ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เสนอแนะการผลักดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างไม่ช้า และวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ที่ไม่เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่ากระผมเห็นด้วยในการที่จะต้องผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ไปสู่สภาพ การบังคับให้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีคนกล่าวอย่างไรก็ตามว่าออกวันนี้แล้วมันก็ไม่สามารถ ที่จะสรรหาได้ในเวลาเร็ววัน แต่ถ้าหากคิดมุมกลับถ้ายิ่งเลื่อนไปก็ยิ่งช้านานยิ่งขึ้น นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ปัญหาที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าศาลปกครองจะมีคําวินิจฉัยว่า การประมูลคลื่นความถี่ ๓ จีนั้นให้เลื่อนไป ก็เกิดข้อกังวลข้อถกเถียงระหว่างคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกันค่อนข้างจะมากมาย แต่คําวินิจฉัย คําพิพากษานั้นจะต้องเคารพ เปึนข้อยุติ และเมื่อกระผมมาดูในตัวร่างแล้วก็ปรากฏข้อเท็จจริง ซึ่งผมต้องกราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกว่าเปึนกฎหมายที่มีการแก้ไขยุบยับหยุมหยิมมากที่สุด ถึง ๕๗ จุดในร่างฉบับนี้ ท่านประธานครับ กระผมอยู่ในสภานี้มานานเหมือนกัน ถ้าหากไม่จําเปึนจะไม่แตกกันถึงขนาดนั้น จะไม่เปลี่ยนแบบพิสดารถึงขนาดนั้น เพราะผม มีความเชื่อมั่นว่าในขณะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของชั้นสภาผู้แทนราษฎรนั้น พิจารณา ก็ประกอบด้วยผู้รู้จากพวกเราตั้งกันเข้าไปแล้วกรรมการที่ถูกเชิญเข้ามา โดยความละเอียดอ่อนพอสมควรพอที่จะออกกฎหมายบังคับใช้ได้ระดับหนึ่ง ไม่ใช่ว่า แตะไม่ได้ ต้องไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ไม่ใช่ครับ แต่สิ่งที่พิสดารที่สุดเลยแก้ไข ๕๗ จุดในจุด ที่สําคัญ ๆ ซึ่งกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าอย่างเช่น มาตรา ๖ แก้ไขจํานวนของ คณะกรรมการ กสทช. นั้นจาก ๑๑ คน เปึน ๑๕ คน ในมาตรา ๖ มีการแก้ไขเพิ่มเติม (๕) (๖) เพิ่มเติมเข้ามาอีก ทําให้เกิดความสงสัยว่าแก้เพื่อใคร มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ นั่นคือ ประเด็นที่จะต้องตอบคําถามว่าเมื่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มันเอื้ออํานวยประโยชน์ ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ เราก็จะเปึนกลไกในสภา ที่เอื้อประโยชน์ในกลุ่มคนเหล่านั้น มันก็คงจะไม่ถูกต้องเช่นกัน กระผมไม่อยากมีส่วนร่วม ในกรณีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพิ่มเติม (๕) เกี่ยวกับเรื่องของฝ์ายความมั่นคงจะต้อง มาเปึนกรรมการเพิ่มเติมเข้ามาอีกแก้ไขเพื่อใคร ใครจะเข้ามา เข้ามาเพื่อทําอะไร ถ้าเข้ามา เพื่อประโยชน์ของชาติกระผมเห็นด้วยในการที่จะต้องแสวงหาบุคคลหาความร่วมมือกัน ในการที่จะเข้ามาร่วมกันทํางาน แต่ตรงนั้นผมไม่อยากจะให้เปึนดินแดนที่มันมืดดํา เพราะคํากล่าวในเรื่องของการสัมปทานนั้นผลประโยชน์ก้อนมหาศาลต่างคนต่างแย่ง ต่างคนอยากจะทํา ต่างคนอยากจะเข้ามา ถ้าเข้ามาเพื่อประโยชน์ชาตินั้นไม่มีใคร เขาว่าหรอกครับ ผมก็ไม่ว่า แต่ผมเกรงว่าจะมีวาระซ่อนเร้นซ่อนเข้ามาอยู่ในตรงนั้นค่อนข้างจะมาก ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ ท่านก็แก้ไข แก้ไขอายุของคณะกรรมการจาก ๓๐ ป้ ถึง ๖๕ ป้ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็อายุมากแล้วผมก็ค่อนข้างจะมากแล้วเหมือนกัน เราดูหลักชีววิทยาจาก ๓๐ ป้ ถึง ๖๕ ป้เหมาะสมหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่า กระผมเริ่มคิดมาตั้งแต่ผมอายุ ๖๐ ป้แล้ว กระผมมีโอกาสที่จะตรวจตัวเอง ชี้วัดตัวเองว่า ความสามารถ ความจําหรือขีดความสามารถอื่นเมื่อถึง ๖๐ ป้นั้นเปึนอย่างไร ๖๕ ป้แล้ว เปึนอย่างไร ปัจจุบัน ๖๖ ป้แล้วเปึนอย่างไร กระผมรู้ แต่ทําไมล่ะครับเมื่อในตัวร่างเดิม ที่เราเสนอผ่านสภาแล้ว ๓๐ ป้ ถึง ๖๕ ป้นั้นเปึนสภาวะพอเหมาะ ไม่ใช่ละครับ ทีนี้เริ่มต้น ตั้งแต่ ๓๕ ป้ แล้วคนที่ ๓๐ ป้มันเปึนอะไร คนที่เขาจบดอกเตอร์มาเขามีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์มา ๓๐ ป้ก็พอเพียง แต่การที่จะมาทํางานด้านนี้พอสมควร แล้วในจุดเริ่มต้น ท่านประธานครับ เขาแก้ไขจาก ๓๐ ป้ เปึน ๓๕ ป้ ตั้งแต่ ๓๕ ป้ขึ้นไปถึง ๗๐ ป้ ท่านประธานเคยอายุ ๗๐ ป้มาก่อน ท่านรู้นี่ครับ ระหว่างท่านประธานอายุ ๖๕ ป้ กับ ๗๐ ป้นั้นมีความหมายแตกต่างกันค่อนข้างจะมาก พอเถอะครับ ๖๕ ป้นี่พอเพียง ท่านก็ไปแก้ไขในมาตรา ๗ เพิ่มเติมกว่าความจําเปึนมากมาย มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ ท่านกําหนดเงื่อนเวลาเข้าไปอีกในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น ท่านเขียนเกินกว่า ความจําเปึนจริง ๆ สภาพการบังคับใช้จะก่อให้เกิดปัญหาว่าระยะเวลาที่ท่านจะรับฟัง ความคิดเห็นภายใน ๓๐ วันนั้นจะต้องทําให้ได้ ถ้าเกินนั้นแปลว่าผิดกฎหมาย ท่านก็จะทํา ไม่ได้ครับท่านประธาน กระผมจึงอยากกราบเรียนเปึนการส่วนตัวว่าความคิดเห็นของผม ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขโดยที่วุฒิสมาชิกแก้ไขมา ถ้าแม้ว่าจะใช้วิธีการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ นั้นก็ไม่ขัดข้อง กระผมคิดว่า เปึนเรื่องดีที่เราจะต้องหันหน้าเข้าไปปรึกษาหารือกันนําไปสู่ข้อยุติที่พอเหมาะพอสมต่อไปครับ ท่านประธาน