สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓

สุนัย จุลพงศธร ขอขอบคุณที่ประธานสภาอนุญาตให้เข้าใจถึงเรื่องกระทู้ถามของตนเอง โดยหารือเรื่องการบริหารประเทศที่ไม่ถ่วงดุลของสามอำนาจ และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาร่วมหารือเพื่อหาทางปรองดอง สุนัย จุลพงศธร ยังหารือเรื่องการประกาศภาวะฉุกเฉินและอธิบายถึงความขัดแย้งทางความคิดที่นำไปสู่ความรุนแรงตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ โดยเสนอว่าควรใช้การเมืองในการแก้ไขปัญหา

นายสุนัย จุลพงศธร แบบสัดส่วน

ท่านประธานสภาครับ เมื่อเช้านี้ ตอนที่ท่านประธานชัย ชิดชอบ ขึ้นมาผมได้ขอความกรุณาท่าน เนื่องจากว่ากระทู้ถาม ของผมนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธการตอบไป ๒ ครั้ง แล้วกระผมก็เลยอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าผมขอเอาเวลานี้มารวมกัน แล้วผมก็จะถอนกระทู้ถามไปเลย แล้วท่านก็โอเค (OK) ขอประทานโทษ ผมก็คงไม่ใช้เวลามากถึงขนาดนั้น แต่ว่าเพื่อให้ การอภิปรายมันเป็นไปโดยเนื้อหาแล้วไม่ต้องรีบร้อนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนของจังหวัดนครสวรรค์ของพรรคเพื่อไทย ผมเองขอยํ้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่การอภิปรายวันนี้ร่วมกับเพื่อนฝ่ายรัฐบาลว่าเราพยายามอย่างที่สุดที่จะพยายามสร้างภาพ การปรองดองกันในสภา อย่างน้อยที่สุดก็หวังว่าคู่ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชน คนเสื้อแดงนั้นจะได้รับผลจากความรู้สึกของเราว่าเราหาทางปรองดองกัน ได้อานิสงส์นี้ไปด้วย ท่านประธานครับ เป็นที่น่าสังเกตที่สุดครับ ผมเป็นห่วงเนื่องจากว่าการปฏิเสธไม่ยอมมา ตอบกระทู้ถามของกระผม ๒ ครั้งของรัฐบาลนี้และเหตุการณ์ในอดีตเราเคยตั้งญัตติ ท่านก็ไม่ให้ ผมเกรงว่าบรรยากาศเช่นนี้เป็นการละเมิดหลักการประชาธิปไตย เพราะว่า อํานาจอธิปไตยมันมี ๓ อํานาจนะครับ อํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ถึงปัจจุบันนี้ครับ ดูเสมือนหนึ่งว่ารัฐบาลได้ดําเนินการบริหารบ้านเมืองโดยไม่ฟังอํานาจ ของนิติบัญญัติและตุลาการ ท่านประธานสภาครับ โดยระบบประชาธิปไตยนี้เอง การมี ๓ อํานาจเป็นการถ่วงดุลกันและเป็นเบรกในตัว ถ้าเปรียบว่าประเทศไทยเหมือนรถยนต์ รัฐบาลขับรถยนต์ สภาเหมือนเบรกเท้าครับ ปรากฏว่าเดือนหนึ่งมานี่ท่านไม่ยอมแตะ เบรกเท้าเลยครับ ส่วนนิติบัญญัตินั้นเหมือนเบรกมือครับ ถ้ารุนแรงต้องเบรกมือแล้ว ท่านประธานสภาครับ วันนี้เห็นชัดเจนนะครับว่าทางรัฐบาลนี้ไม่พยายามใช้เบรกเท้า ของสภาเลย วันนี้ก็เป็นเพียงการหารือซึ่งไม่สามารถจะเจาะลึกอะไรไปได้ ดังนั้น โดยรูปแบบการปฏิเสธนี้ท่านจะเห็นว่าวันที่ ๑๘ มีนาคม ผมก็ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ท่านก็ไม่มาตอบ หลังจากนั้นตั้งญัตติก็ไม่มาตอบ แล้วผลเป็นอย่างไรครับ เราแตะเบรกไม่ได้เลย ความรุนแรงวันที่ ๑๐ เมษายนจึงเกิดขึ้น วันที่ ๑๐ เมษายนเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นวันสงกรานต์พอดีครับ เราเปิดสภาอีกทีหนึ่งวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๒ วันที่ ๒๑ กระผม ก็เป็นผู้เสนอตั้งญัตติด่วนเพื่อจะให้แตะเบรกเท้า ไม่ให้เกิดความรุนแรงอีก ท่านก็ไม่ยอม ให้ญัตติขึ้นมา วันที่ ๒๒ ผมก็ตั้งกระทู้ถาม ท่านก็ไม่ตอบ ในที่สุดเป็นอย่างไรครับ เกิดระเบิดขึ้นอีกแล้วครับ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทําผมจึงวิงวอนว่าใช้สภาเถอะครับ ให้ใช้โอกาส และเราสามารถจะปรองดองกันได้ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าวันที่ ๒๒ ก็มีคําพิพากษา ซึ่งเป็นเหมือนอํานาจฝ่ายตุลาการ เบรกมือครับ มีคําสั่งเลยครับว่าการปราบปรามรุนแรงนั้น ทําไม่ได้ การสลายการชุมนุมจะทําไม่ได้ ต้องเริ่มต้นจากเบาไปหาหนัก เมื่อวานนี้ครับ ไม่มีเบา ไม่มีหนักเลย พัวะเลยครับยิงกันใหญ่ สภาพเช่นนี้เองครับที่ทางตํารวจ ทางทหาร ดําเนินการนั้นผมถือว่าท่านได้ละเลยเบรกเท้าและเบรกมือแล้ว ดังนั้น ๑ เดือนที่ผ่านมานี้ จึงเป็นภาวะการบริหารประเทศโดยไม่ใช้เบรกเลย ท่านประธานครับ ผมยังอยากจะแสดง ความน้อยใจถึงท่านนายกรัฐมนตรีสักนิดหนึ่งว่า ธรรมดากระทู้ถามสดเราก็เขียนกันง่าย ๆ สั้น ๆ แต่กระผมเองกับท่านวิชาญ มติ ครม. บอกไม่ให้ตอบเลย และไม่มอบให้ใคร ตอบแทนด้วย แต่พอกระทู้ถามสดของท่านอื่นถามนายกรัฐมนตรีเหมือนกันวันนี้ครับ ตอบหมดครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าเราก็คนไทยด้วยกันจริง ๆ ครับ อย่าได้วิตกกังวล ว่าผมจะมาทําอะไรกับท่านนายกรัฐมนตรีเลย จริง ๆ แล้วเราก็สังคมมันแคบครับ สืบไปสืบมา ก็ถึงกันหมด ผมเองอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาในที่ประชุมสภานี้ถ้าไม่มาก็ขอให้ เก็บข้อมูลไปเถอะครับ และอย่าได้รู้สึกว่าฝ่ายค้านจะมาทําร้ายอะไรท่าน ในสถานการณ์อย่างนี้ ไม่มีใครทําร้ายใครได้แล้วครับ เหตุการณ์ผู้คนตายขนาดนี้เราต้องหาทางปรองดองกันแล้ว ท่านครับ ว่าจริง ๆ แล้วท่านอภิสิทธิ์นี้ก็เป็นลูกเขยของอาจารย์ผมเองครับ ท่านอาจารย์ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย เป็นที่ปรึกษาผมตอนที่ผมเป็นประธานชมรมรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นหลานของท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ เหมือนกัน อยู่ใกล้กันมากครับ ดังนั้นในวันนี้นั้นผมอยากจะเสนอทางออก ผมรู้ว่าท่านกําลังอยู่ ในภาวการณ์ที่ยากที่สุดในการตัดสินใจ ท่านครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต พี่น้องประชาชนขณะนี้นะครับ เป็ นเสมือนการไต่บันไดความรุนแรง เป็ นการไต่บันไดความรุนแรงตั้งแต่เริ่มต้น ท่านแปลกใจไหมครับ การควบคุมฝูงชนนั้นทั่วโลกประเทศที่เจริญแล้วจะไม่เริ่มต้น ที่ทหารครับ เขาเริ่มต้นที่ตํารวจ ผมก็ตั้งกระทู้ถามเตือนท่านแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ท่านครับ ตํารวจกับทหารแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะตํารวจนั้นอาวุธประจํากาย แรงที่สุดก็แค่ลูกซอง ทหารอาวุธที่แรงที่สุดเริ่มต้นก็เอ็ม ๑๖ ตํารวจอยู่กับประชาชน มีปัญหาจิตวิทยาสังคมอยู่ตลอดเวลา ทหารนี้ส่วนใหญ่ที่มาดําเนินการนี้เป็นทหารเกณฑ์ ผมไม่ได้ตําหนิทหารเกณฑ์แต่ว่าในการฝึ กก็ดี ในการปฏิบัติงานก็ดี ไม่เหมือนกัน แต่แปลกครับ เริ่มต้นของรัฐบาลนั้นก็ใช้ทหารตั้งแต่ต้น โดยอาศัยกฎหมายความมั่นคงก่อน ท่านดูนะครับในประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่เริ่มต้นที่ทหาร มีแต่ประเทศอย่างประเทศพม่า ที่ใกล้กับเราเริ่มต้นที่ทหารแล้วความรุนแรงก็เกิดขึ้น ในที่สุดความรุนแรงก็เกิดขึ้นจริง เสร็จแล้วพอกฎหมายความมั่นคงก็ไต่ระดับมาที่พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านครับ ข้อแรกที่จะเสนอรัฐบาลเลย วันนี้ท่านต้องหาทางเลิก พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเร็ว ต้องเลิกโดยเร็ว ถ้าไม่อย่างนั้นปัญหาจะยาวไกลอีกเยอะ ท่านเห็นไหมครับตั้งแต่ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น ความรุนแรงมันเกิดขึ้น ท่านประธานครับ การประกาศภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลนี้ มีจุดอ่อนมากนะครับ ผมกราบเรียนท่าน การประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อกี้เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของเราก็บอกไปแล้ว แล้วปรากฏว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการ ให้ทหารออกไปดําเนินการนั้น ผมขออนุญาตนําคู่มือราชการสนามว่าด้วยการควบคุม การก่อความไม่สงบของประชาชนของทหารมา ปรากฏว่าการดําเนินการอันเป็นผล มาจากประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นได้ละเลยหลักการหลายเรื่อง ถ้าท่านไม่รีบหยุด ภาวะฉุกเฉิน ไม่มีทางครับท่านครับ คู่มือราชการสนามการควบคุมการก่อความไม่สงบ ของประชาชนนั้นในตอนที่ ๓ หน้า ๔๕ เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า ผู้บังคับบัญชาทั้งหลาย จะต้องมีความแน่ใจ อาวุธหลักที่จะให้กองทหารใช้ในพื้นที่ที่เกิดความไม่สงบ ของประชาชนจะเลือกใช้ได้เฉพาะปืนเล็กยาว นี่ปรากฏไม่ใช่ปืนเล็กยาวแล้วครับ เป็นปืนกลเลย เห็นไหมครับภาพมันมีปรากฏอยู่ เฉพาะปืนเล็กยาวที่มีขีดความสามารถ ในการห้ามไกหรืออาวุธกึ่งอัตโนมัติ หรืออาวุธปืนเล็กยาวที่ดัดแปลงที่มีขีดความสามารถ ในการห้ามไกหรือเป็นแบบกึ่งเท่านั้น ห้ามอัตโนมัติ แต่ในภาพเห็นไหมครับ อันผลจาก คําสั่งเรื่องประกาศภาวะฉุกเฉิน ปืนเอ็ม ๑๖ ปัง ปัง ปัง นี่ผิดแล้วเห็นไหมครับ เมื่อวาน ก็ยังเป็นเหมือนเดิม อีกหน้าหนึ่งเขาเขียนไว้ระมัดระวังที่สุดในทางการทหาร ถ้าเป็นไปได้ เมื่อจะยิงกระสุนปืน พลแม่นปืนควรจะเล็งตรงตําแหน่งที่เพื่อให้เกิดบาดเจ็บยิ่งกว่า เพื่อฆ่า ในข้อ ๓ บอกว่า มิให้ใช้การยิงขู่ การยิงขู่เช่นดังกล่าวย่อมจะเป็นภัยต่อบุคคล ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นแก่ประชาชนหรือแก่เจ้าหน้าที่ รักษากฎหมายด้วยกันที่จะทําให้มีการซุ่มยิงกันอย่างกว้างขวางขึ้นได้ ผมเอาคู่มือ ราชการสนามของฝ่ายทหารออกไม่ใช่ออกปี ๒๔๗๕ ปี ๒๕๔๒ นี้เองครับ ดังนั้นจะเห็น ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลสั่งการไปตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และส่งผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้นมันผิดหลักเกณฑ์หมดเลยครับ ท่านต้องทบทวนเรื่องนี้แล้วครับ

ในหัวข้อที่ ๑ ที่ผมจะเสนอ ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นท่านต้องรีบเร่งยุติ แต่ท่านอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ มันจะยุติได้อย่างไรในเมื่อความรุนแรงยังมีอยู่ ท่านครับ ความขัดแย้งทางความคิดจนนํามาสู่ความรุนแรงนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ คงจําได้นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ โดยประมาณ การเกิดสงครามประชาชนในประเทศไทยครับ ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นําประชาชนจับอาวุธลุกขึ้นสู้ ปรากฏว่าเราก็วิตกกังวลว่ามีฝ่ายทหารเสนอว่าใช้การเมือง นําการทหารสิ รัฐบาลที่มีอํานาจในขณะนั้นก็ไม่ยอมครับ แล้วในที่สุดเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธาน ในที่สุดก็ขยายตัวเต็มไปหมดเลยครับ ขยายตัวเต็มไปหมด ท่านครับ ข้อเสนอข้อที่ ๒ ของกระผมนั้นกําลังจะบอกท่านว่า