ฐิติมา ฉายแสง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 โดยระบุว่ารัฐบาลประมาณการจัดเก็บรายได้ต่ำเกินไป และงบรายจ่ายประจําสูงเกินไป เธอยังระบุว่ากระทรวงการคลังคาดการณ์ผิดเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ และไม่เชื่อมั่นในตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๔ ที่รัฐบาล ตั้งไว้ที่ ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันขอตัดงบประมาณอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์เองค่ะ คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้นะคะ ในตัวเลข ๒,๐๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลบอกว่าเปึนงบรายจ่ายประจําอยู่ที่ ๑,๐๖๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๆ งบรายจ่ายลงทุน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่า แล้วก็เงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับงบรายจ่ายประจํา ดิฉันว่ามันสูงเกินไปหากว่าเปรียบเทียบกับการ จัดเก็บรายได้ที่บอกว่าอยู่ที่ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แล้วก็มีงบรายจ่ายประจําอยู่ที่ ๑,๖๖๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็หมายความว่าหารายได้ได้เท่าไรก็ยังไม่พอกับการใช้จ่าย มันก็เหมือนกับการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมานั่งวิเคราะห์ว่ามันมีอะไร ผิดปกติบ้าง ก็เลยเห็นว่า ในความคิดของดิฉันนะคะ มันมีผิดปกติอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน ก็คือว่าในร่างงบประมาณนี้มันประเมินการจัดเก็บรายได้ต่ําไป มันก็ตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจําสูงไป มี ๒ อย่างท่านประธาน เอาประเด็นแรกก่อนนะคะ ดิฉันคิดว่า มันผิดปกติตรงที่ว่ารัฐบาลนั้นประมาณการจัดเก็บรายได้ในป้ ๒๕๕๔ นั้นต่ําเกินไป ที่ต้องพูดแบบนี้ก็เพราะว่าเวลาที่เราดูข้อมูลเราต้องดูอดีต ดูปัจจุบัน แล้วก็ดูอนาคต ด้วยเช่นกัน ก็เลยต้องดูว่าการประมาณการรายได้ประจําป้ของป้ ๒๕๕๓ นั้นรัฐบาลตั้งไว้ที่ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่แค่เดือนมกราคม ๒๕๕๓ นั้นรัฐบาลก็ประเมินใหม่เสียแล้ว บอกว่าไม่ใช่ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วที่จะจัดเก็บรายได้ได้ จะได้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือผิดไปที่ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาท พอมาถึงวันที่ ๑๒ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ สํานักงานเศรษฐกิจการคลังก็ประกาศใหม่อีกว่าก็ไม่ใช่ผิดไปแค่ ๑๗๒,๐๐๐ ล้านบาทหรอก ผิดไป ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผิดไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นหากนํา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่าเก็บได้มากขึ้นกว่าที่ตั้งไว้ เอามารวมกับ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งเอาไว้ มันจะกลายเปึน ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือเยอะขึ้น เยอะขึ้นตรงนี้มันบ่งบอกอะไรได้บ้าง ท่านประธานคะ บอกได้ว่ากระทรวงการคลังคาดการณ์ผิด ผิดไปถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านประธานคะ จําได้ไหมคะว่าตอนที่กระทรวงการคลังมาขอกู้ พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นบอกว่าจะไปป่ดหีบที่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยก็บอก ไม่ใช่หรอก จะป่ดหีบก็ป่ดแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นล่ะ เสร็จแล้วไม่เชื่อ พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็ผ่านไป เมื่อผ่านไปแล้วเปึนอย่างไร ปรากฏว่าป่ดหีบแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจริง ๆ อันนี้มันทําให้ดิฉันไม่เชื่อมั่นในกระทรวงการคลัง และไม่เชื่อมั่น ในตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดการณ์ผิดตลอด ขณะนี้จึงต้องมาดูว่าสิ่งที่ ท่านทําในป้ ๒๕๕๔ นั้นคือการประมาณการรายได้ของป้ ๒๕๕๔ นั้นจะเชื่อได้ไหม ที่ตั้งไว้ที่ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะเชื่อได้ไหม ลองมาดูนะคะว่าการประมาณการ แบบนี้มันมีแนวโน้มอย่างไรบ้าง ดิฉันเห็นว่าการประมาณการรายได้ที่ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมันไม่มีการพัฒนากันบ้างเลยหรือคะ ป้ ๒๕๕๓ ก็ ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๔ ก็ตั้ง ๑,๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ข้อต่อไปบอกว่าในป้ ๒๕๕๓ นั้นท่านกู้เงิน ไปลงทุนมากมาย ไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากมาย ท่านมีโครงการไทยเข้มแข็งเยอะทีเดียว อนุมัติแล้วถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการ อนุมัติแล้วเปึนวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เศรษฐกิจมันน่าจะต้องดีขึ้นไหมคะ หรือว่ารัฐบาลจะเก็บรายได้ได้ดีขึ้นไหม อย่าลืมนะคะ ว่ารัฐบาลประเมินใหม่เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๓ นั่นหมายความว่ารัฐบาลรู้ตัวอยู่แล้ว ก่อนจะทําร่าง พ.ร.บ. ๒๕๕๔ รู้ตัวอยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าสถานะหรือว่าเศรษฐกิจนั้นมันจะ เปึนอย่างไร แต่ว่าก็ยังประเมินรายได้ป้ ๒๕๕๔ ต่ําไว้อีก อันนี้คือทําให้ไม่เชื่อมั่น แล้วเมื่อ ไม่กี่วันก่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ดี รองประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยก็ดี ก็ออกมาพูดว่าการส่งออกในป้ ๒๕๕๓ นั้นขยายตัวจากเดิมที่ตั้งไว้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาประกาศอย่างภาคภูมิใจเหลือเกินว่าจีดีพีของไทยนั้นจะโตไปถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่ารายได้ของประเทศนั้นน่าจะมากกว่าที่ประเมินไว้ นั่นคือป้ ๒๕๕๔ มันอาจจะไปถึง ดิฉันเชื่อมั่นว่ามันอาจจะไปถึง ๑,๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ อาจจะเพิ่มไป อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ เพราะฉะนั้นการเพิ่มไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็หมายความว่า มันจะไม่ขาดดุลมากเท่ากับ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านตั้งไว้ ก็คือ ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ นั่นก็หมายความว่าท่านก็กู้น้อยลงเมื่อคิดเปึนเปอร์เซ็นต์นะคะท่านประธาน มันอาจจะ เปึนเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ๒.๐๗ ล้านล้านบาทนี้ก็ได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ตามที่พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะบอกไว้ก็ได้ ฉะนั้นเหตุผลนี้จึงเปึนเหตุผลที่ดิฉันตัดไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้มาดู รูปแบบที่ ๒ ที่ดิฉันคิดว่าไม่ผิดอ้ายนั่นก็ต้องมาผิดอ้ายนี่ ผิดอะไร ผิดก็คือว่าภาพรวม รายจ่ายประจํานั้นสูงเกินความจําเปึน สูงเกินกว่าที่จะเปึน คือจ่ายเกินกว่าความสามารถ ที่ท่านหาได้ ท่านบอกว่าท่านหาได้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ปรากฏว่ารายจ่ายประจํา ๑.๖๖ ล้านล้านบาท ก็คือชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็คืออะไรควร อะไรไม่ควรท่านไม่รู้ นั่นคือสิ่งแรกคือว่าท่านตั้ง งบประมาณหรือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยว่า ต้องใช้เงินถึง ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าถ้าท่านใช้ระบบจํานําก็ใช้เงินเพียง ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่สิ่งต่อไปคือตั้งเงินค่าสํารองฉุกเฉิน ซึ่งสูงเกินไปถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้ที่แล้วตั้งไว้ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ป้นี้ตั้งถึง ๔๗,๖๐๐ ล้านบาทมันเกินไปจะเอาไปใช้อะไรกันนักหนานะคะ สิ่งสุดท้ายที่ไม่ควร จะตั้งมากมายในงบประมาณ ป้ ๒๕๕๔ ก็คือว่างบกระทรวงกลาโหม ในขณะที่ ประเทศไทยนั้นยังยากจนอยู่เยอะเหลือเกิน มีสาธารณูปโภคก็ยังขาดอยู่ แต่ไปตั้งทําไม มากมายให้กับกระทรวงกลาโหม มันเกินไป สู้เอาเงินมาใช้ให้มันเกิดประโยชน์ ไม่ดีกว่าหรือคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงตัดลดงบประมาณที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ