สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเน้นย้ำถึงแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความขัดแย้งในเรื่องทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ที่ดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต และเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้กลไกในการแก้ไขปัญหาที่มีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามของเพื่อนสมาชิกในเรื่อง ที่เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ความจริงกระทู้ถามนี้ ก็ยื่นไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ความตั้งใจของผู้ถามกระทู้เท่าที่ฟังดูก็คือท่านได้ พูดถึงเรื่องของความขัดแย้งในหลากหลายรูปแบบด้วยกันในสังคมไทยที่เกิดขึ้น แล้วก็ ถามว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการที่จะป้ องกันหรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นอย่างไร ในกระทู้ถามของท่านก็ชัดเจนครับว่าท่านพูดถึงเรื่องความขัดแย้งในหลากหลายระดับ ด้วยกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งในเชิงของการแย่งชิงการใช้ทรัพยากร การเข้าถึงทรัพยากร ความต้องการที่ไม่ตรงกัน หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องของแนวคิดทางการเมืองหรือทางสังคม ที่แตกต่างกันด้วย ผมกราบเรียนครับว่าแนวทางรัฐบาลนั้นในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ รัฐบาลได้พูดถึงเรื่องของความขัดแย้งในสังคมไทย ในระยะเวลาที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินว่ารัฐบาลได้เข้าบริหารประเทศ ในช่วงที่สังคมไทยมีความขัดแย้งและมีความแตกแยกเนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างกัน ในเรื่องการเมืองและการบริหารประเทศ ความขัดแย้งของกลุ่มประชาชนได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้การบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาขาดความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ ในเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสําคัญเร่งด่วน แล้วก็มีผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน รัฐบาลถือว่าความขัดแย้งดังกล่าว เป็นจุดอ่อนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ในแนวทาง ของรัฐบาลที่ได้กําหนดไว้ในนโยบายก็มีประเด็นสําคัญที่อยากจะพูดถึงไว้ ๒ ข้อด้วยกัน

ในประการที่ ๑ ก็คือในนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาที่เป็ นนโยบาย เป็นแนวทางพื้นฐานหลักในข้อที่ ๑ นั้นเราได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลจะปกป้ อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจ และต้อง เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทุกรูปแบบ อันนี้คือแนวทางที่ ๑ ของรัฐบาลที่ชัดเจนว่าไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมไทยจะมีกลไกในการจัดการแก้ไขอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องได้รับการปกป้ องเทิดทูนเอาไว้เหนือความขัดแย้งทั้งหมด

ในประการที่ ๒ ในนโยบายเร่งด่วนที่จะดําเนินการในปีแรกนั้น รัฐบาล ได้พูดถึงนโยบายในเรื่องของการเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคี ของคนในชาติ โดยได้เขียนไว้ในนโยบายที่จะยึดหลักการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติทุกกรณี รวมทั้งจะมี การฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตลอดจนสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ ภายใต้กรอบของบทบาท อํานาจ และหน้าที่ขององค์กร

ผมเรียนท่านประธานว่านี่คือแนวทางหลักที่รัฐบาลนี้ยึดมาตลอดในการที่จะ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ตลอดระยะเวลา ๑ ปีเศษที่ผ่านมาเราก็ทราบว่า ความขัดแย้งภายในประเทศนั้นมีอยู่หลายเรื่องและหลายระดับด้วยกัน แต่เราต้อง แยกแยะออกจากกันครับ ในการที่จะหยิบทุกเรื่องที่เป็นความขัดแย้งมาวิพากษ์วิจารณ์ ร่วมกัน หรือกําหนดแนวทางร่วมกันนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก แล้วก็อาจจะ ทําให้เกิดความสับสนได้

เรื่องที่สําคัญที่สุดที่รัฐบาลมองอย่างน้อยที่สุด ๒ เรื่องในเรื่องความขัดแย้ง ก็คือความขัดแย้งในเรื่องของการแย่งชิงและการใช้ทรัพยากร ต้องยอมรับว่าสังคมไทย เป็นสังคมเกษตรครับ แม้จะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นมา แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศ ก็ยังเป็นสังคมเกษตรกรรม ซึ่งต้องการเรื่องของที่ดิน เรื่องของนํ้า เรื่องของปัจจัยการผลิต แต่การใช้ที่ดินก็ดี ปัจจัยเรื่องของนํ้า หรือปัจจัยการผลิตอื่นก็ดี ก็ยังมีการเข้าถึงหรือการได้รับ ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงจนทําให้เกิดความขัดแย้ง แม้แต่กระทั่งประเด็นอย่างมาบตาพุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางหนึ่งมีความต้องการที่จะใช้พัฒนาอุตสาหกรรม แต่อีกทางหนึ่ง ประชาชนเองก็ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้น นี่เป็นความขัดแย้ง อันหนึ่งที่ชี้ให้เห็น ความขัดแย้งเรื่องของที่ดินที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่ในที่ที่ถูกประกาศ เป็นที่หวงห้ามของรัฐบาลบ้าง เป็นที่หวงห้ามที่เป็นที่สาธารณะบ้าง ความต้องการใช้ที่ดิน ต่าง ๆ บ้าง ก็เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ความขัดแย้งในรูปแบบนี้ก็จะต้องมีกลไก แก้ไขความขัดแย้งในแบบหนึ่งครับ เช่นที่ผ่านมาเมื่อมีประเด็นความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลก็จะยึดหลักการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในปัญหาเข้ามาพูดคุยกัน หลายครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการกําหนดคณะกรรมการระดับชาติ แก้ไขปัญหาด้วยตัวท่านเอง จะกรณีมาบตาพุดก็ดีซึ่งท่านก็ดูปัญหาด้วยตัวท่านเอง จะกรณีของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินสมัชชาคนจน หรือแม้แต่เครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง หรือเครือข่ายอื่น รัฐบาลก็จะใช้กลไกของคณะกรรมการโดยการยึดการมีส่วนร่วม ของประชาชนเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาและยึดหลักว่าต้องเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง เอากลไกกฎหมายต่าง ๆ นั้นเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งก็ปรากฏเป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหาหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมเคยตอบกระทู้ถาม เช่น ประเด็นเรื่องของการที่จะริเริ่มออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เรื่องโฉนดชุมชน เรื่องการยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ การจัดสรรทรัพยากรที่ดินหรือทรัพยากรอื่นที่ให้ความเป็นธรรม เหล่านี้เป็นต้น ที่สุดแล้ว รัฐบาลก็เห็นว่าการใช้กลไกการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับภาครัฐ เป็นเรื่องสําคัญ รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติมอบหมายให้ทางสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ไปจัดตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมีแนวทางที่ดําเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ ซึ่งจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยกร่างขึ้นมาด้วย ก็อยู่ในระยะเวลาที่จะต้องดําเนินการต่อไป ผมเรียนว่านี่คือประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่าในประเด็นความขัดแย้งในเรื่องใหญ่ในสังคมไทยนั้น ประเด็นหนึ่งคือเรื่องทรัพยากรซึ่งต้องสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ซึ่งรัฐบาล ก็เดินหน้าในเรื่องนี้ไปหลายเรื่องด้วยกัน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ความจริงเมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดสั้น ๆ กับที่ประชุมและมีการให้สัมภาษณ์ ก่อนหน้านี้หลายครั้งว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางการเมืองที่ดํารงอยู่นี้ต้องแยกแยะให้ออก เพราะบางทีมีการปะปนกันในการนําเอาความขัดแย้งในเรื่องความไม่เป็ นธรรม ของชาวบ้านหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นขับเคลื่อนเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองด้วย ถ้าเราแยก ๒ เรื่องนี้ออกจากกัน ประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรที่ดิน ปัญหา หนี้สินของประชาชนที่ถูกหยิบเป็นเงื่อนไขในการขยายความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลก็มีกลไก มีคณะกรรมการ มีนโยบาย มีกฎหมาย มีงบประมาณ ที่ไปจัดการแก้ไข เช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายเรื่องจากกรณีของราคาพืชผลเกษตร จากกรณีของการให้ สวัสดิการภาคประชาชนเหล่านี้ก็จะคลี่คลายไปได้ แต่เมื่อแยกความขัดแย้งทางการเมือง ออกมาแล้วก็จะเห็นได้ชัดว่าในสังคมประชาธิปไตยความขัดแย้งทางการเมืองอาจมี ความคิดที่ต่างกัน แต่ความคิดที่ต่างกันนั้นก็ต้องแสดงออกภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รัฐบาลชุดนี้เรายอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างตลอดเวลา ทั้งในรัฐสภานี้ หรือแม้แต่กระทั่งภายนอก ความขัดแย้งบางทีที่ลงสู่ท้องถนน พอถึงจุดหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงไปด้วยตัวท่านเองในการไปพูดคุยเจรจากับแกนนํากลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่จะต้องยอมรับ ความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหรือความแตกต่าง ทางความคิดเมื่อบานปลายกลายเป็นเรื่องกระทําผิดกฎหมายแล้ว รัฐบาลจะต้องละเลย อยู่เฉยหรือไม่ไปดําเนินการ กรณีเช่นนั้นสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมนิติรัฐก็คงจะไม่สามารถ ดํารงความเป็นรัฐที่จะต้องปกครองโดยใช้ระบบของกฎหมายอยู่ได้ เราก็บังคับใช้ กฎหมาย แต่ในการบังคับใช้กฎหมายนั้นก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม กรณี ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมใด ๆ ก็ตามแม้รัฐบาลจะถูกกล่าวหาตลอดเรื่อง ๒ มาตรฐาน เรื่องใดก็ตาม แต่ทุกครั้งเราก็จะมีคําตอบที่ชัดเจนให้กับสังคม ให้กับประเทศชาติ อย่างเช่นที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือผู้เกี่ยวข้องเคยตอบให้กับ รัฐสภานี้หลายครั้ง ล่าสุดที่บานปลายปะทุเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงนั้นรัฐบาลก็พยายาม จะแยกแยะระหว่างกลุ่มที่กระทําความผิดอาจจะถึงขั้นเป็นกฎหมายอาญา อาจจะไป ถึงขั้นเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ต้องแยกออกจากกลุ่มชุมนุมซึ่งเป็นประชาชนที่อาจจะมาชุมนุม ด้วยความคิดหรือความเชื่อที่แตกต่างกัน ถ้ามีหลักเช่นที่ว่านี้แล้วก็สามารถดําเนินการ แก้ไขไปได้ เพราะฉะนั้นกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งนั้นก็อาจจะเกิดได้หลากหลาย รูปแบบภายใต้กรอบวิธีคิด แนวทาง ซึ่งผมได้เรียนท่านประธานว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล ไปแล้วครับ