สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓

ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 84 และการถ่ายโอนอำนาจของคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ และเรียกร้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกครั้ง

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย สืบเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเห็นชอบแล้วก็ผ่านไปยัง วุฒิสภา เมื่อวุฒิสภาได้แก้ไขส่งลงมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เห็นชอบอีกครั้งหนึ่งนั้น เมื่อได้ตรวจสอบในรายละเอียดที่วุฒิสภาได้ทําการแก้ไขแล้ว ผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีการแก้ไขมาก ซึ่งสมควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสองสภา เพื่อทํา การพิจารณากลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ คือด้วยตัวของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ต้องยอมรับว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติที่จัดตั้งคณะบุคคลไปจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่าคลื่นความถี่แม้จะอยู่ในอากาศก็ตามก็คือขุมทรัพย์ มหาศาลของประเทศไทย ใครก็ตามที่มีอํานาจเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะได้รับผลประโยชน์ อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการหรือผู้ที่จะได้สัมปทานต่อไปก็ตาม ทีนี้โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เท่าที่ผมอ่านในร่างรายละเอียดประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ บวกกับมาตรา ๓๐๕ ซึ่งเปึนบทเฉพาะกาล ผมมองเห็นอนาคตของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คงเปึนมหากาพย์ครับ เพราะในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มีคณะกรรมการเพื่อที่จะมาจัดสรรคลื่นความถี่ให้เปึนไปตาม บทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ที่มีอํานาจในการที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ก็คือคณะกรรมการ ที่จะถูกตั้งขึ้นโดยกฎหมายนั้นเอง แต่ทีนี้ในรายละเอียดของบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะ (๑) ของมาตรา ๑๐๕ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ บทบัญญัติมาตรา ๔๗ วรรคสอง จะยังมาบังคับไม่ได้ อย่างไรก็ตามยังเขียนขมวดเข้าไปด้วยว่า ถ้าจะออกกฎหมายตามมาตรา ๔๗ วรรคสอง นี้คือร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ อย่างน้อยจะต้องมีสาระสําคัญให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้าน ทีนี้คณะกรรมการเฉพาะด้านนั้นมีหน้าที่อะไร เขาให้มีหน้าที่กํากับการประกอบกิจการ โทรทัศน์ และมีหน้าที่กํากับการประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งล้วนแล้วแต่มีหน้าที่กํากับ ไม่ใช่หน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ แต่ทีนี้พอดูรายละเอียดในกฎหมายในมาตรา ๓๕ ซึ่งคณะกรรมการเฉพาะด้านนั้นเรียกว่าคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ ตัวย่อคือ กสท. แล้วมาตรา ๓๘ ตัวย่อคือ กทค. อันนี้ควบคุมด้านโทรคมนาคม ทีนี้อํานาจของ คณะกรรมการเฉพาะด้าน ๒ อํานาจนี้นะครับ มีเพียงใดนั้นต้องไปดูมาตรา ๒๗ คือเขาให้ใช้ อํานาจแทนคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ ทีนี้ปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นก็คือว่า คณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ที่กฎหมายเดิมเขียนไว้ ๑๑ คน แล้วมาแก้ไขเปึน ๑๕ คน ตามมาตรา ๖ ซึ่งผมเห็นว่าการแก้ไขนี้คงจะไม่ใช่สาระสําคัญจะมากหรือน้อยก็ไม่เปึนไรครับ แต่สําคัญที่สุดก็คือ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ไม่วาจะเปึน กสท. หรือ กทค. ก็ตาม เปึนผู้มีอํานาจในการที่จะลงมติแทน กสทช. ซึ่งมีอํานาจแทนผู้จัดสรรคลื่นความถี่ใหญ่ ทีนี้คณะกรรมการชุดนี้มีกี่คนครับ เขากําหนดไว้ว่าแก้ไขมานี้มี ๖ คน ทีนี้คณะกรรมการ ๑๕ คน แต่แก้ไขให้มีอํานาจที่จะมาอนุมัติเพียง ๖ คน อํานาจในการที่จะ อนุมัติก็คือเกินครึ่ง คิดว่าอย่างน้อยต้องเกินครึ่ง ถ้าพิจารณาตามคณะกรรมการใหญ่คือ กสทช. ๑๕ คน อย่างน้อยก็ต้อง ๘ คนถึงจะถือว่าอนุมัติได้ แต่พอมาถึงมาตรา ๓๕ คนที่จะอนุมัติจัดสรรคลื่นความถี่จริง ๆ คือคณะกรรมการเฉพาะด้านมี ๖ คน แค่ ๔ คน เท่านั้นก็สามารถที่จะอนุมัติการจัดสรรคลื่นความถี่ได้แล้ว อย่างนี้มันเปึนเรื่องที่มีเงื่อนงํา หมกเม็ด กฎหมายนี้มีเงื่อนงําและหมกเม็ด แท้ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญเขาให้คณะกรรมการ เฉพาะด้านมีอํานาจในการกํากับดูแลเท่านั้นเอง ทั้ง ๒ คณะกรรมการ ไม่ว่าจะเปึน คณะกรรมการ กสท. หรือคณะกรรมการ กทค. ซึ่งเปึนคณะกรรมการเฉพาะด้าน ๒ คณะกรรมการนี้มีอํานาจกํากับดูแล หลังจากที่คณะกรรมการ กสทช. อนุมัติมาแล้ว แต่กฎหมายฉบับนี้และมีการแก้ไขกลับให้คณะกรรมการเฉพาะด้านมีอํานาจเทียบเท่า คณะกรรมการใหญ่ ตรงนี้คือเปึนการแก้ไขมาก ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็น และคณะกรรมการ แม้จะแต่งตั้งขึ้นไปก็คงจะแก้ไขเฉพาะส่วนที่เห็นว่าแก้ไขมาก แต่บางจุดของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ยังเปึนปัญหาที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วยซ้ํา ผมถึงบอกว่าเปึนมหากาพย์ แต่อย่างไรก็ตามในหลายเรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ผมก็จะไม่กลับไปอภิปรายซ้ําอีก คือผมเห็นด้วยนะครับ

ทีนี้อีกประการหนึ่ง ซึ่งมันเปึนเรื่องค่อนข้างจะสําคัญซึ่งมีเพื่อนสมาชิก อภิปรายไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องการเก็บเงินเข้าองค์กรตามมาตรา ๘๔ ก็ว่าไปแล้ว ซึ่งผม เห็นด้วยว่าการแก้ไข จาก ๑ ป้ เปึน ๓ ป้ เปึนการแก้ไขมาก แทนที่เงินที่ได้รับจาก ค่าสัมปทานจะเข้าหลวง เข้ารัฐโดยตรงผ่าน กสทช. กลายเปึนว่าจะต้องไปพักอยู่ที่ทีโอที กับแคท อยู่อีก ๓ ป้ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยมันเปึนการแก้ไขมาก และอีกอันหนึ่งซึ่งคุณหมอชลน่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าการแก้ไขหน่วยงานที่จะรับขึ้นทะเบียนรับจดทะเบียนสมาคมต่าง ๆ เพื่อที่จะเสนอเข้ามาเพื่อที่จะได้รับคัดเลือกเปึนกรรมการในองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แก้ไขจากสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาไปเปึนสํานักงานของ กสทช. ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเห็นด้วยว่าเปึนการแก้ไขมากนะครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งเปึนการขัดต่อเจตนารมณ์ของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เราอภิปรายกันมาแต่แรกว่าหน่วยงานของวุฒิสภาเปึน องค์กรอิสระที่มีความเปึนกลาง จริง ๆ เราเคยพูดว่าวุฒิสภาไม่ใช่การเมือง อย่างไรก็ตาม ถ้าหากให้หน่วยงานวุฒิสภาจัดสรรคัดสรรก็จะเปึนกลางและเปึนธรรม แต่กลับแก้ไข ไปเปึนสํานักงาน กสทช. ในสายตาของคนทั่วไปมองว่าเปึนการที่ชงเอง เลือกเอง และจัดการเองและเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อันนี้คงจะไม่ถูกต้อง ต้องถือว่าเปึนการแก้ไขมาก นอกจากนั้นการถ่ายโอนอํานาจตามมาตรา ๒๗ ซึ่งเปึนอํานาจของคณะกรรมการจัดสรร คลื่นความถี่ไปสู่คณะกรรมการเฉพาะกาล ผมคิดว่าอันนี้ไม่ถูกต้องแน่นอน จึงเปึน การแก้ไขมาก เพราะฉะนั้นผมจึงมีความเห็นสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า เรื่องนี้จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันทั้งสองสภา เพื่อพิจารณากลั่นกรองอีกทีหนึ่ง ถ้าหากแม้ว่าสามารถที่จะแก้ไขในส่วนที่ไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง คําว่าเปึนมหากาพย์ยาว ก็คงจะยุติได้เช่นเดียวกัน ผมถึงขอกราบเรียนท่านประธานเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ