สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ กสทช. และร้องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มจํานวนกรรมการ กสทช. และปัญหาที่มาขององค์กรที่จะเสนอชื่อ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ความจริงแล้วร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือเปึนร่างพระราชบัญญัติฉบับสําคัญที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการกํากับดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่และเปึนกฎหมาย ที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ ความจริงแล้วนั้นค้างสภามาเปึนเวลานานครับ กฎหมาย ฉบับนี้มีกําหนดจะต้องออกตามรัฐธรรมนูญภายใน ๑๘๐ วันนับแต่มีรัฐบาล ภายหลัง จากประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๕๐ หลังจากที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้โดยความประสงค์ว่าต้องการให้มี กสทช. เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากมีงานค้างอยู่หลายประการ ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรผมเองได้ทําหน้าที่ เปึนประธานคณะกรรมาธิการ เราใช้เวลาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ถึง ๑๐ เดือน ใน ๑๐ เดือนนี้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่มีความสําคัญ ไม่ว่าจะเปึนประเด็นภาคประชาชน ประเด็นของจํานวนของ กสทช. ที่มา วิธีการเลือกตั้ง เพื่อที่จะได้มาซึ่ง กสทช. และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใบอนุญาตสัญญาสัมปทานซึ่งยังคงค้างอยู่ทั้งหมด หลังจากผ่านคณะกรรมาธิการในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก็ได้เข้าไปพิจารณาในชั้น ของวุฒิสภา ซึ่งก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา ผมเองก็เปึนคนหนึ่ง ที่ได้เข้าไปร่วมเปึนคณะกรรมาธิการในชั้นของวุฒิสภาด้วย เพียงแต่การพิจารณาในชั้นของ วุฒิสภานั้นมีความจํากัดในเรื่องของระยะเวลาครับ ที่สุดแล้วคณะกรรมาธิการมีการพิจารณากัน ชั้นวุฒิสภาจึงมีการแก้ไข เพียงแต่การแก้ไขของวุฒิสภานั้นก็เข้าใจว่าท่านเองก็มีความประสงค์ดี ที่อยากจะให้ กสทช. นั้นเกิดขึ้นโดยเร็ว เช่นเดียวกับที่ฝ์ายของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรต้องการ แต่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ในชั้นการพิจารณาในวุฒิสภามีการเพิ่มเติม จํานวนของคณะกรรมการ กสทช. จากเดิมซึ่งในชั้นสภาผู้แทนราษฎรกําหนดไว้ที่ ๑๑ คน เพิ่มเปึน ๑๕ คน ใน ๑๕ คนที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็จะมีรายละเอียดดังที่ปรากฏในเอกสาร ซึ่งท่านสมาชิกได้พิจารณาอยู่แล้ว ประเด็นการเพิ่มขึ้นก็จะมีคําถามเหมือนกันครับว่า การเพิ่มขึ้นในแต่ละสัดส่วนของผู้ที่มีความชํานาญการนั้นมีความจําเปึนมากน้อยเพียงใด เช่น การเพิ่มให้มีสัดส่วนของ กสทช. ที่มาจากฝ์ายความมั่นคง จํานวน ๒ ท่าน ซึ่งจากเดิม ไม่มี แต่กําหนดฝ์ายความมั่นคงอยู่ในคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ซึ่งอยู่อีก มาตราหนึ่ง มีการเพิ่มเติม กสทช. ในส่วนการศาสนาหรือการพัฒนาสังคมเพิ่มเติมขึ้น อันนี้ก็เปึนเรื่องซึ่งเปึนข้อถกเถียงอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ปัญหาในชั้นวุฒิสภานั้นมันมี ความลึกซึ้งกว่านั้นอีกครับ เพราะได้มีการติงกันเอาไว้ว่าการแก้ไขจํานวน กสทช. นั้น จะเกี่ยวข้องกับมาตราอีกจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐ มาตรา ในอีกไม่ต่ํากว่า ๒๐ มาตรานั้น จะเปึนเรื่องของการเลือกหรือสรรหาที่มาของกรรมการ กสทช. เพราะ กสทช. ตามกฎหมาย ฉบับนี้มีที่มาอยู่ ๒ ขา ขาหนึ่งเปึนการให้องค์กรสถาบันการศึกษาเสนอชื่อแล้วเลือกกันเอง จนเหลือจํานวน ๑๑ คน อีกขาหนึ่งจะมีกรรมการสรรหาเสนอชื่อมา ๑๑ คน เปึน ๒๒ คน เกินจํานวนอยู่ ๑ เท่า แล้วส่งให้วุฒิสภา วุฒิสภาเลือกจนเหลือ ๑๑ คน ประเด็นคือ พอไปแก้ที่มาตรงนี้ ที่มาขององค์กรที่จะเสนอชื่อไม่มีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ วิสามัญ เปึนการมาพิจารณาในการประชุมของวุฒิสภาในวันนั้น แล้วก็มีการเสนอสดกัน ในที่ประชุม ซึ่งก็จะมีปัญหาอยู่บางประการเหมือนกันว่าองค์กรที่จะมาเสนอชื่อที่ว่านั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคทํางานกันอย่าง เข้มข้นตลอด ๑๐ เดือน กว่าเราจะตกลงกันได้ว่าองค์กรใดเสนอชื่อ เราศึกษากันแล้วกันอีกว่า องค์กรนั้นมีอยู่จริงไหม มีจํานวนเท่าไร ทํางานไหม ทํางานแล้วมีผลหรือเปล่า นี่ก็เปึน ประเด็นที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าคงเปึนเรื่องที่สภานี้ต้องพิจารณาว่า กฎหมาย กสทช. ที่วุฒิสภาแก้มานั้นถ้าเกิดเราผ่านไป แล้วไปมีปัญหาในกระบวนการสรรหา ในอนาคต มีการฟัองร้องกัน มีองค์กร ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องที่มาของตัวองค์กรนั้นอยู่แล้ว ทําให้การปฏิบัติตามกฎหมาย กสทช. ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง จะยิ่งส่งผลให้กรรมการ กสทช. เกิดขึ้นช้าไปกว่าเดิมอีกหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าในกฎหมาย กทช. หรือพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ป้ ๒๕๔๒ มีปัญหาลักษณะนี้มาแล้วคือ กสช. ไม่อาจจะเกิดได้ นี่เปึนปัญหาที่สภานี้ต้องพิจารณา มีหลายคนถามว่าเราจะผ่านกฎหมายนี้ไปเลยได้ไหม เพราะถ้าผ่านไปเลยยึดถือตามคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดวันนี้ ในเรื่องของ การประมูล ๓ จี ว่าให้มี กสทช. ใหม่เกิดขึ้นจึงนําไปสู่การประมูลได้ คําตอบมันจะมีอยู่ ในตัวกฎหมายฉบับนี้เหมือนกันครับว่า ไม่ได้หมายความว่าทันทีที่สภามีมติในวันนี้เห็นชอบร่างวุฒิสภาแล้ว กสทช. จะเกิดขึ้นง่าย ภายใน ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน กระบวนการตามกฎหมายฉบับนี้คือเมื่อประกาศบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ไปแล้วกระบวนการจะต้องกินเวลาอย่างน้อย ๑๘๐ วัน นั่นเปึนกรณีที่ ไม่มีการฟัองร้องเกิดขึ้น ๑๘๐ วัน ถ้าสภานี้ผ่านในเดือนนี้เดือนหน้าส่งขึ้นทูลเกล้าฯ สมมุติเดือนตุลาคมทุกอย่างผ่านเรียบร้อยอย่างน้อยก็ต้องไปโน่นเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมไปถึง เดือนเมษายน อย่างน้อยเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมป้หน้า กสทช. ใหม่จึงจะเกิดขึ้นได้ นั่นเปึนกรณีที่ไม่มีการฟัองร้องกัน แต่อันนั้นไม่สําคัญเท่ากับการบังคับใช้กฎหมาย ที่เปึนจริง ถ้าเหมือนซ้ําเดิมคือ กสช. ไม่อาจเกิดมีการฟัองร้องกันก็จะเปึนประเด็นปัญหา ผมจึงเรียนท่านประธานว่าขอให้สภานี้ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว จึงตัดสินใจลงมติครับ แล้วก็จะนําไปสู่การออกกฎหมายที่มีความรอบคอบต่อไปครับ