สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาการประมูล 3 จี และการควบคุมเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีกสทช. เพื่อควบคุมและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา 84 และเรียกร้องให้มีการพิจารณาใหม่ โดยตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อกำหนดเวลาการส่งรายได้จากสัมปทานเข้าคลังของรัฐ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นขอบพระคุณท่านประธาน สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่อนุญาต ให้มีการเลื่อนระเบียบวาระเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน มันเปึนการสะท้อนบ่งชี้เลยครับว่า เมื่อเช้าศาลปกครองสูงสุดก็มีคําวินิจฉัย แปลง่าย ๆ ก็คือเรื่องการประมูล ๓ จี ให้ระงับ การประมูล ๓ จีออกไป ก็เปึนเหตุหนึ่งที่ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นก็จะได้ใช้บริการ ๓ จี นั้นช้าไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่า ในวันเดียวกันคือตอนบ่ายก็คือวันนี้ได้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ กสทช. ก็เปึนการบ่งชี้ว่าทั้งรัฐบาลและฝ์ายนิติบัญญัติมีความต้องการ ที่จะเห็นพี่น้องประชาชนนั้นมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่ดีมากขึ้น ก็เปึนนิมิตหมาย ที่ดีครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเปึนคนหนึ่งที่เร่งที่อยากจะเห็น กสทช. เกิดขึ้นได้ เพราะเนื่องจากปัญหาที่มีอดที่จะไม่เล่าถึงอดีตก็ไม่ได้ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เรามี กสช. ที่แท้งแล้วแท้งอีกตั้งแต่ป้ ๒๕๔๓ จนถึงป้ปัจจุบันยังไม่เคยมี การแต่งตั้ง กสช. ก็ดูเรื่องของทีวี เรามี กทช. ที่ดูการจัดสรรเรื่องคลื่นความถี่ ซึ่งแน่นอนแล้ว ปัจจุบันก็มีปัญหาในเรื่องของการตีความว่ามีอํานาจให้ใบอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้บ่งชี้ชัดว่าจะต้องมีคณะกรรมการ กสทช. ขึ้นเปึนชุดเดียวก็คือ รวมทั้งทีวีแล้วก็รวมทั้งคลื่น เพราะเนื่องจากว่าในป้ ๒๕๕๐ มีเทคโนโลยีที่เราเรียกว่า คอนเวอร์เจนซ์ (Convergence) หรือเปึนการรวมตัวกัน มือถือ ๑ เครื่อง เปึนทั้ง คลื่นส่งวิทยุได้ด้วย เปึนทั้งทีวีได้ด้วย ก็เลยนํามาสู่การที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ของเรา มีความทันสมัยที่ให้จัดตั้ง กสทช. เกิดขึ้น ก็ต้องออกกฎหมายลูกในการที่จะให้มี กสทช. คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และว่าไปแล้วท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านก็ได้ใช้ ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะคลอดร่างฉบับนี้ออกมาจนถึงวันนี้ ร่างที่ผ่าน การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไป ผมต้องบอกว่าเปึนร่างที่เหมาะสมแล้วก็ดีมากครับ ใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกันกว่าจะผ่านออกไป แต่สิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขกลับมานั้นมี ประเด็นที่น่าเปึนห่วงอยู่หลายประเด็น เช่น การเพิ่มคณะกรรมการ กสทช. จาก ๑๑ คน เปึน ๑๕ คน โดยมีการเพิ่มตัวแทนจากความมั่นคงเข้ามา ก็เปึนที่น่าฉงนและเปึนที่ น่าสงสัยว่าเพิ่มมาทําไม หลายท่านอภิปรายไปแล้วผมจะไม่ซ้ํา ๒. การยื่นบุคคล ที่จะมีสิทธิเปึนคณะกรรมการยื่นกับใคร เราก็อุตส่าห์วางแผนว่าให้ไปยื่นที่เลขาธิการ วุฒิสภา ปรากฏว่าวุฒิสภาแก้มาให้ยื่นที่สํานักงาน กสทช. ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่า เปึนการผลักภาระออกไปให้งานมันน้อยหรือไม่อย่างไรสําหรับวุฒิสภา ท่านประธาน ที่เคารพในประเด็นนี้ต้องบอกว่าคนที่จะมีอํานาจในการเลือกคณะกรรมการ กสทช. นั้น ก็คือวุฒิสภานั่นเอง การจะส่งรายชื่อคนไม่ว่าจะเปึนกระบวนการที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ละองค์กรหรือมาจากกระบวนการสรรหาก็แล้วแต่ควรจะหยุดที่วุฒิสภาที่เดียวคือ ต้นทางเข้าที่เลขาธิการวุฒิสภา และสุดท้ายไปออกปลายทางก็คือแต่งตั้งที่วุฒิสภา แบบนี้ มันจะทําให้การทํางานนั้นเร็ว บูรณาการ แต่น่าเสียดายที่วุฒิสภานั้นดูเหมือนจะเปึน การผลักภาระกลับไปยังสํานักงาน กสทช. ในการที่จะคัดกรองบุคคลที่จะเลือกกันเอง หรือมาจากการสรรหา เปึนที่น่าเสียดาย

ประการสุดท้าย เปึนเรื่องที่ผมชี้ว่าเปึนเรื่องใหญ่ที่สุดที่ผมรับไม่ได้ที่จะเห็น ตามความเห็นของวุฒิสภา นั่นคือมาตรา ๘๔ ท่านประธานครับ มาตรา ๘๔ ง่าย ๆ ก็คือ ว่ารายได้จากผลประกอบการจะต้องส่งเข้าคลังมาเปึนของหลวง เราก็บอกว่าบุคคล ที่เปึนเจ้าของสัมปทานอยู่เดิม เช่น บริษัท ทีโอที ต้องเล่าพื้นฐานว่าอย่างองค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทยหรือทีโอทีเขาให้สัมปทานไปกับบริษัท เอไอเอส บริษัท เอไอเอส ปัจจุบัน ต้องบอกว่าเหลือสัญญาอีก ๕ ป้ ส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วน กสท. หรือ แคท เทเลคอม เปึนผู้ให้สัมปทานอยู่ ๒ บริษัทคือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน และบริษัท ดีแทค บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน เหลือ ๓ ป้ บริษัท ดีแทค เหลือ ๗ ป้ ๒ บริษัทนี้ตอนนั้นเส้นน้อย กว่าบริษัท เอไอเอส หน่อยหนึ่งนะครับ ส่วนแบ่งรายได้ก็มากกว่าเขาก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นอย่างนี้ก็จะแปลว่าสัมปทานบริษัท เอไอเอส เหลือ ๕ ป้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชันเหลือ ๓ ป้ บริษัท ดีแทค เหลือ ๗ ป้ มาตรา ๘๔ เขาบอกอย่างนี้ว่าให้เวลา บริษัท ทีโอที และบริษัท ซีเอที ให้เวลาคุณป้เดียวเท่านั้น รายได้จากสัมปทานทั้งหมด จะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายพื้นฐานก่อนแล้วส่งมาเปึนของรัฐ ให้เวลาบริษัท ทีโอที และบริษัท ซีเอที ป้เดียวไปเคลียร์ (Clear) ตัวเองให้ได้แล้วก็ส่งรายได้เข้าเปึนของหลวงที่เหลือจาก สัมปทาน สิ่งที่น่าผิดหวังก็คือว่าวุฒิสภานั้นไปขยายเวลาให้บริษัท ทีโอที และบริษัท ซีเอที ในการส่งเงินเข้าคลังเปึน ๓ ป้ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ควรท่านประธาน เพราะว่า ในชั้นที่ผ่าน ส.ส. ไปนะครับเรากําหนดว่าให้เวลาบริษัท ทีโอที และบริษัท ซีเอทีแค่ ๑ ป้ เท่านั้น เราก็อุตส่าห์บอกว่าก่อนจะส่งให้หักค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อย หักค่าใช้จ่าย ที่คุณจะต้องไปจ่ายในเรื่องของการช่วยเหลือสาธารณูปโภค เรื่องของการคมนาคมแบบนี้ ทางไกล เช่นไปตั้งโทรศัพท์ไปตั้งเสาในที่ไกล ๆ ที่ไม่มีคนใช้บริการ ไม่เปึนไรถือว่าเปึน ต้นทุนของคุณ หักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปก่อน หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจาก การดําเนินการตามสัมปทานก็อุตส่าห์ให้หักต้นทุนทั้งหลายทั้งปวงไปหมดแล้ว แล้วให้ เวลาป้หนึ่งไปเคลียร์ตัวเองกลับมาเพื่อเอาเงินเข้าหลวง น่าเสียดายวุฒิสภาไปยืดเวลาให้เปึน ๓ ป้ แบบนี้รายได้ในการที่จะนําส่งให้กับประเทศไทย ให้กับหลวงในการที่จะใช้พัฒนา เรื่องอื่น ๆ ต่อไปถนนหนทาง เรื่องของการเรียนรู้ เรื่องของการพัฒนาสังคม มันก็เนิ่นช้า ออกไปอีก นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าวุฒิสภาแก้มาไม่ถูกต้อง แล้วก็ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ในมาตรา ๘๔ ผมจึงเห็นควรว่าเราน่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันในการพิจารณา อีกครั้งหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันนั้น ก็ต้องคุยกันว่าเวลาจะเปึนเท่าไร แค่ไหน เพียงใด ถ้าให้คุยกันตรงนี้ผมคิดว่าคุยกันสัก ๒ สัปดาห์ก็น่าจะเพียงพอ เพราะประเด็นที่วุฒิสภาแก้ไขถึงแม้ว่าจะหลากหลายมาตรา แต่ประเด็นก็น้อยก็ขอให้ใช้เวลาให้กระชับที่สุด เพื่อทําให้กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับได้ก่อน เดือนพฤศจิกายนที่จะป่ดสมัยประชุมสภานี้ แล้วหลังจากนั้นอีก ๑๘๐ วันก็จะมี คณะกรรมการ กสทช.และนําไปสู่การประมูลคลื่น ๓ จีได้ต่อไปในอนาคต ผมเชื่อว่า ถ้าเราสมานสามัคคีแล้วทําให้ตารางเวลาเปึนไปโดยปกติแบบนี้ที่เราทํากันอยู่ก็จะทําให้ กลางป้หน้าเราก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาแล้วก็ตรงกับความต้องการของพี่น้อง ประชาชน ตรงกับความต้องการของท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้รับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขอบคุณครับ