สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๓

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 12 โดยแสดงความไม่เห็นด้วย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจในการจัดสรรเงินในโครงการเกษตรกร พร้อมแสดงความต้องการเพิ่มอํานาจให้คณะกรรมการชุดนี้ในการจัดสรรงบประมาณและปรับแก้มาตรา ๑๒ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรเป็นไปอย่างตรงจุด

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา ๑๒ อย่างที่หลายท่านได้พูดไปแล้ว มาตรา ๑๒ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ผมเองให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง เห็นโครงสร้างแล้วประมาณ ๒๐ คน ๑๐ กว่าคน ๑๔-๑๕ คน เปึนสัดส่วนของข้าราชการ ปลัดกระทรวงบ้าง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบ้าง รองอธิบดีบ้าง อีก ๕ คนในเบื้องต้นตอนวาระที่หนึ่งเปึนสัดส่วนของรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมา เราก็มี คนอภิปรายพูดท้วงติงแล้วว่า ๕ คนนี้เปึนที่น่าเปึนห่วงหรือไม่ ในที่สุดจะเปึนตัวแทน ของกลุ่มทุนหรือเปล่าที่จะเข้ามานั่ง คําว่า เกษตรกร อย่างเดียวแต่งตั้งจากเกษตรกร ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถกันกลุ่มทุนจากการเข้ามานั่งในตําแหน่ง ๕ คน ๘ คน ที่กําลังจะตั้ง ขึ้นมานี้ได้ แต่ ๒ คนมาจากประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย และประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย ซึ่งแน่นอนครับตัวแทนของพี่น้อง เกษตรกรจํานวน ๒๐-๓๐ ล้านคน คือ ๒ ตําแหน่งนี้ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ ในเบื้องต้น ไม่ติดใจเพราะอะไร ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่างบประมาณในส่วนที่เปึนกองทุน ในส่วนนี้ ในเบื้องต้นเลยจากมาตรา ๑๖ เปึนเงินที่ส่วนมากจะอนุมัติไปใช้ในโครงการ ที่เปึนลักษณะโครงการของรัฐ คือจะต้องผ่านหน่วยงานราชการถึงจะนําไปใช้งบประมาณ แล้วก็เอาไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ แต่จากการปรับแก้ของทางคณะกรรมาธิการ ซึ่งด้วยความเคารพผมเห็นด้วยนะครับ เปึนสิ่งที่ดี มีการปรับแก้ในมาตรา ๑๖ บอกว่า ให้เพิ่มองค์กรเกษตรกรเข้าไปใน (๑) นั่นก็คือพี่น้องเกษตรกรสามารถมาของบประมาณ โดยตรงเพื่อที่จะเอาไปใช้กับสหกรณ์กับกลุ่มของเขาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ในทางทฤษฎีเปึนสิ่งที่ดี แต่เมื่อเพิ่มวรรคเข้าไปในเรื่องขององค์กรเกษตรกรนี้ทําให้อํานาจ การใช้เงินของคณะกรรมการชุดนี้มันเป่ดกว้างขึ้นมามหาศาล สิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ทางคณะกรรมาธิการไปตัดเอาประธานชุมนุมแล้วก็ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร ออกไป นั่นคือตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ตัวจริงถูกกันออกไปแล้ว วันนี้เงินตัวนี้ มันกลายเปึนอํานาจของส่วนราชการส่วนหนึ่ง แน่นอนครับ ปลัดกระทรวง อธิบดี หนีไม่พ้น จากการกํากับของรัฐมนตรีว่าการ

๒. ๘ คนที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งจากเกษตรกรโดยอํานาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเด็นปัญหามันเกิดขึ้นทันทีว่าวันนี้การเมือง มันจะเข้าไปแทรกเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ปัจจุบันมีอยู่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า มาตรา ๑๙ ได้กําหนดไว้ว่า คณะกรรมการชุดนี้ถ้าวงเงินไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องขออนุญาตจากคณะรัฐมนตรีครับ ท่านทราบหรือเปล่าว่าคนที่มาเปึน กรรมการแต่ละท่าน จะเปึนปลัดกระทรวง จะเปึนอธิบดี จะเปึนรองอธิบดี ตามอํานาจ สสร. ในการโอนถ่ายงบประมาณเขาได้ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทเองครับ แต่วันนี้เรากําลังจะให้เงิน ๑๐๐ ล้านบาทไปอยู่ในมือเขาที่เขาจะคลุกอย่างไรก็ได้ จะหมุนอย่างไรก็ได้ จะเปลี่ยน อย่างไรก็ได้ ซึ่งผมกราบเรียนเลยว่าวันนี้เรากําลังจะเป่ดช่อง ๑. ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ๒. เป่ดช่องให้เกิดการใช้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเอื้อประโยชน์กับการเมืองครับ มันจะไปลงอยู่ในสหกรณ์อยู่ในกลุ่มของเกษตรกรที่ได้รับการคัดสรรแล้วผ่านทางการเมือง มันไม่เปึนการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่แท้จริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมกราบเรียนเลยว่า ผมเองคงจะปล่อยผ่านแล้วก็ยอมให้มาตรา ๑๒ นี้เปึนอย่างรูปลักษณะนี้ไปไม่ได้ เมื่อมีการเพิ่มอํานาจให้มีการโอนเงินไปยังกลุ่มเกษตรโดยตรงได้ สิ่งที่ควรจะเห็นในมาตรา ๑๒ ประธานชุมนุมสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร ต้องคงอยู่แล้วต้องเพิ่มให้เขา ด้วยซ้ําว่าจะต้องเอาตัวแทนของเกษตรกรที่แท้จริงเข้าไปนั่งให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่การแก้ไขปัญหามันจะได้เปึนไปอย่างตรงจุด ผมก็กราบฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการ ผมเชื่อว่าทุกท่านก็มีความตั้งใจในการที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของเกษตรกรให้ได้ ก็หวังใจเปึนอย่างยิ่งว่ามาตรา ๑๒ จะได้รับการปรับแก้กลับไปเปึน อย่างเก่านะครับ ถ้าท่านรับฟังการอภิปรายหลายท่านผ่านมา ผมเชื่อว่าเปึนไปใน ทิศทางเดียวกัน ก็ฝากไว้ด้วยครับ