บรรพต ต้นธีรวงศ์ วิพากษ์วิจารณ์ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ที่ขัดแย้งกับวิถีชุมชน และเสนอแนะนโยบายกระจายอำนาจ พร้อมชี้ปัญหาความไม่พร้อมของท้องถิ่นและการขาดความเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนแทนประชาชนใน ๑๕ จังหวัด ในเขตพื้นที่ที่ ๗ และปวงชนชาวไทย เพื่อหาทางออกร่วมกันจากลักษณะของความขัดแย้งในสังคมไทยทั้งปัจจุบันและอนาคต ท่านประธานครับ กระทู้ถามของผมดูคล้ายจะเป็นกระทู้ถามสดนะครับ แต่เจตนารมณ์ ความตั้งใจของกระผมที่ได้เสนอกระทู้ถามทั่วไปไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่มีความยาวต่อเนื่องอาจจะมากกว่า ๕๔ วันในปัจจุบัน ก็คือ การขอความกระจ่างชัดในแนวทางและวิธีการป้ องกันความขัดแย้งของสังคมไทย ในอนาคต รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ก็คือการแก้ไขเหตุการณ์ในปัจจุบันด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยมีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ใครมาเป็น รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้ง กล่าวได้ว่าในศตวรรษนี้เป็ นศตวรรษ แห่งความขัดแย้งและความรุนแรงก็ว่าได้ ปัจจัยสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรง ของสังคมไทยในปัจจุบันที่มีมากขึ้นในขณะนี้ก็คือ
ปัจจัยที่ ๑ แนวทางการพัฒนาของโลกที่เน้นวัตถุนิยม ขับเคลื่อนด้วย เศรษฐกิจแบบโลภโมโทสันซึ่งจะนําไปสู่การแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) เชิงนโยบาย เกิดการทําร้ายกัน แตกความสามัคคี ซึ่งเศรษฐกิจแบบนี้จะนําไปสู่ความเครียด ความรุนแรงประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่การฆ่าตัวตาย การฆ่ากันเอง รวมทั้งแนวทางการพัฒนาแบบวัตถุนิยมนี้ก็ทําให้คนมีความโลภไม่มีที่สิ้นสุด แม้รัฐบาลนี้จะน้อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในโครงการชุมชนพอเพียง แต่ดูเหมือนว่าผู้ปฏิบัติและผู้นําชุมชนก็ยังขาดความเข้าใจและความแน่วแน่ไปสู่เป้ำหมาย ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดปัญหาการจัดการและบริหารโครงการที่ล่าช้าและไม่สนองความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง
ปัจจัยที่ ๒ การปกครองแบบรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งระบบนี้ สร้างความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นทั่วไปทั้งหมด เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่เห็นความสําคัญของวิถีชุมชนที่มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป และนําไปสู่ความขัดแย้ง โชคดีครับที่รัฐบาลชุดนี้มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนในการยึดถือ นโยบายกระจายอํานาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมแล้วในปัจจุบัน แต่เป็น ที่น่าเสียดายครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวนมากก็มีความไม่พร้อมในหลายด้าน ทําให้เกิดความขัดแย้งและทุจริตเกิดขึ้นอย่างมากมาย
ปัจจัยที่ ๓ การขาดความเป็นธรรมในสังคมก็นําไปสู่ความขัดแย้ง รวมถึง ความเป็นธรรมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการศึกษา แม้รัฐบาลนี้จะพยายามอุดช่องว่างโดยมีนโยบายสู่การปฏิบัติแล้ว ในรูปของระบบสวัสดิการ อาทิเช่น เรียนฟรี ๑๕ ปี ประกันรายได้เกษตรกร ฟรีค่านํ้า ค่าไฟ เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ ค่าฌาปนกิจ เบี้ย อสม. เพิ่มเงินเดือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ถนนไร้ฝุ่น งบชุมชนพอเพียง ช่วยหนี้นอกระบบ ลานกีฬา แล้วรัฐบาลก็กําลังมีดําริที่จะเสนอกฎหมายกองทุนภาษีที่ดิน กองทุนเงินออม กฎหมาย ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน และสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ผ่านกฎหมายการยกเลิกการสงวนหวงห้าม ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการแก่ประชาชนไปแล้วในวาระที่สองและวาระที่สามแล้ว นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังทําเรื่องโครงการโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพทุกตําบลทําให้ง่าย ต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุข แต่ทําไมยังมีปรากฏการณ์ในกลุ่มผู้ประท้วงในขณะนี้ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมและ ๒ มาตรฐาน มีการประท้วงยืดเยื้อยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร
ปัจจัยที่ ๔ ระบบการศึกษาไทยเป็นปฐมเหตุที่ทําให้เกิดความขัดแย้ง เพราะสิ่งที่เราทํามา ๑๐๐ กว่าปีก็คือการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษา การศึกษาของเรามีปัญหาเนื่องจากเอาวิธีการมาเป็นตัวตั้งไม่ได้สนองความต้องการ แก้ปัญหาของสังคมไทยอย่างแท้จริง ที่สําคัญคือทําให้สังคมไทยขาดวุฒิภาวะในการจัดการ ความขัดแย้งในทุกภาคส่วนนะครับ แม้รัฐบาลจะมีความแน่วแน่ในการปฏิรูปการศึกษา ที่ถูกทางแล้วขณะนี้แต่ต้องต้องรอผลในระยะยาว ปัญหาความขัดแย้งและสาเหตุดังกล่าว ก็ทําให้สังคมไทยมีความขัดแย้งค่อนข้างสูงตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม ลุกลามบานปลายจนเป็นความแตกแยกของกลุ่มคนในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยมีปัจจัยอุดมการณ์และผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นตัวเร่งก่อให้เกิดความเสียหาย นานัปการ และหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีเป็นระบบ การใช้ความรุนแรง ในการตัดสินปัญหาและเกิดสภาวะทางตันจะมีมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะก่อความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจอย่างมากแล้วยังส่งผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ สมานฉันท์ ทําให้เกิดความหวาดกลัว ความหวาดระแวง ระหว่างผู้คนในสังคมไทยด้วยกันเอง ซึ่งดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยปละละเลยไม่มีความชัดเจนในการป้ องกัน และแก้ไขจากรัฐบาล หากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงและทําลายความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อรัฐบาลในที่สุด กระผมจึงขอเรียนถามว่า
ข้อที่ ๑ เรียนถามท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่มาตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ข้อที่ ๑ รัฐบาลมีแนวคิด และวิธีการอย่างไรในการป้ องกันและแก้ไขระงับความขัดแย้งที่สอดคล้องกับแนวนโยบาย ที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภาในเรื่องการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ อันนี้ เป็นคําถามแรกครับ