อภิมุข สุขประสิทธิ์ หารือประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอและขอเรียนต่อประธานสภา โดยอภิปรายที่มาของการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องภาระงบประมาณแต่ยืนยันว่าเมื่อสภาเห็นชอบในวาระแรกแล้วจึงต้องดำเนินการต่อ พร้อมเสนอให้เลือกรูปแบบการจัดตั้งระหว่างพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกำหนดภารกิจให้เป็นไปตามร่างมาตรา 51/1 อภิมุข สุขประสิทธิ์ อภิปรายเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบและภารกิจขององค์กรมหาชนที่เสนอให้จัดตั้ง รวมถึงข้อสังเกตว่าภารกิจดังกล่าวไม่สามารถใช้อำนาจรัฐหรือกำหนดอำนาจหน้าที่แบบหน่วยงานราชการได้ เนื่องจากต้องสอดคล้องกับกรอบการบริหารราชการปัจจุบัน และเสนอให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดค่าตอบแทนโดยสอดคล้องกับมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมาธิการ ต่อประเด็นที่ทางท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติได้กรุณามีข้อสังเกตนะครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนเปึนประเด็นดังนี้
ประเด็นแรก ในเรื่องที่มาของการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานจะกรุณาดูร่างที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง จะเห็นได้ว่าในขณะนั้นมีร่างทั้งหมด ๗ ร่าง และ ๒ ร่างเปึนร่างเกี่ยวกับการจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ซึ่งเสนอโดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในเรื่องดังกล่าวนี้ที่ประชุมได้พิจารณาในเบื้องต้นว่าในการที่จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน จําเปึนจะต้องมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานด้วยหรือไม่ เพราะว่าที่ประชุมได้ให้ ความเห็นชอบทั้ง ๗ ร่างแล้วก็ใช้ร่างรัฐบาลเปึนหลัก ในที่สุดที่ประชุมเห็นว่า เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งในร่างทั้ง ๒ ฉบับเกี่ยวกับ การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน เพราะฉะนั้นที่ประชุมก็เลยมีความเห็นในเบื้องต้นว่าควรจะต้องพิจารณา ที่ประชุมได้มี หนังสือสอบถามไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็เชิญผู้แทน ก.พ.ร. กับผู้แทนสํานักงบประมาณมาร่วมชี้แจงด้วย ในชั้นนั้นสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบเปึนความเห็นต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าในเรื่องของการจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน อาจไม่เหมาะสมเนื่องจากขัดกับมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตามแม้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบแล้วไม่จําเปึนต้องถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี แต่การที่จะ กําหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวไว้ในร่างจําเปึนที่จะต้องมีความเห็นของสํานักงาน ก.พ.ร. กับสํานักงบประมาณประกอบการพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้นในประเด็นแรก กระผมขออนุญาตกราบเรียนถึงที่มาที่ไปว่าทําไมจึงจะต้องมีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานไว้ในร่างนี้ ในการให้ความเห็นของ สํานักงบประมาณแล้วสํานักงาน ก.พ.ร. ต่อคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๒ หน่วยงาน ก็แสดงความเห็นที่ไม่เห็นด้วยเพราะเกรงจะเปึนภาระต่องบประมาณ แต่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากมองว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งแล้ว จึงจําเปึนจะต้องพิจารณารายละเอียดให้ด้วย
สําหรับประเด็นที่ ๓ สําหรับในรูปแบบของการจัดตั้งนี่นะครับ เมื่อมีการใช้ งบประมาณของรัฐคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงได้ พิจารณาว่ารูปแบบที่เหมาะสมและรูปแบบที่สอดคล้องกับการบริหารงบประมาณ ในภาครัฐควรจะเปึนเช่นใด ก็มีการพิจารณาว่าควรจะมีการตราเปึนพระราชบัญญัติ มีรายละเอียดกําหนดการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางาน ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ หรือควรจัดทําเปึนพระราชกฤษฎีกา ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ซึ่งกรรมาธิการส่วนใหญ่มองว่าในเรื่องของการจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน เปึนภารกิจ บางส่วนซึ่งซ้ําซ้อนกับภารกิจของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จากการพิจารณา รายละเอียดของสถาบันการทํางานของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน กรรมาธิการเห็นว่าในภารกิจบางอย่างที่ได้ปรากฏ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีการซ้ําซ้อนกับอํานาจหน้าที่ของสถาบันความปลอดภัย ในสังกัดของกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเห็นพ้องต้องกันควรจะเปึนเรื่องของ การส่งเสริมวิจัยตามที่ได้ปรากฏตามร่าง มาตรา ๕๑/๑ จะเห็นได้ว่าเปึนการเสริม ในภารกิจในส่วนที่รัฐจะต้องปฏิบัติ
ในประเด็นถัดไป เมื่อต้องมีการจัดตั้งทางคณะกรรมาธิการวิสามัญมองว่า ในเรื่องของการเปึนองค์การมหาชนอย่างที่ท่านได้กรุณาตั้งข้อสังเกตตามมาตรา ๕๑/๑ เราจึงได้กําหนดเรื่องของวัตถุประสงค์ อํานาจหน้าที่ไว้ แล้วในร่างมาตรา ๕๑/๒ ซึ่งมีการอภิปรายในการประชุมครั้งที่ผ่านมาเรื่องของการกําหนดองค์ประกอบ กรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากในขณะนั้นมองว่าเนื่องจากองค์ประกอบ เปึนองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร ซึ่งผู้ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานในครั้งนั้นได้เสนอไว้ กรรมาธิการเสียงข้างมากจึงได้ดําเนินการเจรจาประนีประนอมกันว่าคณะกรรมการ บริหารควรจะเปึนใคร เพราะฉะนั้นอย่างที่ปรากฏกับท่านว่าในร่างมาตรา ๕๑/๒ ซึ่งมีข้อสังเกต ซึ่งในการพิจารณาวันนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากขออนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องขององค์ประกอบเห็นว่าน่าจะไปใช้องค์ประกอบของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชนได้ ซึ่งอย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่าจะมีทั้งหมด ๑๑ ท่าน แล้วมีประธานกรรมการมาจากการพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจากการที่เราได้ตรวจสอบกับ ก.พ.ร. องค์การมหาชนที่มีการจัดตั้งในลักษณะเปึน พระราชกฤษฎีกาใน ๒๒ หน่วยงาน ๒๐ หน่วยงานจะเปึนผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มาเปึนประธานกรรมการ
สําหรับประเด็นถัดไปในเรื่องของภารกิจ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่า ในรูปแบบของภารกิจที่จะให้องค์การมหาชนไปปฏิบัติ กรรมาธิการได้พิจารณา ตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ.ร. ว่าในรูปแบบของการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ไม่ว่าจะเปึน ในลักษณะใดก็ตาม ไม่ว่าจะเปึนเอสดียูก็ตามหรือองค์การมหาชนก็ตาม กรอบการดําเนินงาน ควรจะเปึนกรอบการดําเนินงานที่สอดคล้อบกับการจัดระบบบริหารราชการปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการใดที่เปึนภารกิจของรัฐในปัจจุบันแล้วเปึนการใช้อํานาจรัฐ องค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นจะกําหนดอํานาจหน้าที่เช่นว่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น สําหรับในส่วนของการให้บริการตลอดจนในเรื่องของการอนุมัติอนุญาตในทางปฏิบัติ จึงไม่สามารถจะทําได้
สําหรับในส่วนของคณะกรรมการ ทางท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้กรุณาอภิปรายเรื่องของการกําหนดค่าตอบแทนไปแล้ว ซึ่งกระผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องของการกําหนดค่าตอบแทนก็จะสอดคล้องกับมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติ องค์การมหาชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเปึนผู้กําหนดในรายละเอียดต่อไป ขอบพระคุณครับ