สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการเสียงข้างน้อย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันรายได้เกษตรกร โดยเน้นย้ำว่าโครงการนี้รากหญ้าไม่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากเกษตรกรที่มีที่นาหรือไร่แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่สามารถขึ้นทะเบียนและเก็บภาษีได้ นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการกำหนดราคาข้าวหอมมะลิที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมมะลิได้รับผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาต ในการปรับลดกระทรวงการคลัง ซึ่งงบประมาณตั้งไว้ ๒๐๙,๑๑๙ ล้านบาท ซึ่งในส่วนที่ผม จะได้อภิปรายในการปรับลดก็คือการประกันรายได้เกษตรกร การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกมันสําปะหลัง ซึ่งวันนี้มีปัญหาเปึนอย่างมาก ในสมัยที่ ท่านทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรี พี่น้องประชาชนคิดถึงท่านทักษิณเปึนอย่างมาก ท่านประธานครับ เขาบอกว่าเศรษฐกิจแย่คนแก้ต้องทักษิณ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พยายามบอกว่าขณะนี้เศรษฐกิจดีแล้ว เศรษฐกิจดีขึ้น ผมถามว่ามันดีตรงไหนครับ จีดีพีเพิ่มขึ้น แต่ว่าเงินในกระเปิาสตางค์พี่น้องประชาชนลดลง ชาวไร่ชาวนา ตามี ยายสี ยายมา อยู่ที่ชนบทลําบากครับ ซึ่งตอนท่านทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจดี ลูกหลานมีงานทํา เขาบอกว่าเด็กแต่งงานกัน แล้วคนแก่มีลูก คนแก่อยู่ที่บ้านก็พยายาม ได้เป่ดอู่ ไม่ใช่อู่ซ่อมรถนะครับ เป่ดอู่เลี้ยงหลานได้อู่ละ ๒,๐๐๐ บาท มีหลาน ๓ คน ได้เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท วันนี้ไม่ได้สตางค์ครับ เลี้ยงหลานแล้วก็ต้องจ่ายสตางค์ ให้หลานด้วย วันดีคืนดีลูกอยู่กรุงเทพฯ ก็โทรศัพท์บอกแม่รถจะมากรุงเทพฯ ช่วยสีข้าว ฝากส่งมาด้วย นี่ละครับเศรษฐกิจแย่ครับ และเจ้าของร้านโดยเฉพาะพ่อค้าประชาชน เจ้าของร้านก็ขายของไม่ได้ ประชาชนก็เดือดร้อนครับ กําลังจะตายกันหมดแล้วครับ ป้ ๒๕๔๗ ป้ ๒๕๔๘ ตอนท่านทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจดี กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้ กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ชาวไร่ชาวนา มีเงินครับ ข้าวก็เปึนราคา มันก็เปึนราคา ยางพาราก็เปึนราคา วัวก็เปึนราคาครับ ตอนนั้น มีสโลแกนที่พี่น้องประชาชนบอกนะครับว่าข้าวแสนละสองพัน มันกิโลละห้า ยางพารา กิโลละร้อย บักหูย้อยตัวละแสน ตอนนั้นสมัยท่านทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรี พอท่านทักษิณ ชินวัตร ออกจากนายกรัฐมนตรี วัวก็ราคาตก พี่น้องก็ต้องขายวัวใต้ถุนบ้าน เพื่อจะสู้กับเศรษฐกิจ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สอบถามชาวบ้านในขณะที่ลงไปพื้นที่ไปช่วยงานชาวบ้าน ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์เปึนผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ซึ่งในป้ที่ผ่านมาได้ใช้เงินไปประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร ถามว่าโครงการประกันรายได้ เกษตรกรดีไหม ดีครับ แต่ส่วนที่เสียหายผมอยากจะฝากถึง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วยนะครับว่าโครงการนี้รากหญ้าไม่ได้รับประโยชน์ เพราะว่าคนจน ๆ ไม่มีเอกสารสิทธิ มีที่นาครับ มีที่หัวไร่ปลายนาแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ วันนี้อยากจะให้ท่าน ยิงป๋นนัดเดียวได้นก ๒ ตัว ก็คือให้องค์การบริหารส่วนตําบลได้ให้เกษตรกรที่มีที่นาที่ไร่ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิมาขึ้นทะเบียนและเก็บภาษี และให้สามารถเอาใบที่เสียภาษีนั้นมา ขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ก็จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ซึ่งในขณะนี้การขึ้นทะเบียน เกษตรกรในป้ที่ผ่านมาเกิดการสับสน พี่น้องหลายคนบอกว่าอย่าไปขึ้นทะเบียน เดี๋ยวรัฐบาลจะยึดนามึง อย่าไปขึ้นทะเบียนเดี๋ยวเขาจะเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งในอดีตการเก็บภาษี เกษตรกรมีที่นา ๑๐ ไร่ก็จะยกเว้นให้สัก ๓ ไร่ เพื่อจะทําเขียงนา เพื่อจะทําที่แปลงปลูกหญ้า แต่วันนี้ ๑๐ ไร่เขาบอกว่าต้องเสียภาษี ๑๐ ไร่ เพราะเกษตรกรไม่ได้นอนที่นาครับ นอนที่บ้านเลยต้องเสียภาษีเต็ม ซึ่งโครงการประกันรายได้เกษตรกรวันนี้เกิดการลําเอียง ๒ มาตรฐานครับ ๒ มาตรฐานอย่างไรผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่า การลําเอียงก็คือ พี่น้องเกษตรกรภาคอีสานมีข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก แต่ท่านกําหนดราคาให้กิโลกรัมละ ๑๕ บาท เกษตรกรที่อีสานจะทํานาเก่งขนาดไหนท่านก็ให้สูงสุด ๑๔ ตัน ส่วนต่างรายได้ จากเกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมมะลิป้นี้คนที่ได้มากที่สุด ๑๔ ตัน ได้ ๒๒,๐๐๐ บาท ที่มีนา ๔๐ ไร่ขึ้นไป ผลผลิตต่อไร่ประมาณ ๓๐๐ กิโลกรัม ๓ ไร่ได้ประมาณ ๑ ตัน ๑๔ ตัน ได้ ๒๒,๐๐๐ บาท คือตันละ ๑,๕๘๐ บาท นี่คือได้มากที่สุดนะครับ คือเกษตรกรที่ขายข้าว ช่วงวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม และนอกจากนั้นก็ลดลงเหลือ ๕๓๐ บาท แล้วหลังป้ใหม่ ก็ไม่ได้สักบาท ซึ่งผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการติดตามบริหารงบประมาณก็ได้ประสานงาน กับส่วนราชการกระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทําเรื่องถึง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับก็ขอให้ปรับราคาให้ ซึ่งเกษตรกรก็ได้รับประโยชน์จาก โครงการนี้คือได้รับผลการตอบแทนที่เท่ากัน ซึ่งในป้นี้ถ้าจะทําจริง ๆ ก็อยากจะบอกว่า โครงการประกันรายได้ส่วนที่เท่ากัน อย่าบอกว่าส่วนต่างรายได้ เพราะขณะนี้ในพื้นที่ ทะเลาะกันครับ บางคนก็ได้มาก บางคนก็ได้น้อยและส่วนที่ไม่ได้เลยก็คือเกษตรกรที่เช่า นาเขาทํา วันนี้เจ้าของนาไม่ให้เช่าครับ เจ้าของนาทําเองครับ เพราะเจ้าของนาคิดว่าได้ ส่วนต่างรายได้ ซึ่งวันนี้คนอีสานเสียเปรียบอย่างมาก นา ๔๐ ไร่ได้ข้าว ๑๔ ตัน คูณตันละ ๑,๕๘๐ บาท สูงสุดได้ ๒๒,๐๐๐ บาท แล้วก็ลดลงมาเหลือ ๕,๓๐๐ บาท และลดมาไม่ได้เลย นะครับนี่คือข้าวหอมมะลิ ถ้าใครปลูกข้าวเหนียวจะได้ตันละ ๓๓๐ บาท และสุดท้าย หลังป้ใหม่ก็ไม่ได้เลย ส่วนมันได้ตันละประมาณ ๔๐ บาท เกษตรกรภาคอีสานได้สูงสุด รายละ ๒๒,๐๐๐ บาท แต่ผมจะเปรียบเทียบให้ท่านฟังว่าเกษตรกรภาคกลางได้เปรียบ คนอีสานมาก ซึ่งรัฐบาลจะต้องทบทวนว่าในขณะที่ท่านไปกู้สตางค์มา คนไทยเปึนหนี้ คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลโครงการประกันรายได้คนอีสาน ได้ ๒๒,๐๐๐ บาท แต่คนภาคกลางได้ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว ได้ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อย่างไรก็จะกราบเรียนท่านว่าคนภาคกลางปลูกข้าวนาปรังคนละ ๒๕ ตัน ได้ส่วนต่างตันละ ๒,๐๐๐ ตัน ๒๕ ตันได้ ๕๐,๐๐๐ บาท ในครอพ (Crop) ที่ ๑ แล้วหลังจากนั้นทํารอบที่ ๒ ได้ส่วนต่างตันละ ๒,๗๐๐ บาท