สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี และเรียกร้องการผลักดันร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไข และหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ กสทช. รวมถึงการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับคลื่นความถี่ โดยเรียกร้องการส่งรายได้จากการใช้คลื่นเข้ามาเป็นรายได้แผ่นดิน และหารือเรื่องร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ ๕ เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน ๒๐ เปอร์เซ็นต์

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเชื่อว่า ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทางบ้านคงจะทราบดีเกี่ยวกับปัญหาการประมูล ๓ จี ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคําสั่งเห็นชอบตามศาลปกครองกลางที่ไม่ให้ กทช. ทําหน้าที่ ในการประมูล ๓ จี แต่ปัญหาเทคโนโลยี ๓ จี ก็เปึนประเด็นที่สังคมกําลังเรียกร้องต้องการ พัฒนาประเทศของเราเองให้ก้าวหน้า ดังนั้นการผลักดันร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. .... จึงเปึนภารกิจร่วมกันของพวกเราทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา และอยากจะกราบเรียนท่านประธานสภาว่าผมเชื่อว่าวันนี้เปึนนิมิตหมายที่ดีครับ วันนี้เปึนการอภิปรายกฎหมายใหญ่ ๆ ฉบับหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรที่ทั้งฝ์ายค้าน และฝ์ายรัฐบาลจะมีการเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นท่านประธานลองสังเกตว่าการอภิปราย ในประเด็นอะไรก็แล้วแต่ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเปึนที่ตั้ง เราจะสังเกตดูว่า ทิศทางของฝ์ายค้านกับรัฐบาลก็จะไปด้วยกัน ดังนั้นเราสามารถช่วยกันได้ในการที่จะ ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ออกสู่เพื่อเปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า กสทช. มีอิทธิพลสูงมาก ถ้าคนที่ติดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเห็นว่าในมาตรา ๒๗ ได้เขียนอํานาจหน้าที่ของ กสทช. ไว้ชัดเจนว่ามีอํานาจหน้าที่ ในการจัดทําแผนแม่บท การกําหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ ตลอดจนพิจารณาอนุญาต และกํากับดูแล คําว่า พิจารณาอนุญาตและกํากับดูแล ถ้าดูตามข้อต่าง ๆ ก็ถือว่ากว้างมาก บทบาทของ กสทช. ที่เปึนคณะกรรมการก็จะมีบทบาทสูงมากที่เกี่ยวกับคลื่นในการจัดสรร คลื่นความถี่ หรือแม้แต่การกําหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและโครงสร้างค่าบริการ ก็เปึนอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. หรือแม้แต่การกําหนดมาตรฐาน และลักษณะพึงประสงค์ทางเทคนิคในการประกอบกิจการ ดังนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับ เรื่องคลื่น อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมก็เปึน อํานาจหน้าที่ของ กสทช. เราจึงมีความจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันผลักดันกฎหมาย ฉบับนี้ให้บรรลุผล

ประเด็นสําคัญมันมีอยู่นิดเดียวตรงที่ว่าหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป วุฒิสภาได้ทําการแก้ไขร่างของสภาผู้แทนราษฎรไปทั้งสิ้น ๒๓ มาตรา ถ้ารวบรวมเปึนสาระหลักผมสามารถแยกได้เปึน ๕ สาระหลัก ซึ่งอยากจะ กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจ เพราะช่วงอาทิตย์ ที่ผ่านมาคนก็จะถามอยู่เสมอว่าทําไมรัฐบาล หรือ ส.ส. รัฐบาลไม่ยืนยันร่างตามที่ วุฒิสภาเสนอเพื่อจะได้ให้ร่างนี้ออกไปสู่สาธารณชนและจะได้มีผลต่อการดําเนินการ ประมูล ๓ จี แต่เนื่องจากว่าการแก้ไขของวุฒิสภานั้นหลาย ๆ มาตราเปึนการแก้ไข ในสาระหลัก จนทําให้พวกเรา ส.ส. ที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนั้น ไม่สบายใจ ซึ่งผมจะขออนุญาตสรุปให้พี่น้องประชาชน ตลอดจนผู้สนใจได้รับทราบ ใน ๕ ประเด็นสาระหลักดังต่อไปนี้ครับ

ในประเด็นที่ ๑ ก็คือจํานวนคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งในร่างของ ส.ส. กําหนดไว้ ๑๑ คน ใน ๑๑ คนนี้ก็จะแบ่งเปึน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ก็จะดูแลกิจการวิทยุ และโทรทัศน์ ๕ คน และกลุ่มที่ ๒ ก็จะดูแลกิจการโทรคมนาคม ๕ คน และท่านประธานทราบไหมครับว่าอดีตที่ผ่านมา กทช. ๗ คนนะครับ ๗ คนแทบตีกันตาย งานกว่าจะคืบหน้าไปได้แทบจะหาโอกาสไม่ได้เลยในการที่จะผลักดันผลงานที่เปึน ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน จึงเปึนเหตุผลที่ ส.ส. เราถึงกําหนดร่างมาไว้ ๑๑ คน มีประธาน ๑ ท่าน และอีก ๕ คนไปอยู่ กสช. และอีก ๕ คน ไปอยู่ กทค. ก็คือกิจการ โทรคมนาคม เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ และกรอบที่มาของแต่ละท่าน ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าเปึนคนที่มีความรู้ความชํานาญในเรื่องกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ จํานวน ๒ คน มีความชํานาญเรื่องกิจการด้านโทรคมนาคม ๒ คน มีความชํานาญ เรื่องกฎหมายเศรษฐศาสตร์ ๔ คน โดยแบ่งเปึนกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ ๒ คน และกิจการโทรคมนาคม ๒ คน และมีความชํานาญเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเสรีภาพ ของประชาชน ๒ คน และมีความชํานาญเรื่องการศึกษาและวัฒนธรรมอีก ๑ คน แต่สิ่งที่ พวกเราไม่สบายใจก็คือการที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขเพิ่มผู้มีความรู้ความชํานาญ เรื่องการศึกษาวัฒนธรรมจาก ๑ คน เปึน ๓ คน ถามว่า คณะกรรมการ กสทช. จําเปึน จะต้องมีคนมีความรู้เรื่องการศึกษาและวัฒนธรรมถึง ๓ คนเชียวหรือ นอกจากนั้นแล้ว ทางวุฒิสภาได้ทําการเพิ่มเติมฝ์ายความมั่นคงขึ้นมาอีก ๒ คนครับ อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าผมได้ยินเพื่อน ส.ส. ติฉินนินทากระซิบกระซาบว่าสงสัยใน ๒ คนนี้ คงจะแบ่งให้ตํารวจ ๑ คน แบ่งให้ทหาร ๑ คนหรือเปล่า คงไม่ใช่ที่จะต้องแบ่งให้ ศอฉ. คงจะไม่เกี่ยวกันครับ เรามีจุดยืนตรงกันว่าเราต้องการมีคณะกรรมการที่กระชับและสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ที่เปึนประโยชน์จริง ๆ เพราะฉะนั้นตัวเลข ๑๑ คน ยังมีความจําเปึนครับ ฝ์ายความมั่นคงและฝ์ายการศึกษาที่เพิ่มขึ้นมาอีก ๔ คน ไม่มีความจําเปึน นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่จะต้องฟัองร้องกับพี่น้องประชาชน ให้เข้าใจว่าทําไมวุฒิสภาต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่ ๒ เปึนประเด็นที่ติดใจเล็กน้อยแต่ถ้ายังยืนยันไม่ขัดข้อง ก็คือ อายุของคณะกรรมการ กสทช. ที่ ส.ส. ร่างไว้ขั้นต่ํา ๓๐ ป้ สูงสุดไม่เกิน ๖๕ ป้ แต่วุฒิสภา มีการแก้ไขไปที่ ๓๕ ป้ สูงสุดไม่เกิน ๗๐ ป้ ซึ่งถ้าถามความเห็นผมโดยส่วนตัวแล้วติดใจ เล็กน้อย แต่ถ้าทางวุฒิสภาสามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร กสทช. ต้องใช้คนมีอายุ ๖๗ ป้ ๖๘ ป้ ๖๙ ป้ ๗๐ ป้ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการซีก ส.ส. น่าจะรับฟังได้ แต่ถ้ารับฟังไม่ได้ ก็น่าจะกลับมายืนเหมือนเดิมคือตัวเลข ๓๐ ป้ และเกษียณที่ ๖๕ ป้

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งถือว่าเปึนประเด็นสาระสําคัญครับท่านประธาน เนื่องจากว่า องค์กร กสทช. เปึนองค์กรที่ผลประโยชน์เปึนแสนล้านบาท ท่านประธานคงจะเห็นนะครับ ธุรกิจที่ทํางานเกี่ยวกับเรื่องคลื่น กิจการวิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม รวมธุรกิจแล้ว เปึนแสน ๆ ล้านบาทครับ ดังนั้นการแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ที่รัฐธรรมนูญให้เปึนองค์กรอิสระ จึงมีความเปึนไปได้สูงจากกลุ่มทุน ทาง ส.ส. ในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จึงจําเปึนจะต้องมีองค์กรกลางที่มีความอิสระจริง ๆ และการเมืองไม่กล้าเข้าไปแทรก สุดท้ายเรามาลงที่สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาในการทําหน้าที่สํานักงานในเชิงธุรการ เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของคนที่จะมาเปึนคณะกรรมการ กสทช. แต่พวกเรา ก็ไม่เข้าใจว่าทําไมวุฒิสภาแทนที่จะให้เกียรติสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาทําหน้าที่ สํานักงานธุรการ กลับกลายเปึนว่าแก้ไขไปเปึนสํานักงานของ กสทช. เอง ซึ่งเราต้อง ยอมรับสํานักงานนี้ของ กสทช. มันเกี่ยวข้องกับธุรกิจเปึนแสนล้านบาทครับ ผมเชื่อว่า ทั้งนักธุรกิจนายทุนเดินกันขวักไขว่ไปหมด ถ้าเอาให้สํานักงานของ กสทช. เปึนหน่วยงาน ธุรการในการเสนอชื่อ เชื่อว่าความเปึนธรรม ความเปึนกลาง จุดยืนที่แน่นอนเพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติไม่เกิดขึ้นแน่นอน ผมถือว่าเรื่องนี้เปึนสาระสําคัญ จึงมีความจําเปึน ต้องกลับไปเหมือนเดิมครับ ให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาไปทําหน้าที่สํานักงานธุรการ

ประเด็นที่ ๔ ก็เปึนประเด็นสาระสําคัญซึ่งจําเปึนจะต้องบอกพี่น้อง ประชาชน บอกสังคมว่าวุฒิสภาแก้ไขมาโดยยังไม่มีเหตุผล เราต้องยอมรับว่าคลื่น ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือสมบัติของชาติ เปึนสมบัติของแผ่นดิน หน่วยงานของรัฐ ที่ครอบครองคลื่นอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ หลังจากเอาไปทําธุรกิจแล้วรายได้ที่เกิดขึ้น หักต้นทุนแล้วจะต้องส่งผ่านไปที่ กสทช. เพื่อส่งผ่านเปึนรายได้แผ่นดิน แต่กฎหมาย ฉบับนี้บอกว่าไม่เปึนไร ในเมื่อทีโอทีเอย หรือ กสท. เอย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ให้เอกชน ประมูลคลื่นเอาไปใช้เขาทํามาหากินเกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน ครั้นจะไปหักคอทันที หลังจากมีกฎหมายบังคับใช้มันก็กระไรอยู่ จึงให้เวลาเขาตั้งตัว ๑ ป้ หลังจาก ๑ ป้แล้ว หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีรายได้ป้หนึ่งเปึนหมื่นล้านบาทจะต้องส่งเงินเหล่านี้เข้ามา เปึนรายได้แผ่นดิน แต่ปรากฏว่าทางวุฒิสภาได้ทําการแก้ไขจาก ๑ ป้ เปึน ๓ ป้ ทําไมจะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเก็บเงินไว้กับตัวเอง ควรจะให้เงินเหล่านี้ส่งเปึน รายได้แผ่นดินเพื่อเอามาใช้เปึนภาษีอากรในการพัฒนาประเทศน่าจะเปึนประโยชน์ มากกว่า ซึ่งอยากจะฝากคณะกรรมาธิการครับต้องซักให้ได้ว่าทําไมจาก ๑ ป้ เปึน ๓ ป้ เพราะว่ามีนัยสําคัญ หลังจากนั้น ๓ ป้ ถึงจะส่งเงินเข้ามาเปึนรายได้แผ่นดิน คําถามผมว่า น่าถามนะครับ ป้หนึ่งผลประโยชน์หลายพันล้านบาท เปึนหมื่นล้านบาท

ประเด็นสุดท้ายคือประเด็นที่ ๕ ซึ่งประเด็นนี้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือว่า คลื่นเปึนสมบัติของชาติสมบัติของแผ่นดิน จะต้องมีการจัดสรรให้ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องย้ําครับ จัดสรรให้ภาคประชาชน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในส่วนของ ส.ส. เองก็ได้มีการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ คิดว่าภาคประชาชน ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์ตอบแทนเชิงธุรกิจควรจะมีคลื่นในการเอามาใช้ประโยชน์ ในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากว่าหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ขณะนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก จึงมีความจําเปึนที่จะต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลง ไปสู่ระบบดิจิทัล ถึงจะมีการจัดสรรให้ภาคประชาชน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏวุฒิสภาใจดี ก็คือหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ให้จัดสรรเลย ให้จัดสรรทันที โดยเขียนไว้ว่า ยกเว้นในพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นความถี่เพียงพอที่จะดําเนินการจัดสรรให้ ซึ่งดูแล้วมันก็ ไม่ค่อยมีความจําเปึนเท่าไร เพราะว่าหลังจากที่กว่าจะประมูลเสร็จเทคโนโลยี มันเปลี่ยนไปเยอะ

ดังนั้นนี่คือ ๕ ประเด็นที่อยากจะฝากเพื่อนคณะกรรมาธิการซีก ส.ส. ที่จะไปทํางานร่วมกับทางวุฒิสภาในการแก้ไขสาระหลัก ๕ ประเด็น และอยากจะกราบเรียน กับท่านประธานว่า ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจครับ หลังจากกระบวนการที่ผ่าน ไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันอะไรจะเกิดขึ้น ก็อยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน ไปยังพี่น้องประชาชนว่า เมื่อมีการแก้ไขร่วมกันของ ส.ส. ส.ว. ในคณะกรรมาธิการร่วมกัน ถ้าวุฒิสภาเห็นชอบ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ กฎหมายนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ แต่ถ้า สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ เราก็มีสิทธิที่จะเอาร่างที่มีการแก้ไขหรือร่างเดิมของ สภาผู้แทนราษฎรขึ้นมายืนยันได้ โดยใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ คือ ๒๓๘ เสียง นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน และยืนยันว่า มีความจําเปึนที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน และอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่า ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แน่นอนครับ อดใจรอ สักครู่ครับ ขอบคุณครับ