สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๓

นคร มาฉิม หารือเรื่องความสำคัญของการปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงข้อเท็จจริงของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เปึนประเด็นที่ใกล้เคียงแล้วก็บางประเด็นก็เหมือนกันกับที่นายแพทย์ชลน่าน ขออนุญาต เอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปรายไปก่อนว่า ทําไมคณะกรรมาธิการวิสามัญจึงได้ไปเปลี่ยนแปลงหลักการที่ทางสภาได้รับหลักการที่ ๑ ในส่วนของมาตรา ๕ วรรคสี่ เรื่องเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทําหน้าที่ตามมาตรานี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองกังวลใจมาก ถ้าเกิดว่ากรรมาธิการไปตัดวรรคสี่ออกทั้งหมด การคุ้มครอง ความเชื่อมั่นในการที่จะแสดงข้อเท็จจริงทั้งด้วยการพูด การยืนยันด้วยเอกสาร ใครล่ะครับที่จะให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการในฐานะฝ์ายนิติบัญญัติได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้อง ให้ฝ์ายนิติบัญญัติมีอํานาจในการที่จะตรวจสอบแล้วก็ถ่วงดุลฝ์ายบริหารอย่างจริงจัง ในนามของกรรมาธิการ ในนามของรัฐสภาไทยที่เปึนคณะกรรมาธิการทั้งสามัญและวิสามัญ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการ ในต่างประเทศทั่วโลก ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ความเห็นของ คณะกรรมาธิการ แม้กระทั่งของวุฒิสภา ของวุฒิสมาชิกของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แสดงความคิดเห็น มีอิทธิพลต่อการชี้นํา อย่าว่าแต่ ครม. เลย แม้กระทั่งประธานาธิบดี เขายังฟัง แล้วก็มีอิทธิพลต่อการชี้นําสังคมทั้งในประเทศและในระดับสากลด้วย ผมต้องการให้ความเห็นของฝ์ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาจะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีอิทธิพลต่อการนําเสนอต่อฝ์ายบริหาร ที่จะถ่วงดุลเพื่อที่จะให้ประชาชนแล้วก็ประเทศได้ผลประโยชน์อย่างแท้จริง ผมเอง เคยดํารงตําแหน่งทั้งเปึนประธานคณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญ เห็นว่าปัญหาและอุปสรรคในการเรียกให้ส่วนราชการหรือรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กรรมาธิการนั้นไม่ได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริง หรือมาก็แบบขอไปที โดยที่ว่าไม่ได้ชี้ ให้เห็นถึงว่าข้อเท็จเปึนอย่างไร ข้อจริงเปึนอย่างไร และอันไหนที่ถูก อันไหนที่ผิด อันนี้ คือปัญหาและอุปสรรค แต่การที่ผู้ที่มาชี้แจงแล้วถูกตัดในเรื่องเอกสิทธิ์ในการปกปัอง คุ้มครองไป อันนี้ล่ะครับคือปัญหา ท่านประธานครับ คือปัญหาอย่างไรครับ ปัญหาก็คือ ผู้ที่มาชี้แจงเขาจะไม่เชื่อมั่นเลยว่าถ้าเกิดว่าเขาพูดอะไรในที่ประชุมของกรรมาธิการแล้ว เขาจะถูกฟัองเมื่อไร เขาจะถูกนําเอาข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือว่าเอกสารที่เขาเสนอต่อ คณะกรรมาธิการถูกนําไปเผยแพร่ นําไปตีแผ่และถูกฟัองร้องต่อศาล เขาอาจจะแก้ไข ต่อสู้คดี ๒ คดี ๓ คดี บางคนเปึนสิบ ๆ คดี เพราะการพูดของเขาโดยมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการ จะปกปัองเขาได้ในนามของฝ์ายนิติบัญญัติ แต่เขากลับไม่ได้รับการคุ้มครองหรือว่า ปกปัองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นความคุ้มครองในส่วนนี้ถ้าเกิดว่า เขาไม่ได้รับการปกปัองคุ้มครองจากฝ์ายนิติบัญญัติแล้ว ผมเชื่อว่าคนที่มาชี้แจงอาจจะ พูดไม่จริงหรือพูดจริงบางส่วนแต่ว่าไม่จริงทั้งหมด หรือว่าไม่ได้แสดงเอกสารที่เปึนข้อเท็จจริง ที่ควรที่จะเป่ดเผยเพื่อปกปัองและรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองหรือพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าเหตุผลใด ท่านถึงตัดวรรคสี่ออกทั้งหมด แต่สุดท้ายผมเห็นว่าฝ์ายนิติบัญญัติ ผมเชื่อมั่นในวิจารณญาณ แล้วก็เชื่อมั่นในแต่ละท่านที่เข้าไปเปึนผู้แทนปวงชน แต่ว่าทําอย่างไรที่จะให้ข้อกังวลต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกที่บอกว่า ถ้าเกิดว่ารัฐมนตรีวิ่งชี้แจงเฉพาะกรรมาธิการ ๓๐ กว่าคณะ คงไม่มีเวลาไปบริหารราชการแผ่นดิน ผมว่าไม่จริง แต่ถ้าเกิดว่าทําอย่างไรที่จะให้ ฝ์ายนิติบัญญัติมีความเปึนเอกภาพว่า เรื่องเดียวต่อให้ชี้แจงหรือว่าร้องเรียนไป ๑๐ คณะกรรมาธิการก็ขอให้มาชี้แจงครั้งเดียว แล้วก็ขอให้เอาความจริงทั้งหมดมา ในครั้งเดียวแล้วใช้เปึนบรรทัดฐานต่อไป ผมว่าไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคของฝ์ายบริหารแน่ เพราะฉะนั้นถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าทําไมท่านถึงตัดเอกสิทธิ์ ความคุ้มครองของผู้ที่จะให้ความเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการในฐานะฝ์ายนิติบัญญัติ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน