สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓

กรณี จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยมีความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินสูง อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทอาจทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกต้องเผชิญปัญหาในการแข่งขันทางด้านราคา นอกจากนี้ กรณี จาติกวณิชยังเสนอแนะมาตรการเพื่อลดแรงกดดันของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เช่น การเพิ่มวงเงินในการโอนเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ การเพิ่มวงเงินในการฝากเงินสกุลเงินต่างประเทศในธนาคารไทย และการขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่จำเป็นต้องนำกลับเข้ามาในประเทศ

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขอขอบพระคุณ ท่านเพื่อนสมาชิก ท่านประเกียรติ นาสิมมา ที่ได้นําประเด็นที่ตอนนี้ก็เปึนที่สนใจของ ทั้งพี่น้องประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการเล็กใหญ่ ก็คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการแข็งค่า ของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของเรา ก่อนที่ผมจะตอบคําถามแรกของท่านสมาชิกว่า ในส่วนของกระทรวงการคลังนั้นเรามีแนวคิดในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือเยียวยา อย่างไร ผมอยากที่จะพูดให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ได้มีโอกาสเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เงินบาท แข็งค่าขึ้นนั้นแข็งค่าขึ้นเพราะอะไร แล้วก็มีความหมายอย่างไรต่อพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป คือถ้าเราจําได้เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเที่ยวที่แล้ว คือเมื่อประมาณ ๑๓ ป้ก่อน วิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของเราอ่อนแอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือเงินบาท อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากที่เราอาจจะพอจํากันได้ที่ ๒๕ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นความมั่นใจในเศรษฐกิจของเราหายไปก็ทําให้อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทของเราอ่อนค่าลงจนทําให้ ณ จุดหนึ่ง ๑ ดอลลาร์สหรัฐแลกได้ถึงประมาณ ๕๐ บาทก็คืออ่อนค่าลงไปเท่าตัว ตอนนั้นก็สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจ สร้างปัญหาให้กับ ผู้ประกอบการที่กู้ยืมมาเปึนเงินดอลลาร์สหรัฐ สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติที่มีธนาคาร แห่งประเทศไทยเข้าไปพยายามที่จะแทรกแซง แล้วสุดท้ายทําให้ต้องกู้ยืมเงินจากทางกองทุน ไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งก็เปึนประวัติที่เราทราบกันดี เพราะฉะนั้นวิกฤติเศรษฐกิจที่โครงสร้าง เศรษฐกิจของเราอ่อนแอ ก็ส่งผลโดยตรงต่อความอ่อนค่าในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนของเรา มาถึงวันนี้โครงสร้างเศรษฐกิจของเราก็มีความเข้มแข็ง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศของเราในช่วงครึ่งป้แรกก็ติดอันดับดีต้น ๆ ในโลกที่มีอัตราการขยายตัวประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สถาบันการเงินของเราเข้มแข็ง แล้วก็เปึน ๑ ในกลุ่มสถาบันการเงินที่มี ระดับทุนที่สูงมากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ล่าสุดในกลุ่มผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีข้อตกลงกันว่า ทุนเรือนหุ้นในส่วนของสถาบันการเงินอยากให้กําหนดมาตรฐานไว้เท่ากับ ๗ เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์รวม ในขณะที่เฉลี่ยค่าของธนาคารในระบบธนาคารของประเทศไทย มีทุนเรือนหุ้นอยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าของเราเกินเกณฑ์ขั้นต่ํา ที่มาตรฐานโลกได้กําหนดไว้ค่อนข้างมาก ก็เปึนอีก ๑ สาเหตุที่ทําให้ระดับความเชื่อมั่น ที่มีในโครงสร้างสถาบันเงินไทย โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยนั้นดีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ เมื่อดูถึงเงินทุนสํารองระหว่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารอยู่ก็ชัดเจน เช่นเดียวกันว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ก็เปึนอีกสาเหตุที่ทําให้มีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพ การเงินการคลังของประเทศของเรา แม้แต่รวมถึงเรื่องหนี้สาธารณะของประเทศที่มีระดับที่ ต่ํากว่าที่ทุกคนคาดไว้ แล้วก็ยืนอยู่ได้ในระดับที่ประมาณ ๔๒-๔๓ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนอีก ๑ สาเหตุ ทีนี้เมื่อมีความเข้มแข็ง แล้วก็มีความเชื่อมั่นในระดับที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ ที่ตามมาก็คืออัตราแลกเปลี่ยนของเราแข็งค่าขึ้นตามไป ความจริงถ้ามองในแง่ของ ความหมายว่าเงินบาทแข็งแปลว่าอะไร ความหมายในเชิงบวกนั้นมีเยอะ คือเงินในกระเปิา ของพี่น้องประชาชนทุก ๆ คนพูดง่าย ๆ นับวันตอนนี้ก็คือมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับความสามารถในการซื้อสินค้าจากทั่วโลก ตรงนี้ก็เปึนข้อเท็จจริงนะครับ ซึ่งความหมายบางทีเราอาจจะไม่รู้ตัว แต่ว่ากําลังซื้อของเรา กําลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สืบเนื่องมาจากค่าเงินของเราที่แข็งค่าขึ้นนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ผลกระทบในเชิงลบมีแน่นอนในแง่ของโดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก อย่างเช่นประเทศของเรา เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการที่ขายสินค้าให้กับต่างประเทศ ก็อาจจะประสบปัญหาในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา เพราะว่า ในสายตาของผู้ซื้อที่เปึนต่างประเทศจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตไทยก็ดูเหมือนว่าสินค้า ของเรานั้นราคาแพงขึ้น เพราะเรากําหนดราคาเปึนเงินบาท ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ตรงนี้ก็เปึนปัญหา แล้วรัฐบาลก็ให้ความสนใจในส่วนของตรงนี้ เพราะว่าอุตสาหกรรม ส่งออกถือว่าเปึนตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีความสําคัญ ถึงแม้ไม่ได้เปึนอุตสาหกรรม ที่มีการว่าจ้างสูงที่สุด การคาดการณ์ล่าสุดคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมส่งออกโดยรวม มีผลต่อการว่าจ้างประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ แรงงาน เทียบกับ ๓๐ กว่าล้านแรงงานที่อยู่ใน ระบบแรงงานของไทย ถึงแม้ว่าไม่ได้เปึนส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็เปึนส่วนที่มีความสําคัญแล้ว รัฐบาลก็ต้องระมัดระวังไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีผลกระทบต่อความสามารถ ในการแข่งขันถึงขั้นที่จะส่งผลต่ออัตราการว่าจ้างในภาคอุตสาหกรรมการส่งออกนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงได้จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นนั้น แข็งค่าขึ้นเพราะอะไร ตรงนี้เปึนคําถามที่มีความสําคัญ เพราะว่าอันดับแรกเราคงปฏิเสธ ความเปึนจริงไม่ได้ว่าเมื่อเราขายของมากกว่าซื้อ ความต้องการเงินบาทมากกว่า ความต้องการเงินสหรัฐอเมริกา แนวโน้มในระยะยาวที่เงินบาทจะต้องแข็งค่าขึ้นนั้น คงเปึนสิ่งที่เราปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราต้องระมัดระวังก็คือไม่ให้มีการเก็งกําไร ทําให้มีความผันผวน หรือมีการแข็งค่าขึ้นเกินระดับที่ควร เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ เราก็จับตาดูว่าที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนใหญ่ก็เปึนเพราะดุลการค้าของเราเปึนบวก ความหมายก็คือเราสามารถขายของได้มากกว่าซื้อของซึ่งจริง ๆ เปึนข่าวดี แต่ผลเคียงข้าง ก็คือเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้น เราจับตาดูว่าที่ผ่านมามีเงินต่างประเทศไหลเข้ามา ในตลาดทุนของเรามากเกินควรหรือไม่ ก็ปรากฏว่าความจริงเน็ท (Net) สุทธิแล้วคิดตั้งแต่ต้นป้ มาจนถึงวันนี้เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาผ่านตลาดทุนของเรา รวมถึงตลาดตราสารหนี้ ด้วยนะครับ ยังน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุก ๆ ประเทศในเอเชีย เริ่มที่จะมากขึ้นในช่วง ๑ เดือน ที่ผ่านมา ตรงนี้ก็เปึนข้อเท็จจริงที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่ถ้านับตั้งแต่ต้นป้ จนถึงวันนี้ต้องถือว่ายังมีอัตราการไหลเข้าของทุนต่างประเทศที่ค่อนข้างน้อยในตลาดทุน ของเราโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อรวมถึงส่วนที่ไหลออกในช่วงที่เรามีปัญหาวิกฤติทางการเมือง ช่วงเดือนเมษายนกับเดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เปึนข้อเท็จจริงนะครับ แล้วก็ราคาหรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็ช่วยทําให้ค่าใช้จ่าย ในแง่ของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนนั้นลดลงด้วย เพราะว่าส่วนประกอบหลายส่วน ที่เปึนต้นทุนการผลิตสินค้าบริโภคของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปก็เปึนสินค้าที่ต้องนําเข้า ที่ชัดเจนที่สุดก็คือราคาน้ํามันซึ่งเราต้องนําเข้าจากต่างประเทศ เราก็สามารถที่จะซื้อได้ ในราคาที่ต่ําลงเนื่องจากกําลังซื้อเมื่อคิดเปึนเงินบาทของเราสูงขึ้น ตรงนี้ก็เปึนส่วนที่ พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเวลาเราพิจารณาถึงมาตรการ เราก็ต้องคํานึงให้มีความสมดุลระหว่างการดูแลผู้ประกอบการที่เปึนผู้ส่งออกกับการดูแล ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนโดยรวม นอกจากนั้นเราก็ต้องดูว่าสิ่งที่เราทํานั้นไม่ได้เปึนสิ่งที่ ฝ๋นธรรมชาติในระดับที่อาจจะสร้างปัญหา เหมือนกับครั้งที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย เคยเข้ามาแทรกแซงเมื่อ ๑๓ ป้ที่แล้ว นํามาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือเราต้องไปกู้เงินจาก ทางกองทุนไอเอ็มเอฟอย่างไรก็แล้วแต่ถามว่ามีมาตรการใด ๆ ผมขอเรียนว่าหน้าที่ ในส่วนของการดูแลเรื่องค่าเงินนั้นเปึนหน้าที่โดยตรงของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังจริง ๆ ไม่ได้มีบทบาทอะไร แล้วก็ผมตระหนักเมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ก็เข้าใจดี ในประเด็นนี้ แต่ท่านก็นําเรียนว่าไม่รู้จะถามใคร เพราะว่าจะตั้งกระทู้ถามแบงก์ชาติก็ไม่ได้ เลยถามกระทรวงการคลังซึ่งเปึนผู้ที่มีความเกี่ยวข้องใกล้เคียงมากที่สุด ก็เข้าใจนะครับ แล้วก็ ผมคิดว่าอย่างไรก็แล้วแต่เปึนหน้าที่ของกระทรวงการคลังในส่วนหนึ่งที่จะต้องอธิบาย ชี้แจง ในส่วนของแบงก์ชาติเองถ้าเราสังเกตถึงทุนสํารองระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นมันเปึนตัวชี้ ผมขอเรียนอย่างนี้ เปึนตัวชี้ว่าแบงก์ชาติเองก็ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารไม่ให้มี ความผันผวนในส่วนของความเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนมากจนเกินไปตลอดช่วงที่ผ่านมา ก็คือพูดง่าย ๆ ผมคิดว่าแบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ซื้อดอลลาร์สหรัฐเพื่อที่จะสกัด ไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของเราแข็งค่าเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐมากจนเกินไป และนี่คือสาเหตุที่เงินดอลลาร์สหรัฐในส่วนของทุนสํารองระหว่างประเทศที่อยู่ที่แบงก์ชาตินั้น ถึงปรับเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นต่อคําถามว่าแบงก์ชาติทําอะไรบ้างหรือเปล่า ในช่วงที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าแบงก์ชาติทํา แต่ว่าจะถึงขั้นทําให้เงินบาทอ่อนลงคงเปึนเรื่อง ที่ทํายาก เนื่องจากความต้องการเงินบาทของเรามากเหลือเกินจากการประสบความสําเร็จ ของผู้ส่งออกในการขายสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย แต่ในส่วนของกระทรวงการคลังเอง เราก็ได้มาดูว่ามันมีประเด็นต่าง ๆ ที่เราอาจสามารถที่จะปรับกฎเกณฑ์กติกาในการที่จะ ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเพิ่มเติมได้หรือไม่ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็กําลังดําเนินการ ร่วมกันกับแบงก์ชาติในการที่จะมีมาตรการต่าง ๆ ผมขออนุญาต อย่างเช่น

อันดับแรก ก็คือกําลังพิจารณาที่จะให้นิติบุคคลไทยสามารถที่จะลงทุน ในบริษัทที่อยู่ที่ต่างประเทศได้มากขึ้น เรากําลังพิจารณานอกเหนือจากนั้นที่จะให้บุคคล และนิติบุคคลไทยสามารถที่จะให้นิติบุคคลหรือบุคคลที่อยู่ต่างประเทศกู้ยืมเงินเปึนสกุลเงิน ต่างประเทศได้ในจํานวนที่มากขึ้น อันนี้ก็จะทําให้เงินทุนต่างประเทศของเรานั้นไหลออก จากประเทศเพื่อที่จะลดแรงกดดันในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนั้นเราก็กําลังพิจารณาที่จะเพิ่มวงเงินที่บุคคลหรือนิติบุคคล ในประเทศสามารถที่จะโอนออกไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศได้ ที่จํากัดไว้เดิมนั้น อยู่ที่มูลค่า ๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็มีข้อเสนอจากแบงก์ชาติให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่า จะเพิ่มเพดานจาก ๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐเปึน ๑๐ ดอลลาร์สหรัฐก็เปึนอีกมาตรการหนึ่ง ที่อาจจะช่วยลดแรงกดดันได้

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นมาตรการที่อาจจะมีผลมากหน่อยก็คือการให้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการฝากเงินสกุลเงินตราต่างประเทศไว้กับสถาบัน การเงินในประเทศของเรา โดยให้มียอดเงินคงค้างในบัญชีได้สูงถึง ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ก็คือพูดง่าย ๆ เป่ดบัญชีที่ธนาคารที่เมืองไทย แต่เปึนบัญชีสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะสามารถทําได้ในอนาคต

และสุดท้ายก็มีมาตรการที่จะขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่จําเปึน ที่จะต้องนํากลับเข้ามาในประเทศของเราเพิ่มขึ้นจาก ณ ปัจจุบัน ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เปึน ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ก็คือพูดง่าย ๆ ผู้ส่งออกได้รับการชําระเปึนเงินดอลลาร์สหรัฐ ในอดีตต้องนําเข้าเต็มจํานวน ตอนนี้ในส่วนของกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติก็กําลัง จะนําเสนอมาตรการว่าสามารถที่จะถือไว้เปึนเงินดอลลาร์สหรัฐได้ต่อไป โดยไม่ต้องแลกกลับมา เปึนเงินบาทได้เพิ่มขึ้นจาก ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐเปึน ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นี่ก็คือ ตัวอย่างมาตรการในส่วนของกระทรวงการคลังที่พอที่จะทําได้ในการที่จะลดแรงกดดัน ในส่วนของการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทครับ ขอบคุณครับ