นิพนธ์ บุญญามณี หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๕ ของกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการ โดยอธิบายว่าเหตุผลที่ตัดถ้อยคำบางส่วนออกไป และอ่านถ้อยคำที่ถูกตัดออกไปเพื่อประกอบการอภิปราย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในมาตรา ๕ ซึ่งกรรมาธิการได้แก้ไขนี้ ผมคิดว่าเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกจะได้เข้าใจเจตนารมณ์ สาเหตุที่ต้องตัดถ้อยคําในมาตรา ๕ วรรคท้าย ออกไปเพราะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้อยคําในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ วรรคสี่ ประกอบกับมาตรา ๑๓๐ ได้บัญญัติไว้คุ้มครองถึงบุคคลดังกล่าวรองรับไว้ เรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็การร่างกฎหมายถ้าเราไปใส่เอามาตราในรัฐธรรมนูญไว้ เราไม่กระทํากันอย่างนั้น ซึ่งปกติเราจะยกถ้อยคําทั้งหมดมาบัญญัติเอาไว้ในกฎหมาย ฉบับที่เรากล่าวถึงรัฐธรรมนูญมาตรานั้น ๆ แต่ว่าถ้าเราไปกล่าวถึงทั้งหมดประมาณ ๓-๔ มาตราซึ่งรับรองสิทธิอันนี้ไว้ คณะกรรมาธิการเห็นว่ามันลงรายละเอียดมากเกินไป เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจึงได้ตัดถ้อยคํานี้ออก ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน ถ้อยคําที่เพื่อนสมาชิกกังวล ในมาตรา ๑๓๐ ของรัฐธรรมนูญ วรรคสี่ ผมขออนุญาตที่จะ อ่านครับว่า เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณา รายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดง ความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผู้ดําเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม แล้วท่านไปอ่าน ประกอบกับมาตรา ๑๓๕ แล้วท่านจะเห็นว่าถ้อยคําเหล่านี้มันมีความละเอียดมากเกินไป ที่กรรมาธิการจะนํามาบัญญัติไว้ซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ท่านได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่กรรมาธิการตัดถ้อยคําในวรรคท้าย ออกไป ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าอันที่จริงกรรมาธิการไปพิจารณากัน ก็ภายใต้การมอบหมายของสภาแห่งนี้ ซึ่งสภาแห่งนี้ก็รับหลักการกฎหมายฉบับนี้มา ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งกําหนดเพื่อที่จะให้ปฏิบัติเปึนไปตามรัฐธรรมนูญนั้นเราต้องมี กฎหมายฉบับนี้ออกมารองรับ นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปยกร่างขึ้นมา ตามอําเภอใจ แต่เปึนร่างที่สภาแห่งนี้ได้รับหลักการมาและคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ไปทําตามเจตนารมณ์ของสภาแห่งนี้ เพราะในหลักการกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้สั้น ๆ ที่สภารับรองมาในชั้นรับหลักการวาระที่หนึ่งก็คือว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยคําสั่งเรียกของ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... แค่นี้ครับ หลักการมันมีแค่นี้ เพราะฉะนั้นในรายละเอียดกรรมาธิการก็ต้องไปดูว่าจะแก้ไขอะไร อย่างไร แต่ในที่สุด กรรมาธิการก็ไปทําตามหลักการที่สภาแห่งนี้รับมาและมอบหมายให้กรรมาธิการไปแก้ไข ไปดูแล ซึ่งกรรมาธิการก็ไปดูแล้ว ไปแก้ไขแล้ว ก็คิดว่าทําอย่างไรที่จะให้มันเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด แล้วกรรมาธิการเองเราก็ห่วงกังวลเรื่องนี้ในกฎหมายฉบับนี้ ก็เขียนไว้ครับว่าไม่ใช่กรรมาธิการนึกจะเรียกใครมาแล้วมาได้ ถ้าเพื่อนสมาชิกจะได้ดู ให้หมดทั้งฉบับ ท่านลองดูมาตรา ๑๐ ถ้าคนที่เคยเรียกมาแล้ว เขาเคยให้ถ้อยคําไว้แล้ว ในประเด็นนั้น เขาก็มีสิทธิที่จะไม่มาได้ถ้าไปเรียกเขามาอีก เว้นแต่กรรมาธิการคิดว่า เรียกมาคนละประเด็น แล้วก็ทีนี้วิธีการปฏิบัติในสภาแห่งนี้ปัจจุบันนี้เวลาออก ระเบียบวาระการประชุมไม่ใช่ว่าแต่ละคณะจะออกได้ตามอําเภอใจ มีการประสานกันทั้งหมดว่า คณะไหนจะกําหนดระเบียบวาระการประชุมเรื่องอะไร นี่คือสิ่งที่มันปฏิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า กฎหมายฉบับนี้เราต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งที่กรรมาธิการจะทํานั้นทําได้อย่างไรเพื่อให้ การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการมีประสิทธิภาพ แต่ท่านอย่าลืมครับว่าท่านมีอํานาจไป ท่านก็มีข้อบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ ด้วยว่า ต่อไปนี้บัญญัติให้กรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรานี้ ตามกฎหมายฉบับนี้มีฐานะเปึนเจ้าพนักงานของรัฐด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านใช้อํานาจอะไรที่เกินขอบเขตไปท่านต้องรับโทษในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบด้วย นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการได้ไปพิจารณาในมาตรา ๑๔ ผมขอความกรุณาว่า ที่จริงมาตรานี้ผมไม่น่าจะพูดเลยไปถึงมาตราอื่น เพราะว่าเรากําลังพิจารณาในวาระที่สอง โดยเฉพาะในประเด็นมาตรา ๕ ซึ่งกรรมาธิการตัดไปเท่านั้น และถ้าเราพิจารณาประเด็นอื่น ไปด้วย ผมคิดว่ามันจะทําให้เราพิจารณาไปสู่วาระที่หนึ่งใหม่ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ