ร้อยตํารวจโท เชาวริน ยินดีกับหมอ นิรันดร์ รับตำแหน่ง กสม.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓

ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แสดงความยินดีกับนายแพทย์นิรันดร์ นาควัชระ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรายงานเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม รวมถึงกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ในอดีตเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยและความเป็นธรรม

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย แบบสัดส่วนในกลุ่มที่ ๗ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับนายแพทย์นิรันดร์ นาควัชระ ซึ่งท่านได้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และวันนี้ท่านให้ความสนใจ การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเองได้หยิบรายงาน ฉบับนี้ดูแล้วก็เกิดความแปลกใจว่าทําไมไม่มีภาพของท่าน จนกระทั่งทนเก็บ ความแปลกใจไม่ได้ต้องเดินไปถามท่านในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภามาด้วยกัน จากการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปกครองบ้านเมืองของเรา แล้วผมขอ อนุญาตใช้โอกาสตรงนี้ใช้เวทีนี้กราบเรียนท่านประธานว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนท่านนี้ นายแพทย์นิรันดร์เป็ นคนมีคุณภาพ ก็ได้ เคยร่วมงานเป็ นสมาชิกวุฒิสภา กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ เป็นเวลากว่า ๖ ปี ท่านเป็น ส.ว. ระดับแนวหน้าของสภายุคนั้น ก็ขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจและหวังว่าท่านจะใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ของท่านทําในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและชาติบ้านเมือง ของเรา ท่านประธานครับ เป็นธรรมดาอยู่เองที่องค์กรต่าง ๆ ซึ่งเมื่อปฏิบัติงานแล้วก็จะมา รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลําดับ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจําก็คือ การรายงานมักจะไม่ตรงกับปีงบประมาณ ดังจะเห็นได้ว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานของ ผลงานปี ๒๕๕๑ ซึ่งสมาชิกหลายท่านได้ทักท้วง ได้พูดถึงอภิปรายถึงเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ก็หวังว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้จะนํามารายงานในรายงาน ฉบับต่อไป และที่สําคัญที่สุดก็คือสิ่งที่สมาชิกฝากไว้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะต้องรักษาความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนโดยเสมอหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคมซึ่งสมาชิกหลาย ๆ คนได้อภิปรายไปแล้วนั้น ผมขออนุญาตเสริม เพื่อฝากเป็นงานให้ท่านนําไปพิจารณาก็คือกรณีของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ตํารวจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าราชการตํารวจซึ่งมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคําสั่งของ ผู้บังคับบัญชา ในวันที่ ๗ ตุลาคมนั้นได้สร้างบาดแผลให้กับคนในวงการตํารวจ อย่างมากมายเหลือเกินครับท่านประธานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมถือเอกสารในมือเป็น เรื่องราวของข้าราชการตํารวจ ๒ คน ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ท่านประธานครับรอง สวป.สภ.อ. ชะอํา จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตํารวจโท เกรียงไกร กิ่งสามี ได้เดินทางเข้ามารายงานตัวที่กองบัญชาการตํารวจนครบาล เสร็จแล้วถูกสั่งให้มาอยู่ที่หน้าบริเวณรัฐสภานั้นปรากฏว่าในขณะที่เหตุการณ์คับขัน ร้อยตํารวจโท เกรียงไกรถูกกลุ่มผู้ชุมนุมขับรถโตโยต้า ไฮลักซ์ชนล้มลงแล้วก็ถอยหลังมา ทับซํ้า บาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลากว่า ๓ เดือน ผ่าตัดถึง ๓ ครั้ง ปรากฏว่าไม่ได้รับการเหลียวแลจากทางราชการ ไม่ว่าจะเป็ น การปูนบําเหน็จความดีความชอบ อีกรายหนึ่งครับท่านประธาน มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า ดาบตํารวจ ประทีป กลั่นเนียม เช่นกันครับ มาจากจังหวัดนครปฐม ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมใช้ ด้ามธงเป็นอาวุธแทงได้รับบาดเจ็บสาหัส รักษาตัวอยู่เป็นเวลานาน ซึ่งขณะที่ตัวเอง ปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นแล้วถูกผู้ชุมนุมทําร้ายร่างกายดังกล่าว เจ้าตัวคิดว่าคงไม่รอด คงตายแน่ และเหตุการณ์ก็รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนคนไร้สติ ท่านประธานครับ มีเสียงโห่ร้องกึกก้องหน้าสภา ฆ่ามัน ๆ ด้วยประสบการณ์ที่ผมเคยเป็น ตํารวจติดตามรัฐมนตรีดํารง ลัทธพิพัฒน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้ง ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินขบวน เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เดินขบวนจากลานพระบรมรูปไปล้อมทําเนียบรัฐบาล ขึงผ้าขาว เต็มถนนพิษณุโลก ข้อความเขียนไว้ว่ากําจัดรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์ ชวน ดํารง สุรินทร์ แล้วเสียงร้องตะโกนฆ่ามัน ๆ กึกก้องหน้าทําเนียบรัฐบาล ผมในฐานะที่เป็นตํารวจ ประจําตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นจึงได้ตัดสินใจ พารัฐมนตรี ๓ ท่านหนีออกจากทําเนียบรัฐบาล สิ่งนี้ผมไม่เคยพูดมาก่อนจนกระทั่ง ความจริงได้ออกจากปากของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เมื่อครั้งที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าผมไม่ตัดสินใจพาหนี แน่นอน ท่านต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ชุมนุมซึ่งขาดสติจะต้อง ทําร้ายอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่ผมพารัฐมนตรี ๓ ท่านหนีออกจากทําเนียบรัฐบาล ไปแล้วนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้คีมตัดเหล็กโซ่ที่คล้องประตูหน้าทําเนียบรัฐบาลแล้วก็ พังประตูเข้ามา ตึกบัญชาการภายในทําเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นสถานที่ทํางานของรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ห้องทํางานถูกทําลายย่อยยับ ท่านประธานนึกภาพดูครับ ถ้าคนอยู่ในนั้นชีวิตจะเหลือหรือครับ มันคงฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงพาท่านหนีออกไปเสียก่อนที่จะเกิดการพังประตูรั้วของทําเนียบรัฐบาล เข้าไป เช่นกันวันที่ ๗ ตุลาคม ถ้าตํารวจไม่ทําหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ชีวิตผู้แทนราษฎร ชีวิตสมาชิกวุฒิสภาก็คงตกเป็นเหยื่อของการชุมนุมในเช้าวันนั้นอย่างแน่นอน ยางรถยนต์ จํานวนมหาศาลที่ถูกขนมากองอยู่ ไม่ใช่จะมาสร้างเป็นเครื่องกีดขวาง ท่านประธานครับ ผมได้เห็นกับตาว่ามีการใช้นํ้ามันราดลงไปแล้วจุดไฟเผา นั่นหมายความว่าถ้ามันเข้ามา ภายในสภาของเราได้ มันต้องทําให้มีความตายเกิดขึ้น แล้วก็คงฌาปนกิจศพในรัฐสภา อย่างแน่นอน ดังนั้นการที่ตํารวจซึ่งมีหน้าที่จะต้องรักษาชีวิตและความปลอดภัยของ ข้าราชการก็ดี ของคณะรัฐมนตรีก็ดี ของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็ น ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ดี กระทําลงไปนั้นผมถือว่าเป็นการกระทําที่สมควรแก่การยกย่องสรรเสริญเสียด้วยซํ้า นายกรัฐมนตรีต้องปีนรั้วด้านหลังหนีเข้าไปในพระที่นั่งวิมานเมฆ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภา ท่านชัย ชิดชอบ อายุ ๘๑ ปี ต้องปีน กําแพงรั้วหนีออกไปด้านหลัง ท่านประธานครับ ภาพอย่างนั้นถ้าหากว่าตํารวจไม่ตัดสินใจ เข้าระงับเหตุความตายจะเกิดขึ้นไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ท่านประธานครับ ตํารวจที่เป็นระดับ ผู้บังคับบัญชาสั่งการนั้นถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าเป็นการกระทําผิดถึงขนาดให้ไล่ออกจาก ราชการ ท่านประธานครับ ผมอยากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสอบ ป.ป.ช. ทั้งคณะ มันอํามหิตอะไรขนาดนั้น เขาปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เขามีหน้าที่จะต้อง ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตของข้าราชการ ของสื่อมวลชนที่มาทําหน้าที่ในสภา ของ คณะรัฐมนตรีที่มาร่วมฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ป.ป.ช. ไป ชี้มูลความผิดและให้ไล่ออกจากราชการ พลตํารวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว พลตํารวจตรี เพิ่มศักดิ์ ผมขออภัยจํานามสกุลไม่ได้ ยิ่งกรณีของ พลตํารวจตรี เพิ่มศักดิ์ ซึ่งเป็น ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดอุดรธานีนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดยสิ้นเชิงจากการตัดสินของ ป.ป.ช. ทั้ง ๙ คน ทั้งคณะนี้ เพราะว่า พลตํารวจตรี เพิ่มศักดิ์นั้นมีหน้าที่สําคัญในเวลา เดียวกันก็คือถวายการอารักขาพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ นั่นคือพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาซึ่งเสด็จประทับอยู่ในจังหวัดอุดรธานี ท่านจะให้ทิ้งหน้าที่ อารักขาพระราชวงศ์มาดูแลม็อบ (Mob) ผมว่ามันไม่ถูกต้อง หน้าที่ถวายการอารักขา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์นั้นถือเป็นหน้าที่ สําคัญอันดับหนึ่ง ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. ไปชี้มูลอย่างนี้ถือว่าเป็นการกระทําที่ไม่ถูกต้อง อย่างยิ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องเอาเรื่องนี้มาศึกษา แล้วจะต้องชี้มูล บ้างว่า ป.ป.ช. พวกมึงอํามหิตขนาดนี้หรือ ชีวิตข้าราชการเขารับราชการมาตั้งแต่ ร้อยตํารวจตรี ๓๐ กว่าปีกว่าจะมาเป็นนายพล อีกไม่นานก็จะเกษียณ ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเสียสละ อยู่ ๆ ไปชี้มูลว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงถึงขนาดต้องถูกปลดออก ไล่ออก อย่างนี้เป็นธรรมหรือไม่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องเอามาศึกษาด้วย แล้วจะต้องมารายงานสภาในสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะต้อง ฝากต่อไป เมื่อก่อนหน้านี้มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่ง ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม เพราะยกย่องท่าน คือท่านนริศ ขํานุรักษ์ ห่วงถึงการสูญเสียดินแดน ไม่ว่าจะเป็นชายทะเลอันดามัน ชายทะเลอ่าวไทย รวมทั้งชายฝั่งทะเลน้อยที่ทะเลสาบ สงขลา ผมขอฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดูแลพี่น้องประชาชนที่อยู่ชายฝั่ง แม่นํ้าโขงด้วย ตรงนั้นเสียหายร้ายแรงกว่าที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงอีก แต่ก็ไม่ได้ว่าสิ่งที่ ท่านนริศยกมานั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องมีสาระทีเดียว แล้วผมก็เห็นด้วย ก็ขอฝากว่า ชายแดนแนวแม่นํ้าโขงนี่ต้องดูแลให้ดี ท่านประธานต้องขอเพิ่มอีกนิดหนึ่ง เพราะคน อภิปรายแรก ๆ เขาได้ตั้งครึ่งชั่วโมง สุดท้ายมากําหนดกติกาว่า ๑๐ นาทีนะ ต้องดูสาระ การอภิปรายด้วย ผมขอฝากต่อไปก็คือเรื่องพลทหารเกณฑ์คนหนึ่งที่ไปเสียชีวิตในบ้านพัก แม่ทัพภาคที่ ๑ แล้วก็ไปสรุปว่าล้มหัวฟาดโถส้วมตาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติต้องสอบสวนเรื่องนี้มารายงานสภาด้วยในโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็เกรงใจท่านประธานเป็นที่สุด ไม่อยากจะทําให้กติกาที่ท่านกําหนดต้องเสียไป แต่มีความจําเป็นต้องถามไปอีก ๑ เรื่องนั่นคือกรณีที่ไปชี้ รายงานออกมาในหน้า ๑๔๙ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเปิ ดดูนิดเดียว และจะได้กราบเรียนถาม ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถ้ามีโอกาสช่วยตอบผมด้วย ในหน้า ๑๔๙ ข้อ ๓๖ เกี่ยวกับเรื่องของการประกาศเขตป่ำสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ทับที่ทํากินของราษฎร ตําบลยางหัก หมู่ ๒ อําเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งได้เสนอ เข้ามาเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๑ แต่ในรายงานไม่ปรากฏผลการพิจารณาว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จบอย่างไร จบอย่างพระเอกตายตอนจบหรือผู้ร้ายตายตอนจบอะไร ไม่มีครับ มีแต่บอกหัวข้อเรื่องมาว่ารับเรื่องมาเท่านี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติถ้ามีโอกาสช่วยตอบด้วยว่าผลสุดท้ายการพิจารณาเรื่องนี้คําตอบ คืออะไร ขอขอบคุณครับ