วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอคำอธิบายเกี่ยวกับการเข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นของปตท. และหารือเรื่องราคาก๊าซธรรมชาติและราคาปิโตรเคมี พร้อมยืนยันว่าจะไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังอธิบายถึงปัญหาการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ และการให้เช่าทางท่อส่งก๊าซ
คําถาม เพิ่มเติมนะครับ สําหรับโรงกลั่นผมขอเรียนชี้แจงว่า การที่ ปตท. ไปถือหุ้นในโรงกลั่น ทั้ง ๕ โรงนั้น ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ไปถือหุ้นทีเดียว ๕ โรง ทยอยถือแต่ละโรงแต่ต่างกรรมต่างวาระ แต่ละครั้งก็มีสถานการณ์ที่ทําให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้นโดยมติของ ครม. เพราะ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่ไทยออยล์ ปี ๒๕๒๒ ท่านคงจําได้ ไทยออยล์ประสบปัญหา การขาดทุน ไม่มีเงินสามารถชําระหนี้สินได้ เกิดภาวะล้มละลาย ครม. ต้องมีมติให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้นในไทยออยล์ ต่อมาก็เรื่องของบางจาก แต่ละโรงกลั่นที่มีปัญหา ปตท. จึงเข้าไปถือหุ้นเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ ไปฟื้นฟูกิจการเพื่อเป็นการเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไม่ให้โรงกลั่นนั้นตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ นี่คือ เหตุผลว่าทําไม ปตท. ถึงไปถือหุ้น อย่างที่กล่าวไปแล้วผมเคยสอบถามจากทาง ปตท. ว่าถึงแม้ว่า ปตท. จะมีสัดส่วนถือหุ้นในปัจจุบันนี้ใน ๕ โรงกลั่นก็ดี หรือลดสัดส่วนลงก็ดี หรือไม่ถือเลยก็ดีการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นจะเปลี่ยนแปลงไหม คําตอบได้รับว่า ไม่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันก็ยังเป็ นเสรีเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าถามว่า ปตท. มีนโยบายที่จะถอนลดการถือหุ้นไหม มันก็อยู่ที่รัฐบาล อยู่ที่กระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปตท. ต้องคํานึงถึงความมั่นคง ด้านพลังงานของประเทศด้วยว่าถ้าเราไม่มีหลักประกันอะไรเลย เราปล่อยให้เสรี แล้วต่างชาติมาถือหุ้นหมด แล้วในเวลาสถานการณ์คับขันนั้นเราอาจจะมีปัญหาเรื่อง ความมั่นคงด้านพลังงานก็เป็นได้ นี่คือเหตุผลว่าทําไมรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยจึงได้ มอบหมายให้ ปตท. เข้าไปซื้อหุ้นในโรงกลั่นที่มีปัญหาในแต่ละครั้ง
เรื่องราคาก๊าซธรรมชาติ ความจริงแล้วท่านรัฐมนตรีได้มอบหมาย กระทรวงพลังงานตั้งแต่เริ่มต้นที่ท่านมารับตําแหน่งว่า ขอให้กระทรวงพลังงานนั้นได้ ศึกษาโครงสร้างของราคาเอ็นจีวี ราคาแอลพีจีว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ซึ่งกระทรวง พลังงานก็รับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้อยู่ระหว่างการจ้างที่ปรึกษามาศึกษา โครงสร้างราคาที่แท้จริงว่ามันเหมาะสม เป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร ต้องขอเวลานิดหนึ่งว่า ตอนนี้เรากําลังมีกระบวนการที่จะจัดจ้างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาทําการศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดแจ้งว่าราคาที่ซื้อขายอยู่ในขณะนี้นั้นมันมี ความเหมาะสม เป็นธรรมแล้วหรือไม่ อย่างไร
เรื่องนํ้าท่วม ตอนนั้นเป็นกรณีเหตุสุดวิสัยที่แหล่งก๊าซธรรมชาติ ทั้งแหล่ง อาทิตย์ก็ดี แหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซียก็ดี รวมทั้งแหล่งพม่าที่ยานาดาก็ดี เกิดเหตุการณ์ประจวบเหมาะเกิดมีปัญหาไม่สามารถส่งก๊ำซได้ตามปกติ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้การไฟฟ้ำฝ่ำยผลิตแห่งประเทศไทยต้องหา แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงอื่นมาผลิตกระแสไฟฟ้ำแทนเพื่อไม่ให้ไฟฟ้ำดับทั่วทั้งประเทศ แล้วจะตัดสินใจเลือกใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ำจากพลังนํ้าจากเขื่อนศรีนครินทร์อย่างที่ทราบ กันแล้วซึ่งก่อให้เกิดปัญหานํ้าท่วมตามมาซึ่งเราก็ได้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้นนั้นผมได้เรียนต่อสาธารณชนคือให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าจะไม่ให้ประชาชนต้อง เดือดร้อนจากเรื่องนี้ ขอให้ทาง ปตท. และ กฟผ. นั้นร่วมกันรับผิดชอบไม่ให้ส่งผ่าน ค่าไฟฟ้ำที่แพงขึ้นนั้นสู่ประชาชน เพราะฉะนั้นจะไม่มีการปรับขึ้นค่าเอฟที (FT) จากผลแห่งการที่ต้องใช้ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้ำที่แพงขึ้นจากนํ้า จากนํ้ามันดีเซล นํ้ามันเตา
เรื่องของราคาปิโตรเคมีนั้นผมต้องขอเวลาที่ไปขอรายละเอียดก่อนนะครับ เพราะผมไม่ทราบรายละเอียดว่าซื้อขายกันอย่างไรบ้าง เป็นธรรม เหมาะสมหรือไม่ อย่างไรนะครับ
ส่วนการผลิตไฟฟ้ำก็อย่างที่กล่าวไปแล้วนะครับว่าราคาของก๊าซมันเป็น ราคาเดียวกันเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะขายให้ใคร จะขายให้ กฟผ. ขายให้ผู้ประกอบการ เอกชนรายใหญ่ไอพีพี (IPP) ก็ราคาเดียวกันหมด มันไม่มีความแตกต่าง ได้เปรียบ เสียเปรียบกัน เรื่องท่อก๊าซกล่าวไปแล้วนะครับว่ากฎหมายก็เปิดช่อง และ ปตท. เองเขาก็ พร้อมที่จะให้เช่า ถ้ามีเอกชนสนใจที่จะมาลงทุนที่จะมาเช่านะครับ เพราะฉะนั้นมันก็ ไม่เป็นอุปสรรคที่จะไปขวางกั้น เพียงแต่ว่ายังไม่มีเอกชนรายไหนแสดงความจํานงที่จะมา ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ และจะมาขอเช่าท่อนะครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมทราบ ขอบคุณครับ