิษฐาน แต่ถ้าบอกตรวจแล้วฉันไม่อยากให้ตรวจเพราะว่า ฉันไม่สบายใจ อันนี้ไม่มีเหตุผลอันสมควร จึงเข้าข้อสันนิษฐาน ฉะนั้นผมจึงเห็นด้วย กับที่วุฒิสภาท่านแก้ไขมา ขอบคุณครับ