สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

กรณี จาติกวณิช เสนอแนะให้พิจารณาในฐานะกรรมาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อให้การชี้แจงครอบคลุมและถูกต้อง นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการประมาณการรายได้ การดำเนินการงบประมาณ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการแก้ปัญหหนี้นอกระบบ และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการแก้ปัญหานี้ และจัดสรรบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อประชาชน

นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตเรียนว่าการพาดพิงบางเรื่อง โดยท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะครับ ไปพาดพิงทั้งในฐานะกรรมาธิการแล้วก็ได้มี การพาดพิงทั้งในฐานะบทบาทหน้าที่ของกระผมในตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เพราะฉะนั้นในการชี้แจงอาจจะชี้แจงทั้งในส่วนของการเปึนกรรมาธิการ และบางครั้งบางคราว อาจจะขออนุญาตท่านประธานชี้แจงในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ประเด็นแรก ก็คือท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรพงษ์ได้กล่าวถึง เรื่องของการประมาณการรายได้ แล้วก็เปึนที่มาของเหตุผลที่ท่านอ้างว่าเปึนเหตุผลที่ท่าน เสนอให้มีการตัดลดงบประมาณโดยรวมถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นตรงนี้ผมก็เกรงว่า พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายอยู่ฟังแล้วก็จะสับสน เพราะมันกลับกลายเปึนว่า การที่รายได้เราดีขึ้นเปึนเหตุผลที่ท่านสมาชิกมองว่าเราควรที่จะใช้จ่ายน้อยลง ทั้ง ๆ ที่ในความเข้าใจทั่วไปเหตุผลอย่างยิ่งที่ควรจะใช้จ่ายน้อยลงก็ในกรณีที่รายได้ ต่ํากว่าที่คาดว่าจะมี เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ผมคิดว่าฟังแล้วประชาชนอาจจะสับสน แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากจะชี้แจงเพราะท่านสมาชิกได้อ้างว่ารายได้ในส่วนของ งบประมาณป้ปัจจุบันคือป้ ๒๕๕๓ เดิมทีกําหนดไว้ในตัวพระราชบัญญัติว่าจะอยู่ที่ระดับ ๑.๓๕ ล้านล้านบาท ไป ๆ มา ๆ ท่านตั้งคําถามว่าทําไมรายได้ ณ ปัจจุบันทาง กระทรวงการคลังมีการประมาณการไว้ใหม่ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท เปึนการมั่วตัวเลขหรือไม่ ท่านใช้คํานี้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าท่านอาจจะไม่เข้าใจวิธีการ การจัดทําประมาณการรายได้รวมไปถึงท่านอาจจะไม่เข้าใจขั้นตอนวิธีการการพิจารณา งบประมาณ ในส่วนของงบป้ ๒๕๕๔ งบปัจจุบันที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ท่านก็ตั้งประเด็น คําถามไว้เช่นเดียวกันนะครับว่าทําไมประมาณการรายได้ไว้ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้ทางกระทรวงการคลังออกมาให้ประมาณการว่ารายได้ทั้งป้ ป้ ๒๕๕๔ น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ ๑.๗๒ ล้านล้านบาท เปึนการหลอกลวงหรือไม่ ทําไมไม่เอา ตัวเลขจริงมาให้ทางคณะกรรมาธิการหรือสมาชิกในสภาได้พิจารณา ผมขอเรียนอย่างนี้ ว่าการจัดทํางบประมาณป้ปัจจุบัน ป้ ๒๕๕๔ ขั้นตอนมันเริ่มตั้งแต่ต้นป้คือประมาณ เดือนมกราคม สิ่งแรกที่ทางรัฐบาลต้องนําข้อมูลมาใช้ในการพิจารณาการกําหนด งบประมาณที่เหมาะสมก็คือถามมาที่กระทรวงการคลังว่าเราคาดว่าเราจะสามารถจัดเก็บ ภาษีมีรายได้เข้าประเทศได้ในระดับประมาณเท่าใด ณ เดือนมกราคมตัวเลขที่ใกล้เคียง ความเปึนจริงมากที่สุดอยู่ที่ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท ก็มีการถกในประเด็นนี้กันพอสมควรว่า เราจะทําได้จริงหรือไม่ที่ระดับนั้น เราก็นํา ๑.๖๕ ล้านล้านบาทซึ่งเปึนประมาณการ สมมุติฐานรายได้ของประเทศมาใช้เปึนฐานในการคํานวณว่าเราควรที่จะมีงบรายจ่าย เท่าไร และนั่นก็คือที่มาของงบที่เราได้พิจารณากันตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากนั้นข้อเท็จจริงก็คือเศรษฐกิจดีขึ้น การจัดเก็บของประเทศชาติดีขึ้น สืบเนื่องมาจาก การส่งออกที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามา การบริโภค การลงทุนของประชาชน กลับดีขึ้นหมด เมื่อรายได้ดีขึ้นหน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของกระทรวงการคลังก็คือ ประมาณการตามข้อเท็จจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ท่านสมาชิกคงไม่ได้คิดใช่ไหมครับว่า เมื่อเรามีการประมาณการเดือนมกราคมแล้วหลังจากนั้นทุกอย่างต้องหยุดอยู่กับที่ คงไม่เปึนเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นแนวโน้มการจัดเก็บของรัฐบาลดีขึ้น เราก็ เสนอข้อเท็จจริงให้กับสาธารณชน ให้กับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ ไม่ได้เปึนการเสนอตัวเลขที่เปึนเท็จแต่อย่างใดนะครับ และท่านถามว่าเปึนไปได้อย่างไร ที่รายได้ในป้ ๒๕๕๓ ๑.๖๕ ล้านล้านบาท แต่รายได้ในป้ ๒๕๕๔ จะเปึน ๑.๖๕ ล้านล้านบาทเท่ากัน ตรงนี้ผมคิดว่าท่านเอง คงสับสนนะครับ ความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่ใช้ในการพิจารณาในกระบวนการ การพิจารณางบประมาณกับตัวเลขประมาณการที่น่าจะจัดเก็บได้จริง ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลง ตามพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นั่นคือประเด็นแรกนะครับ ซึ่งในที่นี้ผมคิดว่า เปึนข่าวดีสําหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนที่เราได้เห็นการจัดเก็บ เราได้เห็นรายได้ ของรัฐบาลดีขึ้นสืบเนื่องมาจากผลกําไรของผู้ประกอบการที่สูงขึ้นในระบบโดยรวม ตรงนี้ เปึนข่าวดีครับ ท่านเสนอให้เสมือนกับว่าเปึนประเด็นในเชิงลบในการบริหารจัดการ เศรษฐกิจ ซึ่งผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนจะสับสน

อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงก็คือ ท่านพูดถึงเรื่องของการเบิกจ่าย ตรงนี้ท่านสับสนจริง ๆ เพราะอย่างเช่นในกรณี ของการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง ท่านพูดแล้วหลายครั้งนะครับว่ามีการเบิกจ่ายไปเพียงแค่ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจผิดหรือท่านแกล้งที่จะไม่เข้าใจผิดเพื่อ สร้างความสับสน แต่ถ้าท่านลงไปศึกษาข้อเท็จจริงท่านจะเห็นว่า ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท คือโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ต้นจนจบ งานจบเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้า ท่านพูดถึงการเบิกจ่ายท่านจะต้องดูโครงการที่อยู่ในช่วงของการดําเนินการ ซึ่งเม็ดเงิน โดยรวมในการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็ง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ท่านผิดไปหลายเท่า แล้วก็เปึนความผิดที่มีนัยสําคัญ เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะเรียกคนอื่นว่ามั่วข้อมูลขอให้ท่านทําการบ้านของท่านให้ชัดเจน ในส่วนของการเบิกจ่ายงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณก็เช่นเดียวกัน ท่านพูด ถึงการเบิกจ่ายประมาณหลักแสนล้านบาทซึ่งเปึนส่วนของงบลงทุน ผมขอเรียนว่า ณ ปัจจุบัน ณ ประมาณกลางเดือนสิงหาคมมีการเบิกจ่ายงบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ คือป้ปัจจุบันไปแล้วเกือบ ๆ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนอัตราการเบิกจ่ายที่สูงมาก เมื่อสักครู่ ท่านต่อว่าข้าราชการกระทรวงผม แล้วก็เสนอเปึนสาเหตุที่ท่านอยากที่จะปรับลด งบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าข้าราชการ กระทรวงการคลังทุก ๆ คนตลอดช่วง ๑ ป้ที่ผ่านมา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ความซื่อสัตย์ และผมมีความภาคภูมิใจในข้าราชการกระทรวงการคลังทุก ๆ ท่าน

ท่านพูดถึงประเด็นของหนี้นอกระบบ ซึ่งความจริงไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง กับงบประมาณที่เรากําลังพิจารณาอยู่เลย เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจง ข้อเท็จจริง เพราะตัวเลขท่านก็มั่วอีกเช่นเดียวกัน ท่านพูดว่ามีการแก้ปัญหาให้กับลูกหนี้ ที่มาขึ้นทะเบียนแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ ราย ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงแล้วนะครับว่าตัวเลข ที่แท้จริงอยู่ที่กว่า ๔๐๐,๐๐๐ ราย ผมขออนุญาตเรียนนะครับ ตรงนี้ท่านดูหมิ่นดูแคลน นโยบายนี้ ผมไม่อยากที่จะไปเปรียบเทียบอีกครั้งนะครับว่าความพยายามในการแก้ปัญหา หนี้นอกระบบในรัฐบาลของคุณทักษิณที่ท่านชื่นชมประสบผลอย่างไร เพราะเปรียบเทียบ กันแล้วไม่ใกล้เคียงกับผลลัพธ์ที่ปรากฏเปึนข้อเท็จจริงในโครงการแก้หนี้นอกระบบ ณ ปัจจุบันของรัฐบาลชุดนี้ แต่ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่สําคัญที่ผมคิดว่าพวกเราควรจะรับรู้ เพราะเปึนวิธีการการเพิ่มเงินในกระเปิาให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่ต้องใช้เงินภาษี ไม่ต้องใช้เม็ดเงินจากงบประมาณ เปึนการเพิ่มเม็ดเงิน เราคํานวณว่าจาก ๔๐๐,๐๐๐ คน ที่ได้รับการโอนเข้าสู่การเปึนลูกหนี้ระบบธนาคารของรัฐบาลมีเงินในกระเปิาเพิ่มขึ้นจาก ดอกเบี้ยที่ลดลงเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่เคยชําระให้กับเจ้าหนี้นอกระบบถึงเดือนละ โดยเฉลี่ย ๑,๐๐๐ บาทต่อคน ๔๐๐,๐๐๐ คนที่เข้ามาในระบบ ณ วันนี้มีเงินในกระเปิา เพิ่มขึ้นเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อคนโดยเฉลี่ย ซึ่งเปึนเม็ดเงินที่ไม่ได้มาจากเงินภาษีของ พี่น้องประชาชน เปึนเม็ดเงินที่ไม่ได้มาจากงบประมาณ เปึนเพียงแต่นวัตกรรมที่เราสามารถ ที่จะใช้ธนาคารที่เปึนธนาคารของประชาชนอยู่แล้วที่เปึนรัฐวิสาหกิจ มาเปึนประโยชน์ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนตามเปัาหมาย วัตถุประสงค์ ถ้าคิด ในระดับมหภาค ผมขอเรียนว่าเม็ดเงินที่เราประหยัดให้กับพี่น้องประชาชนที่เราสามารถ โอนเข้ามาอยู่ในระบบของธนาคารได้ เปึนเม็ดเงินที่สูงถึงกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ เดิมทีเคยเปึนประโยชน์ที่นายทุนหนี้นอกระบบได้รับ ณ ปัจจุบันเปึนประโยชน์ที่มาแบ่งกัน กับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนที่เคยเปึนลูกหนี้ในการกู้ยืมจากแหล่งนอกระบบ ซึ่งโครงการนี้ก็เปึนโครงการที่เราจะเดินหน้าต่อไป ยังมีพี่น้องประชาชนที่ยังเดือดร้อน ในเรื่องของหนี้สินที่ยังรอการแก้ไข ซึ่งรัฐบาลก็จะดูแลต่อไปโดยใช้หลักการเดียวกันก็คือ ตราบใดที่พี่น้องประชาชนมี ความพร้อมที่จะมีความอุตสาหะพยายามช่วยเหลือตัวเอง รัฐบาลก็จะไม่ทอดทิ้ง นั่นเปึนเงื่อนไข และโดยเงื่อนไขที่จะพยายามไม่ให้เปึนภาระต่องบประมาณแผ่นดินด้วย นอกจากนั้นผมขออนุญาต ใกล้จะจบแล้วนะครับท่านประธาน ที่จะชี้แจงในประเด็นที่ ท่านได้พูดถึงหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ผมขอเรียนในประเด็นมหภาคนี้นะครับว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเรียนเมื่อสักครู่มีความจําเปึนจริงที่รัฐบาลต้องกู้ยืมเพื่อไป แก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจป้ที่แล้ว กระผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ การวัดว่า การก่อหนี้สุดท้ายแล้วเปึนภาระอย่างไรกับประเทศชาติ ต้องวัดผลของการใช้เงินที่ได้มา จากการกู้ยืม ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ เปึนข้อเท็จจริงว่าระหว่างสิ้นเดือนมีนาคม ป้ที่แล้วจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมป้นี้ ซึ่งเปึนช่วงที่เราต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เราได้มีการเพิ่ม หนี้สาธารณะจริงเพิ่มไปประมาณ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับฐานหนี้สาธารณะเดิม เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงระยะเวลานั้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี กลับปรับเพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ความหมายคืออะไรครับ ความหมาย คือเรากู้มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งผลในการกระตุ้นเพื่อขยายฐานเศรษฐกิจทําให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เพิ่มขึ้น และข้อเท็จจริงอีกอย่างก็คือระดับหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี ณ วันนี้ปรับลดลงแล้วจากระดับที่สูงที่สุดในช่วงป้ที่แล้วคือจาก ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง และเราสามารถที่จะยกเลิกการกู้ยืม พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าเรามีประสิทธิภาพในการที่จะใช้เม็ดเงินงบประมาณและ เงินกู้ส่วนที่ได้ดําเนินการไปแล้วส่งผลตามที่เราต้องการโดยไม่มีความจําเปึนต้องกู้ยืม เพิ่มเติม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็อยากที่จะเรียนไว้เปึนข้อมูล

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านได้ตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับว่าทําไมผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณางบประมาณ ผมขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้เราไม่ยึดติดต่อตําแหน่ง ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเมื่อเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วจะต้องเปึนประธานโน้น ประธานนี้ เราดูตามความเหมาะสม ในกรณีนี้ท่านไตรรงค์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่มี หน้าที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็เปึนที่ทราบกันดีว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องการพิจารณา งบประมาณมากกว่าผม เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ความเหมาะสมต่อบุคคล ต่อหน้าที่ เปึนวิธีการของท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะจัดสรรการใช้บุคลากรให้มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และเปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในระดับที่สูงที่สุด ขอบคุณครับ