อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแนะให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีมาตรา ๔๗ วรรคสอง อนุญาตให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และควบคุมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยมีองค์กรหนึ่งเดียว คือ กทช. และไม่มี กสช. และเรียกร้องให้ กสทช. มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับกิจการโทรคมนาคมประเภท 3G นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอายุและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานที่ทำหน้าที่คัดเลือก กสทช. และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ กสทช. และคลื่นความถี่ เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเข้าใจดีว่าทุกฝ์ายในสังคมวันนี้ที่เกี่ยวข้องและติดตาม กฎหมายฉบับนี้ก็ปรารถนาที่จะให้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้มีผล บังคับใช้โดยเร็ว เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์ของการมีกฎหมายฉบับนี้มันมีความต่อเนื่อง ยาวนานมานับตั้งแต่ที่เราเคยมี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เมื่อป้ ๒๕๔๓ ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่กําหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วก็ให้มี องค์กรขึ้นมาทําหน้าที่ ๒ องค์กรก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. แต่ตามกฎหมายฉบับนั้นเราสามารถที่จะมีองค์กรที่จะมาทําหน้าที่ ดูรายละเอียดของการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับ ๒ แขนงประเภทนี้ได้เพียงองค์กรเดียว ก็คือ กทช. ส่วน กสช. ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น สภาพที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมก็คือ หลังจากที่เรามี พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๒ แล้ว เราก็เกิดปัญหา เรื่องวิทยุชุมชน การที่จะอนุญาตให้มีสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ได้ ก็ต้องเปึนอํานาจขององค์กรที่จะเกิดขึ้น ตาม พ.ร.บ. ฉบับนั้น เมื่อมันไม่มีองค์กรที่ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ได้ก็เกิดสภาพ ปัญหาความสับสนวุ่นวายแล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ หลังจากนั้นก็เกิดสภาพโกลาหล เกี่ยวกับการเกิดสื่อใหม่ ๆ ที่ไม่มีองค์กรใด ๆ ขึ้นมาดูแลนับจากนั้นมา แล้วก็ล่าสุดก็คือ กรณีการประมูลโทรศัพท์ในระบบ ๓ จี ซึ่งศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดก็ได้ชี้ ในทิศทางเดียวกันว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช. ไม่มีอํานาจ ที่จะไปจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับกิจการโทรคมนาคมประเภทดังกล่าว อํานาจนั้นเปึน อํานาจของ กสทช. ซึ่งจะเกิดขึ้นตามกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ ในชั้นของคณะกรรมาธิการชั้นสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เข้าไปพิจารณาหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เราใช้เวลา ๑๐ เดือน ในการพิจารณาเกือบ ๔๐ ครั้งของคณะกรรมาธิการ พิจารณาอย่างละเอียด ด้วยเปัาประสงค์ว่าองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๔๗ วรรคสอง จะต้องเกิดขึ้นได้จริง เพื่อมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาพสังคม ปัจจุบันให้ได้ และจะต้องไม่มีอุปสรรคใด ๆ ที่จะทําให้ไม่ก่อให้เกิดองค์กรนี้ขึ้นมา ซึ่งในอดีตมีอุปสรรคมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเปึนการฟัองร้อง การที่ทําให้กระบวนการ สรรหาคณะกรรมการหยุดชะงักลง ในชั้นของคณะกรรมาธิการชั้นสภาผู้แทนราษฎร ก็วิตกกังวลเรื่องนี้ก็ไปเขียนเพิ่มรายละเอียดลงไปเพื่อให้ครบถ้วน เพื่อให้ กสทช. มันเกิดขึ้นได้จริง และถ้าหากว่าในกระบวนการสรรหามีอุปสรรคใด ๆ อุปสรรคนั้นก็ต้อง ถูกขจัด ก็เขียนไว้ในกฎหมายว่าจะต้องไม่มีอุปสรรคใดมาทําให้กระบวนการสรรหาชะลอ หรือหยุดชะงักลง ไม่ว่าการฟัองร้องใด ๆ ก็ตาม หรือแม้กระทั่งว่าเมื่อกระบวนการสรรหา เดินเข้าไปสู่ในชั้นของวุฒิสภา ถ้าวุฒิสภาไม่สามารถเลือกคณะกรรมการ กสทช. ได้ ตามกําหนดเวลาอํานาจนั้นก็จะถูกถ่ายโอนมาอยู่ที่คณะรัฐมนตรีในการคัดเลือก นี่ก็เปึน การเขียนกฎหมายเพื่อที่จะให้เกิด กสทช. มาแก้ปัญหาของในแวดวงการสื่อสารแล้วก็ แวดวงโทรคมนาคมได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเมื่อขึ้นไปสู่ในชั้นวุฒิสภาก็ได้มีการแก้ไข ในทั้งสิ้น ๒๓ มาตรา มีประเด็นที่มีความสําคัญหลัก ๆ อยู่ ๖ ประเด็น ซึ่งในแต่ละประเด็น บางประเด็นผมเองก็เห็นด้วย แต่ในประเด็นเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ที่ผมเห็นแย้งกับวุฒิสภาที่ไปแก้ไขก็คือว่าเรื่องของจํานวน กสทช. และที่มาซึ่งปรากฏอยู่ใน มาตรา ๖ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๓ คือไปเพิ่มจํานวนกรรมการ กสทช. จาก ๑๑ คน เปึน ๑๕ คน อีก ๔ คนเพิ่มจากไหนครับ เพิ่มจากผู้มีความรู้ทางด้านการศาสนา และพัฒนาสังคมเข้าไป และอีก ๒ คนมาจากผู้มีความรู้ทางด้านความมั่นคงของรัฐ และการบริหารราชการ เพื่อหวังว่าบุคคลทั้ง ๔ คนที่เข้าไปทั้ง ๒ แขนงนี้จะสามารถ เข้าไปดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งโทรคมนาคมและทั้งวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ ได้กว้างขวางขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในความเปึนจริงแล้วในกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป ได้คํานึงถึงเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว จริงอยู่ครับว่าไม่มีตัวแทนของฝ์ายความมั่นคงของรัฐ เข้าไปเปึนกรรมการ กสทช. โดยตรง แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่าคณะกรรมการ กสทช. จาก ๑๑ คนที่ผ่านในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถที่จะไปมองเห็นในมิติของความมั่นคงได้ ขณะเดียวกันเราเองก็วิตกกังวลว่า การที่เอาตัวแทนของคนฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งเข้าไปนั่งแล้วทําหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อหวังว่าจะเปึนหลักประกันว่าจะจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งซึ่งเปึน พวกพ้องตัวเองเปึนเรื่องที่สังคมไม่สามารถที่จะรับได้ นั่นเปึนประเด็นที่มีความสําคัญยิ่ง ขณะเดียวกันในกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. มีอยู่ ๒ แนวทาง แนวทางหนึ่ง ก็คือให้องค์กรต่าง ๆ เขาเสนอชื่อกันมา แล้วก็ให้มีการเลือกตั้งกันเอง อีกส่วนหนึ่งก็คือ มีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมา เอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถนี่ละ หาชื่อเข้ามาแล้วก็ เอา ๒ ส่วนนี้ผสมกันเสนอให้กับวุฒิสภาเลือก วุฒิสภาจะเลือกใครเข้ามาทําหน้าที่ ก็ให้เหลือ ๑๑ คน ก็เปึนอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา ผมมีความเชื่อมั่นว่าทั้ง ๒ ลู่ จะได้รายชื่อ ของคนที่มีความเหมาะสมจะเปึน กสทช. มีความครอบคลุมมากเพียงพอ โดยเฉพาะ ในส่วนของกระบวนการที่มาจากการสรรหาก็มีตัวแทนของฝ์ายความมั่นคงเข้าไปมีส่วน ในการสรรหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเพิ่มจํานวน กสทช. ขึ้นมาโดยมีผู้มีความรู้ ความสามารถทางด้านความมั่นคงก็ไม่มีความจําเปึน นั่นเปึนประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เรื่องอายุและลักษณะต้องห้าม ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๗ วุฒิสภาก็ไปแก้ไข แก้ไขส่วนที่ผมเห็นด้วยก็คือการไปเพิ่มลักษณะต้องห้ามอีก ๑ ข้อ ก็คือว่าคนที่เปึน กสทช. ต้องไม่อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ ก็มีความชัดเจนแล้วก็ทําให้มีความรอบด้านมากขึ้น ก็เปึนเรื่องที่สังคมยอมรับได้ แต่ว่า การไปเพิ่มเปลี่ยนแปลงเรื่องของอายุ เปลี่ยนแปลงจากอายุขั้นต้น ๓๐ ป้ เปึน ๓๕ ป้ แล้วก็เปลี่ยนอายุขั้นปลายจาก ๖๕ ป้ เปึน ๗๐ ป้ ตรงนี้เปึนปัญหาครับ เราไม่ได้ดูกันเพียงว่า ห่างกันแค่ ๕ ป้แล้วมันไม่มีอะไรสาระที่แตกต่าง ไม่ใช่ครับ ในกฎหมายฉบับนี้ กสทช. ได้รับการคัดเลือกเข้าไปมีอํานาจมากมายมหาศาล สามารถที่จะดลบันดาลผลประโยชน์ ทางธุรกิจให้กับบริษัทธุรกิจได้มากมาย ขณะเดียวกันเรามีกระบวนการตรวจสอบตาม กฎหมายฉบับนี้ที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเมื่อคนเหล่านี้ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอายุ ๖๕ ป้ หลังจาก ๖๕ ป้ที่พ้นตําแหน่งไปแล้ว ยังไม่แน่ว่าจะพ้นตําแหน่งไปอย่างสงบสุข เขาอาจจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย ต้องรับผิดชอบจากผลของการกระทําในฐานะเปึน กรรมการ กสทช. ในระหว่างดํารงตําแหน่ง ถ้าเปึน ๗๐ ป้ละครับ ผมคิดว่าในกระบวนการ ที่จะตรวจสอบ กระบวนการที่จะเอาผิดกันก็อาจจะไม่ทันกาลแล้ว หลังจากนั้นเขาจะต้อง รับผิดชอบทางกฎหมายจากผลที่เขาได้กระทําด้วย ตรงนี้เปึนหลักที่มีความสําคัญที่ในชั้น สภาผู้แทนราษฎรถึงกําหนดให้อายุไม่เกิน ๖๕ ป้ ขณะเดียวกันที่อายุขั้นต้น ๓๐ ป้ก็ต้อง ยอมรับว่าผู้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ก็เปึนคนหนุ่มคนสาวจํานวนมากขึ้น คนเหล่านี้ ประสบความสําเร็จและมีความเชี่ยวชาญก็น่าที่จะเป่ดโอกาสให้คนตั้งแต่อายุ ๓๐ ป้ขึ้นไป
ประเด็นต่อมา ประเด็นที่ ๓ ที่คณะในชั้นของวุฒิสภาไปแก้ไขก็คือ ในมาตรา ๙ แล้วก็ในอีกหลายมาตราที่เกี่ยวเนื่องก็คือการที่ไปเปลี่ยนแปลงให้หน่วยงาน ทางธุรการที่ทําหน้าที่ในกระบวนการคัดเลือก กสทช. จากสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปึนสํานักงาน กสทช. อันนี้ได้มีการอภิปรายกันกว้างขวางในชั้นกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร เรามีความเห็นว่าสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภามีความเปึนกลาง แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในแวดวงของธุรกิจสื่อสาร แวดวงธุรกิจทางด้าน วิทยุโทรทัศน์อย่างแน่นอน มีความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการให้สํานักงานของ กสทช. ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือ กทช. ซึ่งทําหน้าที่อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์กับองค์กรกับธุรกิจ กับหน่วยงานทางด้านนี้อยู่แล้ว อาจจะทําให้เกิดปัญหาในกระบวนการคัดเลือกในการขึ้นทะเบียน รวมทั้งในกระบวนการ ในการรับรององค์กรต่าง ๆ ที่สําคัญก็คือว่าสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็มีบุคลากรที่มี ความพร้อมและก็เคยทําหน้าที่ในการเปึนองค์กรในการเลือกสรรองค์กรเหล่านี้มาแล้ว เช่นผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งก็ใช้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๔ ซึ่งทําให้กระบวนการในการทํางานในชั้นของคณะกรรมการ ที่เรียกว่าเปึนคณะกรรมการชุดเล็กซึ่งจะแบ่งไปตามกฎหมายฉบับนี้ ก็คือจะต้องมี คณะกรรมการทางด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ แล้วก็คณะกรรมการ ทางด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งจากเดิมก็ให้มีเพียงชุดละ ๕ คน มีรองประธานของ กสทช. เข้าไปทําหน้าที่เปึนประธาน แล้วก็มีกรรมการรวมแล้วเพียง ๕ คน แต่ว่าก็ไป เพิ่มเปึน ๗ คนเพื่อให้ล้อตามที่วุฒิสภาไปแก้ไข ก็คือให้เพิ่มด้านศาสนา พัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของรัฐเข้าไป ซึ่งไม่มีความจําเปึนที่จะต้องใช้คนเหล่านี้เข้าไปเพิ่มก็ทําให้เกิด การแก้ไขในมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘ ท่านประธานครับ อีก ๒ ประเด็นที่มีการแก้ไข และมีความสําคัญก็คือการที่วุฒิสภาไปแก้ไขบทเฉพาะกาลว่าด้วยระยะเวลาที่รัฐวิสาหกิจ จะต้องส่งรายได้จากการถือครองคลื่นความถี่ในมาตรา ๘๔ จากเดิม ๑ ป้ก็ทอดระยะเวลา ให้เปึน ๓ ป้ ก็ต้องยอมรับนะครับว่ากิจการโทรคมนาคมซึ่งรัฐเข้าไปดูแลอยู่ในเวลานี้ ก็ผ่านบริษัท กสท. และบริษัททีโอที ทั้ง ๒ หน่วยงานนี้เปึนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีรายได้ และผลกําไรจากการที่ให้ไปเปึนเจ้าของสัมปทานเปึนตัวแทนของรัฐในการให้สัมปทาน กับเอกชน ซึ่งรายได้เข้า ๒ หน่วยงานนี้ป้ละหลาย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้เหล่านั้น นับจากที่เราจะมีกฎหมาย กสทช. รายได้เหล่านั้นจําเปึนที่จะต้องคืนให้กับรัฐบาล ไม่ใช่เปึนรายได้ที่จะต้องมาเปึนรายได้ของ ๒ บริษัทนี้ ซึ่งในอนาคตจะต้องแข่งขันกับ บริษัทเอกชนทั่วไปอย่างเสรีแล้วก็เปึนธรรม เพราะฉะนั้น ๒ หน่วยงานนี้จําเปึนที่จะต้อง ปรับตัวเองครับ การให้ปรับตัวเองเราในชั้นของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตั้ง ข้อสังเกตฝากไปถึงรัฐบาลว่าทั้งบริษัททีโอทีและบริษัท กสท. จะต้องปรับปรุงตัวเอง ให้พร้อมกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะต้องไม่มีแต้มต่อในทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับภาวะเช่นนี้ แน่นอนครับเมื่อกฎหมายนี้ ออกไปก็อาจจะมีปฏิกิริยาจาก ๒ หน่วยงานนี้ แต่นั่นเปึนเรื่องที่ช่วยไม่ได้แล้วเขาจะต้อง ปรับตัวนะครับ
บทเฉพาะกาลอีกมาตราหนึ่งก็คือในมาตรา ๘๕ ซึ่งทางวุฒิสภาไปแก้ไข ในมาตรา ๘๕ ก็ไปเพิ่มโดยเรื่องของภาคประชาชนที่จะสามารถใช้คลื่นความถี่ในกิจการ โทรทัศน์ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ทางคณะกรรมาธิการในชั้นสภาผู้แทนราษฎรได้คํานึงถึง แล้วก็ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จะต้องจัดสรรให้กับภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ อันนี้เขียนไว้ชัดเจน แต่ว่า ในมาตรา ๘๕ เราระบุว่าในวาระเริ่มแรกมิให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๔๙ ซึ่งเปึนเรื่องที่ เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับภาคประชาชนร้อยละ ๒๐ มาใช้บังคับจนกว่า ที่คณะกรรมการ กสทช. จะประกาศให้ใช้ระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เปึนระบบ ดิจิทัล (Digital) แล้ว ซึ่งเปึนเรื่องของเทคนิคแล้วก็คณะกรรมการ กสทช. จะต้องไป กําหนด เขาจะกําหนดได้อย่างไรครับ เขาต้องไปฟังความเห็นไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านเทคนิคในการส่งคลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ แล้วก็ฟังความเห็นของ ผู้เกี่ยวข้องผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วนแล้วถึงจะประกาศ เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่มี ความพร้อมก็ไม่สามารถที่จะจัดสรรให้กับภาคประชาชนได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ว่าในมาตรา ๘๕ ไปเพิ่มเติมว่าถ้าหากว่าในพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นความถี่เพียงพอ ที่จะดําเนินการจัดสรรใหม่ หมายความว่าจะไม่สามารถจัดสรรให้ได้ถ้าหากว่าในพื้นที่ ที่มีอยู่เก่าไม่มีเพียงพอ แต่ถ้ามีเพียงพอก็หมายความว่าต้องจัดสรรให้ ตีความตามที่ วุฒิสภาได้แก้ไขก็คือเราจะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ประเภทกิจการโทรทัศน์ให้กับ ภาคประชาชนทันทีที่มีคลื่นความถี่ว่างโดยที่ไม่จําเปึนต้องรอว่ามีระบบดิจิทัลหรือไม่ ตรงนี้เปึนเรื่องที่จะยุ่งยากแล้วก็จะเกิดปัญหาในอนาคตมาก เพราะฉะนั้นทั้ง ๖ ประเด็น ที่ผมได้นําเรียนท่านประธานจึงจําเปึนจะต้องไม่เห็นด้วยกับทางวุฒิสภา แล้วก็อยากจะเรียน กับท่านประธานว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี คณะกรรมาธิการชุดใหญ่ ตั้งคณะกรรมาธิการถึง ๔๕ คน ได้พิจารณาเรื่องนี้กันอย่าง ครอบคลุมและรอบด้าน ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าในระหว่างการพิจารณาก็ได้เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมชี้แจงถึง ๒๔ หน่วยงาน มีทั้งที่ ครม. ได้มอบหมาย ให้มาชี้แจงนะครับ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สํานักงาน กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามา แล้วก็ในภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายทั้งที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งที่ได้รับผลกระทบต่าง ๆ เชิญมาอีก ๒๑ หน่วยงาน รวมเปึน ๒๔ หน่วยงาน ก็ซักถามให้รายละเอียดกันอย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสมบูรณ์มากแล้วก็ผ่าน ความเห็นชอบของทุกภาคฝ์ายอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อวุฒิสภาไปแก้ไขกระผมจึง ไม่เห็นด้วย แล้วก็เห็นควรให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อผลักให้กฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้โดยเร็วต่อไป กราบขอบพระคุณครับ