สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเสรีภาพของสื่อสารมวลชน แต่ก็อาจต้องดำเนินการป้องกันการละเมิดสถาบันหรือสิทธิ ในกรณีนี้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการกระทำของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่เผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามสดของเพื่อนสมาชิกในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการสื่อข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในภาวะปัจจุบันนี้ ความจริงแล้ว ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการตอบกระทู้ถามของผมนั้นคงจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับ การสื่อสารหรือข้อมูลข่าวสารมากกว่าที่จะเป็นประเด็นของข้อเท็จจริง ความจริง คําถามท่านก็เป็นเรื่องที่ถามว่าถ้าหากมีชาวต่างชาติถามเช่นนั้นจะตอบอย่างไร ซึ่งในแง่ ของกระทู้ถามสดแล้วอาจจะบอกได้ว่าจะมีปัญหาในเชิงของข้อบังคับได้ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเข้าใจว่าท่านเองก็อาจจะมีความประสงค์ที่จะถามเช่นนั้น ซึ่งผมก็ยินดีที่จะตอบครับ แต่อย่างแรกในกรณีที่ท่านพูดถึงกรณีของการอ้างถึงบุคคลซึ่งอยู่ต่างประเทศ อย่างเช่น กรณีของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งท่านได้อ้างว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของการเมืองไทยนั้น ความจริงข้อมูลก็สับสนครับ เพราะเมื่อเช้านี้ก็มีรายงานข่าวเช่นเดียวกันว่าเลขานุการของ นางออง ซาน ซูจี ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเมืองไทยด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในเวลาที่นางออง ซาน ซูจี ได้ออกมาพูดถึงนั้น ด้วยความเคารพความคิดเห็น ทางฝ่าย ของผู้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสํานักนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า เข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าเงื่อนไขทางการเมืองของประเทศพม่ากับประเทศไทยนั้น มีความแตกต่างกัน และคนไทยส่วนใหญ่เองก็รู้ว่าในประเทศไทยนั้นเรามีการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีรัฐธรรมนูญ ปกครองกันมาต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ซึ่งความแตกต่างอันนี้ก็เป็นความแตกต่าง ซึ่งคนไทยทั่วไปรับรู้เช่นเดียวกัน อันนี้คือข้อชี้แจงของเราที่มีต่อประชาคมที่เป็นสื่อนานาชาติ คําถามของท่านที่ถามว่าทําไมจึงมีการไปปิดกั้น จะเว็บไซต์ก็ดี หรือสถานีวิทยุชุมชนอื่น ๆ ก็ดี ที่เกิดขึ้น ต้องกราบเรียนง่าย ๆ อย่างนี้ว่าปกติแล้วรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ชัดในการรับรอง สิทธิและเสรีภาพหรือการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ซึ่งรัฐบาลนี้ถือว่าเป็นนโยบายสําคัญ ที่จะส่งเสริมให้เสรีภาพของสื่อสารมวลชนนั้นได้ทําหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ ตลอดระยะเวลา ๑ ปีเศษที่รัฐบาลทําหน้าที่นี้ก็ไม่เคยที่จะมีการไปคุกคาม ข่มขู่ แทรกแซง สื่อสารมวลชนใด ตรงกันข้ามก็มีการส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนนั้นสามารถที่จะเข้ามาทําหน้าที่ของเขาได้ ในทุกเรื่องที่รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ แม้แต่กระทั่งการเข้าไปสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ ในปี ที่แล้ว และด้วยผลจากเสรีภาพนี้เองที่ทําให้เหตุการณ์ข้อเท็จจริง เดือนเมษายนนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาของพี่น้องคนไทยและประชาคมทั่วโลกว่า เหตุการณ์นั้นเป็นไปอย่างที่ปรากฏตามที่สื่อสารมวลชนรายงานและเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น การทําหน้าที่สื่อสารมวลชนภายใต้รัฐบาลนี้ก็ดํารงหลักนี้มาตลอด แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศไทยที่ดํารงมาอยู่โดยต่อเนื่องนั้นมีสื่อหลายชนิด ที่รายงานความคิดความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับว่า รัฐบาลเองก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจํานวนมากเข้ามาว่าทําไมเว็บไซต์นั้น สถานีนี้ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแตกต่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้ดําเนินการไป รัฐบาลเองก็ได้เรียน ชี้แจงไปในทุกครั้งว่าถ้าหากเป็ นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตภายใต้พื้นฐาน ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแล้วไม่มีปัญหาเลยที่เขาจะทําหน้าที่เหล่านั้น หลายรายการก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาก็ไม่มีการไปดําเนินการใดครับ แต่ถ้ามีการดําเนินการในลักษณะที่ไปละเมิดจาบจ้วงต่อสถาบัน อันนี้รัฐบาลถือเป็น นโยบายสําคัญที่ต้องเข้าไปดําเนินการ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เข้าไปดําเนินการกับเว็บไซต์ที่ดําเนินการในลักษณะเช่นที่ว่านี้ ซึ่งต้องให้ข้อสังเกตครับว่า มันมีมากขึ้นในช่วงระยะเวลาเพียงปีสองปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เว็บไซต์ดังกล่าวนั้นก็มี การออกมาพูดชัดว่าเป็นการกระทําที่มีลักษณะเป็นขบวนการ มีการโยงใยกันทั้งในประเทศ ทั้งในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อคืนนี้ทางท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ ไปแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในกฎหมายแล้วต้องดําเนินการครับ ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านพูดถึง วิทยุชุมชน ความจริงก็มีหลายที่ครับที่ดําเนินการและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งเราไม่ได้ มีปัญหาเลยครับ แต่ถ้าเป็นกรณีไปละเมิดสถาบัน หรือไปละเมิดสิทธิ หรือตกอยู่ภายใต้ กฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะรับรองสิทธิและเสรีภาพก็ตาม แต่ยังมีข้อยกเว้นครับว่า สิทธิและเสรีภาพนั้นอาจจํากัดได้ด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ผมก็เรียนท่านประธานว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาขณะนี้ ความจริงมีการชุมนุมกันมาตั้งแต่ ช่วงกลางเดือนมีนาคม สื่อสารมวลชนทุกอย่างก็เป็นปกติครับ แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์ รุนแรงมากเข้า มีการยกกําลังไปข่มขู่ คุกคาม กระทั่งบุกเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ มีการยกระดับประกาศขึ้นใช้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมีความร้ายแรง ภายใต้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็ นกฎหมาย ซึ่งความจริงรัฐบาลที่ผ่านมาเป็ นคนออกกฎหมายฉบับนี้และมี การบังคับใช้อยู่ ก็จะมีข้อกําหนดที่พูดถึงการห้าม การนําเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็น การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เป็นการทําให้เข้าใจผิดไปจากสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งมี ความร้ายแรง หรือทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เราก็ใช้วิธีการในการชี้แจงครับ ทําหนังสือถึงทุกสื่อว่าให้ดํารงอยู่ตามกรอบนี้แล้วก็จะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ และเมื่อ พ.ร.ก. ถูกยกเลิกไปแล้วด้วยสถานการณ์คลี่คลายประกาศนี้ก็เป็นอันถูกประกาศยกเลิก ไปด้วยครับ แต่ต้องยอมรับว่ามีบุคคลซึ่งดําเนินการฝ่าฝืนประกาศตามพระราชกําหนดนี้ จริงครับ แล้วก็เป็นอํานาจที่พระราชกําหนดจะให้อํานาจพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งกําหนดไว้ ตามพระราชกําหนดนั้นว่าเป็นอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายฉบับใดก็ย่อมมีสิทธิที่จะ ดําเนินการภายใต้กรอบอํานาจของกฎหมายที่ให้ไว้ แต่ไม่ได้แปลว่าการใช้อํานาจนั้น จะเป็นการใช้อํานาจที่เกินเลยหรือเป็นการเลือกปฏิบัติ แต่จะเป็นการดําเนินการในลักษณะ ที่เป็นการขอความร่วมมือ และหากว่าไม่ได้รับความร่วมมือก็ดํารงการปฏิบัติหน้าที่ ตามกรอบอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อํานาจเขาไว้หรือตามพระราชกําหนดให้อํานาจเขาไว้ สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เราสามารถจะชี้แจงกับสื่อมวลชนต่างประเทศได้ กรณีที่เกี่ยวข้องกับวิทยุชุมชน ต้องยอมรับว่าหลายสถานีวิทยุชุมชนใน ๗,๐๐๐ กว่าสถานีทั่วประเทศมี ๖,๐๐๐ กว่าสถานี ที่ลงทะเบียนกับอนุกรรมการ กทช. ไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสถานีวิทยุชุมชนซึ่งทํามาหากิน โดยสุจริต มีส่วนน้อยเท่านั้นที่กลายเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม กรณีอนุสรณ์สถาน ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ สถานีวิทยุชุมชนอย่างน้อย ๒ สถานีปลุกระดมและให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ แล้วก็ปลุกระดมประชาชนออกมาเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ และเท่าที่สืบทราบมาสถานีดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นสถานีซึ่งขอลงทะเบียนกับอนุกรรมการ กทช. ด้วย พูดง่าย ๆ คือเป็นสถานีวิทยุ เถื่อนครับ วันนี้ก็จะมีการดําเนินการของทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการขอออก ทั้งหมายจับและขอออกทั้งหมายค้น ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าสถานีวิทยุชุมชนใด ที่ดําเนินการเป็นการขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้เราไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใด ๆ แต่จะมีพยานหลักฐาน ปรากฏขึ้นชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้ทาง กทช. ก็ออกระเบียบว่าทุกสถานีวิทยุชุมชน เมื่อออกอากาศไปแล้วจะต้องบันทึกการออกอากาศไว้อย่างน้อย ๓๐ วัน ที่อื่นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการดําเนินการนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเลือกปิดกั้นสื่อ แต่เป็นการดําเนินการ ในลักษณะที่เป็นไปตามกฎหมาย ตามอํานาจหน้าที่และเป็นการดําเนินการเฉพาะ ที่จะไม่ให้เหตุการณ์นั้นลุกลามบานปลายออกไป ส่วนกรณีสถานีโทรทัศน์ ผมต้องเรียน อย่างนี้ว่าสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดังกล่าวนั้นก็เป็นการออกอากาศโดยอาศัยช่องว่าง ของกฎ ระเบียบ ซึ่งหลายสถานีดําเนินการในลักษณะที่คล้ายกัน ที่ผ่านมานั้นก็เสมือนกับ เป็นการผ่อนผันจากส่วนที่เกี่ยวข้องก็คือทาง กทช. ให้ดําเนินการไปได้ แต่เมื่อปรากฏ ในช่วงแรก ๆ ว่ามิได้กระทบต่อเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศก็ไม่มี การดําเนินการอะไร แต่เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้นก็ได้มีการร้องขอไปยังสถานีดาวเทียม ซึ่งทําหน้าที่ในการถ่ายทอดสัญญาณนั้นว่าเป็นการขอความร่วมมือ เนื่องจากดาวเทียม ดังกล่าวนั้นเป็นดาวเทียมของประเทศไทยคือไทยคมซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ที่ทําอยู่กับกระทรวงไอซีที (ICT) กับรัฐบาลไทย มีข้อกําหนดในสัญญาชัดเจนว่ากรณีใด ซึ่งไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ เช่นกรณีกระทบต่อความมั่นคงก็มีการทําหนังสือไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความร่วมมือของทางฝ่ายเอกชนเขาซึ่งต้องดําเนินการ ให้เป็นไปตามสัญญา อันนี้ก็ไม่ได้เป็นการดําเนินการที่จะเกินเลยหรือใช้อํานาจหน้าที่ อื่น ๆ แต่ประการใด ส่วนเว็บไซต์ก็ดําเนินการไปอย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ไปแล้วครับ ทั้งหมดที่ดําเนินการไปก็เป็นการดําเนินการซึ่งยืนยันว่าอยู่ภายใต้กรอบอํานาจ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และยึดหลักว่าสื่อมวลชนอื่นยังคงทําหน้าที่ได้อย่างปกติ
สุดท้ายที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานซึ่งพูดถึงก็คือการทําหน้าที่ของ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ความจริงผมตอบกระทู้ถามสดที่สภานี้ไม่ตํ่ากว่า ๒-๓ ครั้ง ก็ยังยืนยันครับว่าสถานีโทรทัศน์ที่เป็นสื่อของรัฐนั้นยังมุ่งที่จะเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง และรายการใดถ้าหากว่าดําเนินการ เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ใดผู้หนึ่งก็สามารถใช้การปกป้ องตามกฎหมายได้ แต่วัตถุประสงค์ ก็คือเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนครับ