สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

ฐิติมา ฉายแสง พูดถึงปัญหาการบริหารหนี้สาธารณะ โดยระบุว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ หากไม่ได้รับการบริหารอย่างเหมาะสม และเรียกร้องให้สํานักบริหารหนี้สาธารณะต้องมีหน้าที่ในการติดตามและตรวจสอบการบริหารหนี้สาธารณะอย่างจริงจัง และขอให้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะและกระทรวงการคลังชี้แจงรายละเอียดการบริหารหนี้สาธารณะอย่างชัดเจน

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานคะ ในกระทรวงการคลังนั้นดิฉันมีความสนใจในปัญหาของเรื่องหนี้สาธารณะ มีความ เปึนห่วงเปึนใยอย่างยิ่งก็เลยจะต้องการพูดถึงเรื่องสํานักบริหารหนี้สาธารณะค่ะ ซึ่งดิฉัน ขอตัดงบประมาณไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เปึนการตัดเพียงเพื่อที่จะอภิปรายเท่านั้นค่ะ ท่านประธาน เพราะดิฉันทราบดีว่างบประมาณใน ๑๘๙,๘๑๙.๙๖ ล้านบาทนั้น มันประกอบด้วยอะไรบ้าง มันเปึนการชําระเงินกู้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ๑,๒๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว แล้วก็สํานัก บริหารหนี้เองเขาอีก ๕๐๐ กว่าล้านบาท รวมกันแล้วก็ ๑๘๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ดิฉัน ทราบดี แต่ว่าหนี้สาธารณะนั้นมันเปึนเรื่องที่สําคัญมากค่ะท่านประธานในระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบัน เพราะว่าหลายประเทศทีเดียวในยุโรปนั้นประสบกับปัญหาหนี้สาธารณะว่า มันสูงเกินศักยภาพของประเทศเหล่านั้นจะใช้หนี้ได้หรือรับได้ อาจจะเรียกว่าประเทศนั้น เปึนหนี้มากเกินไป เช่น เราเคยพูดกันไว้อยู่เหมือนกันว่าประเทศกรีซนั้นมีหนี้สาธารณะถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านยูโร หรือว่า ๑๔ ล้านล้านบาท ประมาณนะคะ คิดเปึน ๑๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ประเทศกรีซจึงถูกไอเอ็มเอฟนั้นแนะนําให้ลดรายจ่ายงบประมาณเพื่อแก้ไข ปัญหาหนี้สาธารณะที่เกินเกณฑ์ แต่ว่าวิกฤติแบบนี้มันไม่ได้อยู่แค่ประเทศกรีซค่ะ ท่านประธาน มันลามไปทั่วยุโรปเหมือนกัน อย่างเช่น ประเทศที่ประสบอยู่ด้วย เช่น โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลีหรือสเปนก็ต้องลดงบประมาณรายจ่ายลง เพราะว่ายุโรป เขาตระหนักว่ารายจ่ายที่มากเกินไปนั้นมันอาจจะไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในที่สุดได้ ทีนี้ท่านประธานคะ เรามาดูประเทศไทยบ้างว่าหลังจากเกิดการทํารัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ นั้น รัฐบาลจัดงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอด จึงต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล รวมตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐-๒๕๕๓ รวมแล้วมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลถึง ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑.๑ ล้านล้านบาทนั่นเอง ท่านประธานคะ อย่างเช่น ป้ ๒๕๕๐ กู้เพื่อชดเชย ขาดดุลถึง ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๑ อีก ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๒ ๔๔๐,๐๐๐ บาท ป้ ๒๕๕๓ อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันแล้วมันเข้าไป ๑.๑ ล้านล้านบาท แล้วท่านประธาน มันก็เลยน่าเปึนห่วง ทีนี้ยอดนี้มันไม่รวมเงินกู้ พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินกู้จากต่างประเทศอีกหลายหมื่นล้านบาทยังไม่รวม เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้ว ก็สามารถพูดได้ว่าเงินกู้ต่าง ๆ มันเปึนส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน ๔ ป้ที่ผ่านมา ท่านประธานคะ ทีนี้ในฐานะที่สํานักบริหารหนี้สาธารณะนั้นเปึน หน่วยงานที่ทําหน้าที่บริหารหนี้สาธารณะตามชื่อเขาเลย ถามว่าสํานักนี้ต้องทําอะไร เขาก็ต้องคอยคํานึงถูกไหมคะ ต้องคอยเฝัาติดตามภาวะการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอยู่ แล้วก็ต้องส่งสัญญาณเตือน เตือนไปที่สํานักงบประมาณด้วย เตือนไปที่รัฐวิสาหกิจด้วย เตือนไปที่รัฐบาลต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ท่านประธานเชื่อไหมคะว่าป้ที่แล้วดิฉันเปึนกรรมาธิการ งบประมาณ ก่อนที่จะไปพิจารณางบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ป้ที่แล้วก่อนที่จะไปในสภาแห่งนี้ เราได้ผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ พ.ร.บ. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นความห่วงใยในเงินกู้เหล่านั้น ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบ งบประมาณมันจึงมีมากเหลือเกินในหมู่ ส.ส. หรือในหมู่คณะกรรมาธิการ เงินกู้พวกนี้ มันจําเปึนต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย แต่การจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้มันต้องไปตั้งไว้ ในงบประมาณรายจ่ายประจํา ท่านประธาน ทีนี้เมื่อสํานักบริหารหนี้สาธารณะเขาเข้ามา ชี้แจงเมื่อถึงหน้าที่ของเขา เขาเข้ามาชี้แจง ดิฉันก็ถามเขาในที่ประชุม ถามผู้ชี้แจงว่าได้ตั้งดอกเบี้ยของงบไทยเข้มแข็งนี้ไว้หรือเปล่า ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่มานี่นะคะ เขามองหน้ากันไปแล้วก็มองหน้ากันมาแล้วก็ตอบไม่ได้ เราเองเราเปึนกรรมาธิการขณะนั้นเราก็งงว่าทําไมคําถามง่าย ๆ แบบนี้ตอบไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นสุดท้ายเราก็บอก อย่างนั้นทางสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะนี่กลับบ้านไปก่อน ดีกว่าไหม ไปตั้งสติก่อนแล้วกลับมาบอกเราว่าดอกเบี้ยที่เกิดจากการใช้โครงการไทยเข้มแข็ง หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั้นท่านเปึนเท่าไร หรือว่าท่านไว้ที่ไหน ตั้งไว้ หรือเปล่า เพราะมันไม่เจอ เราหาอยู่ในเอกสารงบประมาณต่าง ๆ เราหาไม่เจอท่านประธาน เพราะฉะนั้นเขาเลยกลับไป พอกลับมารอบสองก็มาตอบว่าดอกเบี้ยจ่ายนั้นเขาจะเอาจาก เงินคงคลัง ท่านประธานคะ ก็เกิดคําถามกันในหมู่กรรมาธิการมากมาย ณ ขณะนั้น เกิดคําถามว่าเวลากู้ไม่เอาเงินเข้าคลัง เพราะมันเปึน พ.ร.ก. กู้ พ.ร.บ. กู้ ซึ่งอยู่นอกวิธี งบประมาณ เราท้วงติงในสภาบอกว่าแบบนี้มันตรวจสอบไม่ได้ ไม่เอาเงินเข้าคลัง แต่พอจ่ายดอกเบี้ยจะมาเอาเงินคลัง เพราะฉะนั้นถามว่าถูกต้องหรือคะแบบนี้

สุดท้ายสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ตอบคําถามว่าตั้งงบดอกเบี้ยไว้ หรือเปล่าเขาก็ตอบว่าเขาไม่ได้ตั้งไว้ในงบประมาณเลย ท่านประธานคะ การกู้เงิน พ.ร.ก. ต่าง ๆ ตอนนั้นมันเกิดขึ้นก่อนที่จะไปเปึนกรรมาธิการ เกิดขึ้นก่อนที่จะพิมพ์ เอกสารงบประมาณ เพราะฉะนั้นสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือกระทรวงการคลัง นั้นนี่ต้องรู้ว่าตัวเองนั้นทําอะไร จะกู้เงินมากขนาด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ขณะนั้นมัน ต้องรู้สิว่าจะต้องใช้ดอกเบี้ยเท่าไรหรือทําอะไรบ้าง อันนี้มันทําให้ดิฉันไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อมั่น ในกระทรวงการคลัง ไม่เชื่อมั่นในสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะที่ต้องมีวิสัยทัศน์ ท่านประธานคะ ต้องมีวิสัยทัศน์ดิฉันขอพูดย้ํานะคะ มันเลยเหมือนกับว่าเปึนเรื่องที่ ขณะนั้นรัฐบาลอยากจะกู้เหลือเกิน กู้เงิน กู้เงิน แต่ไม่คุยกันเองในกระทรวงการคลัง ไม่คุย กันเองในสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะซึ่งเปึนสํานักงานที่มีงบประมาณอยู่เยอะมาก แล้วต้องบริหารเพื่อประเทศชาติ ทีนี้เวลาที่ดิฉันอภิปรายมาถึงตรงนี้นะคะท่านประธาน มันเกิดคําถามว่าเงินจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๓๔๖.๑ ล้านบาท ในงบประมาณป้ ๒๕๕๔ นั้น ท่านเอาเงินจากคลังไปแก้ปัญหาหนี้ ดอกเบี้ย พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยหรือไม่ เพราะว่าท่านไม่เคยชี้แจงให้ทราบนะคะท่านประธาน เงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านเอาเงินไปใช้อะไรเปึนรายละเอียดเปึนอะไรบ้างพอจะบอก ได้ไหม นี่คือคําถามที่ ๑ ที่อยากจะถามท่านกรรมาธิการนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็นั่งอยู่และท่านเปึนกรรมาธิการด้วยท่านคงจะ ตอบดิฉันเรื่องนี้ได้นะคะคําถามที่ ๑ และเมื่อพูดถึงดอกเบี้ยท่านประธานคะ ดิฉันสงสัยว่า จากตาราง ๓-๑๓ งบประมาณรายจ่ายในเล่มงบประมาณโดยสังเขปที่ ส.ส. จะต้องได้อยู่ ในมือ ในหน้าที่ ๖๖ จากเล่มงบประมาณโดยสังเขปนี้นะคะ ท่านตั้งไว้ว่ารายจ่ายดอกเบี้ย นั้นตั้งไว้ที่ ๑๗๘,๘๖๑.๕ ล้านบาท เกิดคําถามอย่างนี้ค่ะว่าเปึนดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ ของกระทรวงการคลังโดยตรง ไม่ว่าจะเปึนดอกเบี้ยที่เกิดภายในประเทศหรือดอกเบี้ย ที่เกิดจากต่างประเทศก็ตาม ท่านรวมดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้เงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่มาของบประมาณหรือเปล่า เช่น ธนาคาร ธ.ก.ส. หรือว่าเอสเอ็มอี แบงก์ หรือว่า การเคหะแห่งชาติ หรือว่า อ.ต.ก. หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ ขสมก. การรถไฟแห่งประเทศไทย เปึนต้น กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มาของบประมาณเขาก็กู้เหมือนกัน ดอกเบี้ยเกิดจากการกู้ของของเขามันอยู่ที่ไหน ตรงไหน มันเปึนหนี้สาธารณะเหมือนกัน ค่ะ และภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจยังมีอีกท่านประธานคะ รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้มาของบประมาณอีกมันก็มี เช่น การบินไทย กฟผ. ปตท. มีอีกนะคะ แต่กลุ่มนี้ เปึนกลุ่มที่ไม่ได้มาขอเขากู้เงินเหมือนกันเขาก็มีดอกเบี้ยซึ่งเขาสามารถที่จะจ่ายเงินเองได้ ไม่ต้องมาของบประมาณ แต่กระทรวงการคลังต้องค้ําประกัน อันนี้ก็เปึนหนี้สาธารณะเช่นเดียวกันที่สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะยังไม่ได้ชี้แจงให้เรา เข้าใจ กรรมาธิการคงจะถามอยู่ในชั้นกรรมาธิการเหมือนกัน ก็คงจะตอบคําถามอันนี้ได้ เพราะว่านี่เปึนหนี้สาธารณะทั้งนั้นที่ดิฉันขอบอกว่าเปึนความห่วงใยอย่างยิ่งและไม่เคย ได้รับคําชี้แจง แล้วไม่ได้เปึนกรรมาธิการงบประมาณก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลยท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นรายละเอียดจากเอกสารงบประมาณที่ตัวเลขบอกว่าจ่ายดอกเบี้ยที่ ๑๗๘,๘๖๑.๕ ล้านล้านบาทนั้นมันคงจะไม่ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่นะคะ แต่ท่านประธานคะ จากข้อมูลหนี้สาธารณะที่หลายคนก็พูดกันไปเมื่อตอนภาพรวมบอกว่าในธันวาคม ๒๕๕๑ ก็คือท่านเริ่มเข้ามาบริหารประเทศ ท่านอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศนั้น หนี้สาธารณะ อยู่ที่ ๓.๔๗ ล้านล้านบาท หรือคิดเปึน ๓๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ปัจจุบันข้อมูล เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศ มาได้ประมาณป้ครึ่ง ป้ครึ่งหนี้สาธารณะมันเพิ่มขึ้นไปอีก ๖๗๒,๐๐๐ ล้านบาท มันเลย คิดเปึนเงินประมาณ ๔.๑๔ ล้านล้านบาท หรือคิดเปึน ๔๒.๕๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อวานนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็พูดถึงเลขตรงนี้อยู่นะคะ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ทีนี้ถ้ามาถึงป้ ๒๕๕๔ มันจะเปึนอย่างไร มันก็ต้องเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะขณะนี้ เรากําลังทํางบประมาณขาดดุล ต้องกู้เงินเข้าไปอีก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น หนี้สาธารณะมันก็จะต้องไม่ต่ํากว่า ๔.๕๖ ล้านล้านบาทถ้าบวกกันเข้าไป ถ้าหากว่าจีดีพี มันเท่ากับ ๑๐.๕๖ ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะที่ ๔.๕๖ ล้านล้านบาท มันก็จะเปึน ประมาณ ๔๓.๑๘ เปอร์เซ็นต์ มันคือใกล้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไปเต็มที ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือ เปึนเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเขาตั้งไว้ว่ามันควรจะเท่านี้อย่าไปมากกว่านี้เลย ถ้ามากกว่านี้จะดูไม่เหมาะสม ไม่ควร อย่างนี้เปึนต้นนะคะ ทีนี้ถ้าสมมุติว่าจีดีพีของ ประเทศอยู่ที่ ๑๐ ล้านล้านบาท สมมุติเราพูดตัวเลขถ้วน ๆ แบบนี้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์มันคือ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อมันใกล้แบบนี้แล้วมันก็เปึนที่น่ากลัวว่า ๔.๕๖ เหลืออีกเพียง ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านประธานคะมันใกล้เกินไป เราจึงต้องเฝัาติดตาม ถามว่าสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะนี้ท่านทําอย่างไร ท่านจะติดตามอย่างไร ถ้าการทํา งบประมาณ ป้ ๒๕๕๕ ป้หน้า นั่นหมายความว่าตามปฏิทินงบประมาณท่านต้องทําให้เสร็จ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คืออีก ๖ เดือนเองนะคะ กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ อีก ๖ เดือนเอง อีก ๖ เดือนมันก็จะถึงแล้ว เพราะฉะนั้น ถามว่าท่านควบคุมปริมาณหนี้สาธารณะอย่างไร อีก ๖ เดือนท่านคิดไว้หรือยังท่านเตรียมตัว อย่างไรบ้าง อย่าลืมว่ารายจ่ายมันมีลักษณะผูกพันอีก มันผูกพันอย่างไร ผูกพันคือมันต้อง จ่ายแน่ ๆ ผูกพันกันไว้แล้วด้วย และผูกพันของป้ ๒๕๕๕ อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าดูตารางของเล่มนี้ก็เช่นเดียวกันคือ ๓-๒๑ หน้า ๙๒ ก็จะมีอีก ป้ ๒๕๕๕ ยังมีผูกพัน อยู่อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และอย่าลืมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายอีกประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะต้องเกิดขึ้น ยังไม่ต้องไปกู้เพิ่มหรือว่า ลงทุนเพิ่มเลยนะคะ หนี้ประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มันมารออยู่แล้วใกล้ขึ้นไปเต็มที ทีนี้จากเส้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าไม่ควรจะเกินเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มันทําให้ดิฉันเอง เปึนห่วงเปึนใย และจากประสบการณ์การทํางานที่ดูจากการที่ดิฉันเปึนกรรมาธิการ งบประมาณ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะที่ทําหน้างง ๆ แล้วตอบไม่ได้ เปึนเพราะไม่คุย กันเองในกระทรวงการคลังจึงทําให้ดิฉันไม่เชื่อมั่น ประกอบกับในตอบภาพรวมมาตรา ๓ ดิฉันก็ไม่เชื่อมั่นในการตั้งรายได้ประมาณการรายได้ของท่านรัฐมนตรีอยู่แล้วมันยิ่งไม่มี ความเชื่อมั่นหลายเรื่องเหลือเกินที่ประกอบกันเข้ามานะคะ เปึนห่วงเปึนใยว่าท่านจะ บริหารหนี้สาธารณะได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของไทยอย่างไรหรือไม่ ความเปึนห่วงนี้ดิฉันจึงขอตัดอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพียงเพื่อต้องการที่จะอภิปราย ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ