สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ระบุว่า วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม 40 มาตรา และชี้ว่าแก้ไขมากเกินไป อาจก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ระหว่างอำนาจต่าง ๆ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการคัดเลือกและดำรงตำแหน่ง และขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคาบเกี่ยววาระของบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งนั้น

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม ที่ส่งให้ สภาพิจารณาในครั้งนี้ ท่านประธานครับ เปึนร่างพระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเรา ได้ให้ความเห็นชอบแล้วส่งไปวุฒิสภา วุฒิสภาได้ไปพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๖ ได้แก้ไขเพิ่มเติม กระผมได้ตรวจสอบดูในรายการที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดมีการแก้ไข ๓๙ มาตรา เพิ่มเติมอีก ๑ มาตรา รวมทั้งหมด ๔๐ มาตรา ก็ถือว่าเปึนการแก้ไขที่ค่อนข้างมากในเนื้อหาสาระ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นแก้ไขมาก แก้ไขน้อย กระผมเองไม่ถือเปึนใจความสําคัญที่จะ กราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าการที่จะให้ความเห็นชอบกับ วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่นั้นผมยึดถือเอาสาระเปึนหลัก เอาสาระในตัวบทเปึนหลักนะครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ มีหลายเรื่องที่ผมต้องขออนุญาต กราบเรียน แต่ผมคงไม่อภิปรายทั้ง ๔๐ มาตรา จะเอาประเด็นที่ผมเห็นว่าการแก้ไข ของวุฒิสภานั้นอาจจะเข้าข่ายทําให้กฎหมายฉบับนี้นําไปสู่การบังคับใช้ที่อาจจะมีปัญหา โดยเฉพาะประเด็นของการก้าวก่ายอํานาจหน้าที่ระหว่างอํานาจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึน อํานาจทางด้านบริหาร อํานาจทางด้านตุลาการ สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ประเด็นแรกสุดที่ผมคิดว่าการแก้ไขของวุฒิสภาแก้ไขแล้วทําให้มี ความยากต่อการปฏิบัติในมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๕ วุฒิสภาได้แก้ไข ๒ ส่วน ในวรรคหนึ่ง แก้ไขเรื่องคุณสมบัติของผู้พิพากษาสมทบ มาตรานี้ว่าด้วยผู้พิพากษาสมทบครับ กระผมเองไม่ติดใจครับว่าจากเดิมไม่ต่ํากว่าชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่องวุฒิการศึกษา วุฒิสภาไปเพิ่มเติมเปึนไม่ต่ํากว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยเปึนผู้พิพากษาสมทบ อันนี้ไม่ติดใจ แต่ประเด็นในวรรคสามท่านประธานครับ วุฒิสภาได้ไปแก้ไขเพิ่มเติม เรื่องของวาระการดํารงตําแหน่งของผู้พิพากษาสมทบ ร่างพระราชบัญญัติเดิมนะครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานและที่ประชุมได้รับทราบ ผู้พิพากษาสมทบ ให้ดํารงตําแหน่งคราวละสามป้ แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ที่พ้นจากตําแหน่ง เนื่องจากครบวาระให้ดํารงตําแหน่งต่อไปอีกก็ได้ อันนี้คือร่างพระราชบัญญัติเดิมนะครับ ท่านประธาน ทางวุฒิสภาได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมตัดคําว่า แต่ ออกครับ เพิ่มคําว่า และ และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ที่พ้นจากตําแหน่งเนื่องจากครบวาระ ให้ดํารงตําแหน่งต่อไปอีกก็ได้ แล้วเพิ่มถ้อยคําเข้ามาว่า แต่จะดํารงตําแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้คือข้อความที่เพิ่มเข้ามา สาระเปลี่ยนอยู่ตรงที่ว่าเดิมไปกําหนดวาระว่า จะเปึนกี่วาระก็ได้ เพราะว่าในกฎหมายนี้เขียนยึดโยงเปึนพระราชอํานาจที่จะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เพราะต้องนําทูลและทรงจะโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่ง ต่อไป เพราะว่าตําแหน่งนี้เปึนตําแหน่งโปรดเกล้าฯ อยู่แล้ว แต่การกําหนดวาระว่า จะเกิน ๒ วาระติดต่อกันมิได้ ตรงนี้ในมุมของกฎหมายโดยหลักวิชาการดูเหมือนดี ท่านประธานครับ ดูเหมือนดี เพราะจะได้ไปจํากัดว่าคุณจะต้องไม่อยู่เกิน ๒ วาระ วาระละ ๓ ป้ อย่างมากก็ ๖ ป้ เพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างอํานาจอิทธิพลอะไรต่าง ๆ ในกรณีที่จะใช้อํานาจหน้าที่ ในทางที่มิชอบ แต่ประเด็นที่สําคัญท่านประธานครับ ในกรณีที่เราให้อํานาจเปึนอํานาจ ทางด้านตุลาการอํานวยความยุติธรรม ผู้ที่ได้รับการสรรหาคัดเลือกเข้ามาสู่ตรงนี้เปึน ตําแหน่งโปรดเกล้าฯ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่าเปึนตําแหน่งที่มีความสําคัญ บุคคลธรรมดามิสามารถเข้าสู่การทูลเกล้าฯ ที่พระองค์ท่านทรงโปรดเกล้าฯ ได้ ด้วยความเชื่อ อย่างนี้ก็ไม่กําหนดตําแหน่งวาระไว้ว่าจะต้องเปึน ๒ วาระติดต่อกัน

อีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ การกําหนด ๒ วาระติดต่อกัน สิ่งที่จะ เปึนปัญหาครับท่านประธาน สิ่งที่เปึนปัญหาก็คือว่าในฐานะผู้ปฏิบัติการที่จะสรรหา คัดเลือกผู้ที่จะเปึนผู้พิพากษาสมทบแล้วนําทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ลงมา เข้าไปทําหน้าที่ ถ้าสมมุติว่าครบวาระแล้วต้องยกออกไปทั้งหมด การสรรหา การคัดเลือกนําทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ก็เปึนกระบวนการใหม่ ก็เริ่มการใหม่ สิ่งที่เปึนประเด็นก็คือเรื่องของความรู้ ประสบการณ์ที่ทําในหน้าที่นั้น ๆ แน่นอนครับผู้ที่มานี่มีคุณสมบัติมีความรู้ความสามารถ อยู่แล้ว แต่ความรู้เฉพาะด้านที่ใช้ในการทําหน้าที่นั้น ๆ ขณะที่ทําหน้าที่อยู่ เมื่อเทียบกับ คนที่มีความรู้ความสามารถ คนดีที่เขาทําอยู่แล้วสามารถทํางานต่อเนื่องกันไปได้ คนที่ เข้ามาใหม่ก็มาเริ่มใหม่ทั้งหมด อันนี้เกิดความยุ่งยากต่อผู้ปฏิบัติ ทางผู้ที่ปฏิบัติเขาบอกว่า ถ้าจะเขียน ๒ วาระก็ได้ แต่อยากจะให้พิจารณาเพิ่มเติมสักนิดหนึ่งว่า กรณีที่เปึนคนดี มีความรู้ความสามารถก็อาจจะสามารถดํารงวาระคาบเกี่ยวได้ต่อเนื่องได้ นี่เปึนเหตุผล ข้อแรกที่คิดว่าการที่จะทําอย่างนั้นได้ต้องไปพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการร่วมกัน