สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีความเห็นว่าควรปรับลดลง 15% เนื่องจากมีหลายโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ และไม่มีบทบาทในการสร้างสรรค์

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เหตุที่ผมต้องสงวนคําแปรญัตติไว้แล้วผมได้ดูรายงาน ของคณะกรรมาธิการในเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีอยู่ ๒ รายการ คือแผนงาน ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับแผนงานบริหารกงสุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ งบของกระทรวงการต่างประเทศตั้งไว้ที่สํานักงานปลัดกระทรวงแห่งเดียวทั้ง ๒ แผนงาน คณะกรรมาธิการได้ปรับลดลงไว้เปึนเงินประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมก็ถือว่า ยังเปึนงบที่ตัดลงได้น้อยมาก พอไปดูในรายละเอียดของการที่คณะกรรมาธิการได้ปรับลด ผมก็เห็นว่ายังมีหลายโครงการท่านประธานครับที่น่าจะปรับลดลงไปได้อีก อย่างเช่น งบรายจ่ายอื่นของแผนงานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน การดําเนินงานการต่างประเทศตามยุทธศาสตร์เชิงรุกตั้งไว้ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านปรับลด ไป ๗๐ ล้านบาท ผมก็เข้าใจว่าท่านคงได้ถามกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่าการดําเนิน กิจการต่างประเทศในยุทธศาสตร์เชิงรุกคืออะไรจึงได้ปรับลดลงไป โครงการวิเคราะห์ นโยบายต่างประเทศและนโยบายสาธารณะอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อประเทศไทย ก็มีการปรับลดเช่นเดียวกัน ไปดูแผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศในกรอบพหุภาคี งบรายจ่ายอื่น เช่น ค่าใช้จ่ายในการดําเนินกิจการการประชุมความร่วมมือเอซีดี (ACD) ค่าใช้จ่ายในการเปึนเจ้าภาพจัดประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ําโขง ก็มีการปรับลด ค่าใช้จ่ายในการปรับความสัมพันธ์ กลุ่มประเทศอิสลาม ท่านไม่ได้ปรับลดครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับ ข้อพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยผมใคร่ขอปรับลดไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมก็ดู รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการครับ มีเพื่อนสมาชิกได้ขอปรับลดไว้ ถึงแม้หลายท่านจะไม่ขออภิปรายในชั้นนี้ก็ตาม แต่ดูจํานวนท่านที่ขอปรับลดมีตั้งแต่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มีอยู่ท่านหนึ่งขอปรับลด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมมาดูชื่อแล้วดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แต่ผมคงไม่ได้เห็นด้วยกับท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ว่าจะตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็เข้าใจ ว่าทําไมท่านถึงคิดอย่างนี้ มันน่าจะมีเหตุผล เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่เราดู ผลงานของกระทรวงการต่างประเทศ ท่านประธานครับ มีงบประมาณบางอันคือในเรื่อง การดําเนินนโยบายการทูตเชิงรุก ผมไปตรวจดูงบประมาณส่วนนี้เมื่อคราวก่อนครับ มีงบประมาณกลางป้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีงบประมาณส่วนนี้ ตอนนั้นเรียกว่า โครงการฟุ๋นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ จํานวน ๓๒๕ ล้านบาท เปึนงบกลางป้ ๒๕๕๒ ในงบประมาณ ๓๒๕ ล้านบาทนี้ปรากฏว่ามีการโอนไปที่ สํานักนายกรัฐมนตรี ผมจําตัวเลขไม่ได้น่าจะประมาณ ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วถามว่า งบประมาณส่วนนี้ที่บอกว่าที่จะสร้างภาพลักษณ์ของประเทศเสร็จแล้วโอนไปที่ สํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรีเอาไปทําอะไร ท่านประธานครับ ทราบว่า ตอนหลังนี่เอาเงินไปให้จังหวัดต่าง ๆ ร้องเพลงชาติอย่างที่พวกเราเห็นครับ แทนที่จะร้อง ตอนเช้าเอาธงขึ้น ให้ไปร้องตอนเอาธงลงตอนเย็นครับ แล้วอย่างไรจนถึงป์านนี้มันเกิด ภาพลักษณ์ประเทศมันดีขึ้นไหมครับ งบประมาณอย่างนี้นะครับ ไม่ได้เกิดประโยชน์ อะไรเลย ตั้งไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศเสร็จแล้วโอนไปที่สํานักนายกรัฐมนตรีใช้ นอกจากเอาไปร้องเพลงชาติแล้วทราบว่ายังมีรัฐมนตรีบางท่านก็ใช้งบประมาณที่โอนไป นี่แหละไปไหนครับ ไปดําเนินการกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่าไปไล่ล่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ หลายท่านครับใช้งบส่วนนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยที่ กรรมาธิการปรับลดเพียงแค่นี้ ในเรื่องรายละเอียดต่อไปที่อยากจะพูดเพราะว่าที่ผม ไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ คือเวลาเราพิจารณางบประมาณแน่นอน ๑. เราต้องดูว่า เขาต้องการเงินไปทํางาน ๒. ต้องมีการบริหารจัดการ พูดในเรื่องของกระทรวงก็คือ ต้องมีนโยบาย ท่านประธานครับ ๓. คือมีตัวบุคคลที่จะไปทํางานตามเงินและนโยบาย ที่รับรองไว้ เงินของกระทรวงการต่างประเทศไม่มากครับ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ถามว่า ยังปรับลดได้อีกเพราะอะไรครับ เพราะระยะที่ผ่านมานี่เราไม่ค่อยเห็นบทบาทของ กระทรวงการต่างประเทศในทางที่มันสร้างสรรค์เท่าไรเลยผมจําได้ผมถามกรรมาธิการ หลายท่านเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศมาชี้แจง มีกรรมาธิการท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟัง เขาถามเลยทําไมที่กระทรวงต่างประเทศ ได้ยินแต่ว่ามีแต่เรื่องไล่ล่าทักษิณ แค่นั้นแหละครับ เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงเล่าหลายเรื่องออกมาให้ฟังว่าท่านเหล่านั้นที่ไปเกี่ยวข้องกับท่านทักษิณ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดําเนินการอย่างนี้นะครับ ผมจึงเห็นว่า มันน่าจะมีปัญหาในส่วนที่ ๒ คือ ๑. เรื่องเงินแหละ ที่จริงถ้ากระทรวงการต่างประเทศ ถ้ามีความสําคัญ แล้วเงินมันน้อยเราน่าจะเพิ่มได้มากกว่านี้ หลายประเทศรัฐมนตรีที่มี ความสําคัญถัดจากท่านนายกรัฐมนตรีก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ของเรา มันเปึนเพราะอะไรก็ไม่ทราบ แต่ผมคิดว่าที่มันเปึนอย่างนี้ก็เพราะว่าถ้าจะดูจากผลงาน ของกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศ มันไม่ได้ประสบ ความสําเร็จอย่างที่เห็นนี้เลย ผมอยากจะสรุปง่าย ๆ ท่านประธานครับ เพราะมีคนสรุปให้ ดูแล้วคือเขาบอกว่าตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศท่านปัจจุบันคุณกษิต ภิรมย์ มาเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศมหาอํานาจเสื่อมลงเปึนอย่างมากจนน่าเปึนห่วง ไม่ใช่ผมพูดครับ เปึนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านที่สนใจไปอ่าน บทความของท่านก็ได้ลงในมติชนต่อเนื่องกันมาหลายฉบับ ทําไมเขาจึงพูดอย่างนี้ครับ ผมก็ไปไล่ดูว่าตรงไหนบ้างที่มันเปึนปัญหาอย่างท่านพูด ท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่า ประเทศจีนเอง ประเทศจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเรามาก ความสัมพันธ์ระหว่างเรา ก็ถือว่าเปึนความสําคัญพิเศษแหละ แต่ประเทศจีนก็มีปัญหากับเราเหมือนกัน เพราะการที่เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับตําแหน่ง การไปเยี่ยมเยือนประเทศจีนกับ ประเทศฮ่องกงกับประเทศญี่ปุ์นนี่มันมีพิธีการทางการทูตอยู่นะครับว่าควรจะไปที่ไหนก่อน ท่านก็ไม่ระมัดระวัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่บอกนายกรัฐมนตรีให้ทราบว่าควรจะไป ที่ไหนก่อน เปึนเหตุให้จีนเคืองอยู่เหมือนกัน มหามิตรของเราสหรัฐอเมริกามีปัญหาไหม ไม่น่าเชื่อครับท่านประธาน ผมก็จําได้หลายครั้งแต่ครั้งที่สําคัญก็คือตอนที่ครั้ง นายเคิร์ท แคมปีเบล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา มาที่ประเทศไทย แล้วก็ขอพบนักการเมืองฝ์ายค้าน พบผู้นําทางสังคม แต่ข่าวไม่ได้ออก ข่าวออกแต่เพียงว่าพบผู้นํา พบนักการเมืองฝ์ายค้าน แล้วก็ไปพม่า ขณะที่เรากําลังมี ปัญหากับพม่า ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแคมปีเบลไปที่พม่ามา กลับมาแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านกษิตก็เรียกเข้ามาพบบอกว่า รัฐบาลไทยไม่พอใจสิ่งที่สหรัฐอเมริกากําลังทําอยู่ โดยบอกว่ารัฐบาลไทยเสียหน้าที่ผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปพบกับฝ์ายค้านมากกว่าที่จะให้ความสําคัญ กับรัฐบาลไทย และแถมยังบอกเขาด้วยว่าในกลุ่ม นปช. ที่กําลังเคลื่อนไหวอยู่นั้น มีนักลัทธิมาร์กซ์-เลนินที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วก็บอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณต้องการ สร้างการเมืองระบบพรรคเดียวให้เกิดให้เปึนแบบเบ็ดเสร็จ พูดอย่างนี้ยังกลับนึกว่า สหรัฐอเมริกาเขาไม่รู้อะไร ๆ เกิดขึ้น เห็นไหมครับไปต่อว่ามหามิตรเขา ขณะที่เขาเองยุให้ เรามีเรื่องกับพม่าแล้วเขาก็รีบไปหาพม่า แล้วอย่างไร วันนี้เปึนอย่างไรล่ะครับ นี่คือปัญหา ที่มันเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นนะครับ ฝรั่งเศสก็มีปัญหา ภาคเอกชน เขาจะเชิญอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปกล่าวปาฐกถา ท่านก็ขอให้สถานทูตไปกดดัน กระทรวงการต่างประเทศไม่ให้ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเข้าไปปาฐกถาที่นั่น ท่านคงลืม ไปว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสนั้น นายแบร์นาร์ด กุชแนร์ เปึนผู้นําแพทย์ที่หลายท่านคงได้ยินชื่อดีที่ชื่อว่าเปึนกลุ่มแพทย์เมดแซงซองฟรองทิแยร์ หรือดอกเตอร์ริชาร์ดฟรองทิแยร์ก็คือเปึนกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดนนั่นละซึ่งเขาทํางานเรื่อง การกุศลมาอยู่ตลอด นี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาถือว่าเรื่องนี้เปึน เรื่องเสรีภาพของประชาชนเขา แล้วเราก็ไปทําให้เขามีเรื่องกับเรา กับมหาอํานาจ มีหลายประเทศครับ แต่ที่สําคัญก็คือเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานครับ จนป์านนี้นายกรัฐมนตรียังไปเยือนพม่าไม่ได้นะ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าอยู่จนครบวาระจะได้ไป พม่าไหม ซึ่งมันผิดประเพณีทางการทูตในกลุ่มประเทศอาเซียนเปึนอย่างมาก ถามว่า ทําไมจนวันนี้พม่ายังไม่เชิญนายกรัฐมนตรีของเราไปเยือนเปึนทางการ ก็มันมีพวก อาชญากรสัมพันธ์อย่างนี้แหละ ก็เพราะที่เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่างนี้แหละ กับประเทศลาว ท่านประธานเชื่อไหมครับ ลาวซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมา อยู่ตลอด หลายท่านไม่ได้สังเกต ผมนี่สังเกตครับ ตอนที่มีการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ คนลาว ซึ่งเคยเชียร์ทีมฟุตบอลไทยมาอยู่ตลอดหันไปเชียร์ทีมของเวียดนาม พม่า กัมพูชา จนกระทั่งทีมไทยตกรอบแรกซึ่งไม่เคยมีครับ อย่างนี้มันแปลว่าอะไรล่ะ ก็แปลว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเราแม้กระทั่งลาวก็ยังมีปัญหา ประเทศที่มีปัญหากันมามากก็คือ กัมพูชา ท่านประธานทราบไหมครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาบอกว่า ไทยจะยืนยันแบบคัดค้าน การที่เขมรจะขอพระวิหารขึ้นเปึนมรดกโลก จะคัดค้านตราบเท่าที่เรื่องทางพรมแดนไม่สําเร็จ ผมก็อยากจะบอกว่าถ้าทํากันอย่างนี้ชาติหน้าก็ไม่เสร็จครับ นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ ยังมีอีกหลายเรื่องครับท่านประธาน เวลาท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ก็อยากจะถามท่านเหมือนกัน ตอนมีหนังสือที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศเขียนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา ตอนที่ท่านพูดว่าเปึนกุ๊ย แล้วก็อภิปรายในสภาว่านี่เปึนนักเลง ตอนหลังก็คงจะนึกได้กระมังว่าไม่น่าจะใช้คําอย่างนี้ ก็ทําหนังสือไปขอโทษท่านนายกรัฐมนตรีเขมร ในหนังสือนี้ท่านก็บอกว่าคําที่ท่านพูด ในสภาว่านายกรัฐมนตรีฮุนเซนเปึนนักเลงแปลว่าอะไรครับ ท่านเขียนไปก็บอกว่าคําว่า นักเลง ที่ท่านรัฐมนตรีกษิตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องการพูด หมายความว่า ท่านนายกรัฐมนตรีฮุนเซนเปึนคนที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ไลออน ฮาร์ท (Lion heart) ผมก็คงแปลว่า หัวใจสิงห์ เปึนคนกล้าหาญและเปึนสุภาพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ต่อไปนี้เวลาผมเรียกใครกุ๊ย อ้ายนักเลง แปลว่าเขาเปึนคนที่หัวใจเด็ดเดี่ยวมาก เปึนคนกล้าหาญมาก เปึนสุภาพบุรุษยิ่งใหญ่มาก ผมจะได้เอาอย่างนี้บ้างว่าท่านกษิต ภิรมย์ เปึนกุ๊ย แปลว่า กล้าหาญมากใช่ไหมครับ แล้วนึกว่าเขาไม่รู้เขียนไปอย่างนี้ เขียนไม่ได้ นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งหมดนี่ก็คือ ว่างบประมาณที่กรรมาธิการปรับลดเพียง ๒๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้เกิดประโยชน์หรอก มันมีอีกหลายเรื่องที่เกิดเรื่องพิลึก ๆ ขึ้นมาอยู่กระทรวงการต่างประเทศ มีหลายเรื่องครับ ท่านประธาน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกท่านหนึ่งก็พูดว่าเอ็มโอยู เรื่องสิทธิที่ปักปันทับซ้อนในอ่าวไทยกว่าเจรจากันได้มันใช้เวลาเปึนสิบ ๆ ป้ รัฐบาลนี้ก็ไป ยกเลิกเขา แล้ววันนี้อะไรเกิดขึ้นเราจะแก้ปัญหากันไม่ได้ ผมคิดว่าที่ปัญหามันเกิดขึ้น อย่างนี้และน่าเสียดายว่างบประมาณที่ตั้งไว้ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เข้าใจ ข้อมูล ได้เห็นข้อมูลว่าที่ท่านตั้งไว้หลายเรื่องมันจะไม่เกิดประโยชน์ มันจะไม่สําเร็จ เพราะอะไรครับและน่าเสียดายเงินที่ตั้งไว้ ก็เพราะตราบใดที่ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศท่านนี้ดําเนินนโยบายอย่างนี้อยู่ มันไม่มีทางจะสําเร็จ เมื่อมันไม่สําเร็จ แล้วจะให้เงินไปทําไมล่ะครับ เอาไปทําอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการพิจารณาตัดลดมาเพียงแค่นี้ ปรับลดได้มากกว่านี้ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผมเสนอว่า ที่จริงสภาแห่งนี้ก็เคย พูดอยู่หลายครั้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้มีปัญหา ไม่สามารถ ที่จะดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ดีต่อไปได้และจะเกิดปัญหาให้กับประเทศไทย เพราะอะไร เพราะว่าดูเหมือนภาระหน้าที่ของท่านที่ทําอยู่เรื่องเดียวก็คือไล่ล่าทักษิณเท่านั้น นี่คือเปึนเหตุที่ทําให้เรามีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเสื่อมลง กับมหาอํานาจ ก็เสื่อมลง แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับที่จะให้งบประมาณหลายส่วนที่บอกว่าเอาไปทํา เรื่องการดําเนินการต่างประเทศในยุทธศาสตร์เชิงรุก ไปวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ นโยบายสาธารณะที่อาจกระทบต่อประเทศไทย ไปใช้จัดประชุมยุทธศาสตร์อิระวดี ขนาดเพื่อนบ้านยังไม่ได้แล้วจะสร้างไปทําไม ปรับลดมากกว่านี้ได้ครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ นี่คือเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วว่าผมไม่เห็นด้วยผมจึง ขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศลงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน