สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พูดถึงร่างพระราชบัญญัติการยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. ระบุว่าปัญหาที่ดินทํากินเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย และรัฐบาลได้ติดตามการทํางานของคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาที่ดินทํากินของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทํากินหลายเรื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินทํากิน หรือที่ดิน ทับซ้อน โดยใช้นโยบายโฉนดชุมชน และมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่จะสําเร็จออกมาและบังคับใช้ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มารับฟังการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. .... ซึ่งเพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนี้ได้ร่วมกันเสนอรวมจํานวนทั้งสิ้นถึง ๘ ฉบับ และมีเพิ่มเติมในภายหลังมาอีกรวมประมาณถึง ๑๑ ฉบับด้วยกัน ผมต้องขอโอกาสนี้ แสดงความชื่นชมที่เพื่อนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาที่ดินทํากินของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีท่านสุวโรช พะลัง และมีสมาชิกอีกหลายท่านซึ่งผมขออนุญาตที่จะไม่ได้เอ่ยนามไว้ในที่นี้ได้ทํางาน ด้วยความอุตสาหะ ขยันขันแข็ง รับฟังความเห็นและรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วก็มี การลงพื้นที่จนกระทั่งได้สําเร็จมาเป็นรูปแบบความคิดออกมาเป็นกฎหมายที่เสนอเข้าสู่สภา ในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอกฎหมายที่สมบูรณ์เรื่องหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในฝ่ายของคณะรัฐมนตรีนั้นเราได้ติดตามการทํางาน ของคณะกรรมาธิการของสภาในหลายคณะด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะที่ทําเรื่อง ที่ดินทํากินนั้นก็ได้มีการประสานงานกับฝ่ายของรัฐบาลมาโดยตลอด หลายเรื่องที่ฝ่าย ของคณะกรรมาธิการได้เสนอมาก็ได้มีการดําเนินการไปแล้ว ร่างพระราชบัญญัติที่ท่าน ได้เสนอมานั้นในหลักการที่ท่านเสนอโดยเจตนารมณ์เมื่อดูแล้วก็สอดคล้องแล้วก็เป็นไป ในทิศทางเดียวที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเอาไว้ในสภาผู้แทนราษฎรและในรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดการปัญหาที่ดินทํากินและกระจาย การถือครองที่ดินทํากินอย่างเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องที่ดินทํากินนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ในสังคมไทย จะว่านอกเหนือจากสังคมไทยไปแล้วในอีกหลายประเทศทั่วโลกต่างก็มี ปัญหาในลักษณะนี้ด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะในสังคมไทยนั้นปัญหาที่ดินเป็นปัญหา ที่ซับซ้อน เป็นปัญหาที่หมักหมม ตกค้าง เรื้อรัง มาเป็นเวลาที่ยาวนาน เราสั่งสมปัญหา เกี่ยวกับเรื่องที่ดินให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยและบานปลายกลายเป็นปัญหาความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน ชาวบ้านต่อชาวบ้าน ชาวบ้านต่อรัฐ รัฐกับชาวบ้าน ในหลากหลายพื้นที่ด้วยกัน ผมเข้าใจในหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่ดิน ทํากินในหลากหลายวิธีการด้วยกัน เราพูดถึง ส.ป.ก. เราพูดถึงการเช่าที่ เราพูดถึง การเช่าป่า เราพูดถึงการออกเอกสารสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ แต่เราก็พบความจริงในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าปัญหามิได้จบลงเสียทีเดียว ชาวบ้านยังคงมาร้องเรียน ถึงการได้รับความไม่เป็นธรรม อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลากหลายคนในสภานี้ได้นําเสนอ ข้อเท็จจริงสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกจากภาคอีสาน เพื่อนสมาชิกจากภาคเหนือ ภาคกลาง หรือแม้แต่จากภาคใต้ หรือภาคใต้ส่วนล่างอย่างที่เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดปัตตานีได้พูดถึงนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเราปฏิเสธเสียไม่ได้ ความจริงกฎหมาย ฉบับนี้ถ้าดูตามหลักการและเนื้อหาแล้วต้องถือว่าถ้ามีการพิจารณาและได้รับอนุมัติ จากสภาออกไปบังคับใช้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทํากิน แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดขึ้นมาในสภานี้ก็คือว่าการแก้ไขปัญหาในที่ดินทํากิน ซึ่งมีปัญหาสลับซับซ้อนที่ต่อเนื่องนั้นจําเป็นจะต้องมีการจัดการหรือเครื่องมือในการแก้ไข ปัญหาที่เป็นระบบ และสามารถที่จะทําให้สร้างความเป็นธรรมในเรื่องการเข้ำถึง ทรัพยากรที่ดินได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็มีความเห็นว่า ปัญหาเรื่องที่ดินทํากินซึ่งรัฐบาลประกาศนโยบายไปแล้ว แม้ว่าหลายเรื่องดําเนินการไป ก่อนหน้านี้ตามนโยบายที่ประกาศไว้ เช่น การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินทํากิน หรือที่ดิน ทับซ้อน โดยใช้นโยบายโฉนดชุมชนซึ่งรัฐบาลโดยสํานักนายกรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรี มอบให้พวกเราหลายคนรับผิดชอบ รวมทั้งถึงตัวกระผมด้วยนั้น บัดนี้ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีที่ว่าด้วยเรื่องโฉนดชุมชนอยู่ในกฤษฎีกาก็กําลังจะสําเร็จออกมา และนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะประกาศออกมาเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี และบังคับใช้ต่อไปแล้ว ที่ดินก็มีการเตรียมพื้นที่ไว้แล้ว ปัญหาที่ชาวบ้านหรือราษฎร ร้องเรียนมาในหลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดินทํากิน รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ต้องกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเลย ๑ ปีเศษที่ผ่านมาเราเป็นรัฐบาลที่เคารพการทําหน้าที่ของฝ่ายการเมืองภาคประชาชน ฝ่ายประชาสังคม คณะกรรมการที่ทํางานด้วยกัน เช่น คณะกรรมการของรัฐบาลแก้ไขปัญหา สมัชชาคนจน คณะกรรมการของรัฐบาลแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย คณะกรรมการของรัฐบาลแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง หรือ คปสม. หรือแม้แต่เรื่องซึ่งส่งมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลายเรื่องออกเป็น มติคณะรัฐมนตรีและดําเนินการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดินที่ราษีไศล ปัญหา ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ดินที่เขื่อนสิรินธร ปัญหาเรื่องของสหกรณ์การเช่าที่ดินพิชัยภูเบนทร์ จํากัด และที่จังหวัดนครปฐมที่คลองโยงออกมติ ครม. ไปแล้ว การเพิกถอนที่ดินบางที่ เช่น พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกลุ่มแผ่นดินของเราต่อสู้มาหลายสิบปี ก็สําเร็จในรัฐบาลชุดนี้ และเรื่องที่โด่งดังที่สุดก็คือการจ่ายเงินชดเชยให้กับยายไฮ ขันจันทรา และอีกหลายคนซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณีของการสร้างอ่างเก็บนํ้าอย่างที่พวกเรา ได้รับทราบกัน แต่ผมกราบเรียนว่าเรื่องของที่ดินยังมีปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนกว่านั้น เมื่อวานนี้เองคณะรัฐมนตรีก็ได้รับหลักการในแนวทางของร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง แม้ว่าตัวร่างของตัวกฎหมายนั้นเราอาจจะยังไม่ได้อนุมัติโดย ครม. เพื่อให้กฤษฎีกาดําเนินการอย่างเรียกว่าเต็มฉบับทั้งร่าง แต่เมื่อรับหลักการไปแล้ว คณะรัฐมนตรีก็ได้มอบให้กับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องออกไปรับฟังความคิดเห็น ได้มีการเสนอในคณะรัฐมนตรีอย่างนี้ว่า เพื่อให้การแก้ไข ปัญหาที่ดินทํากินเป็นไปอย่างเป็นระบบและสามารถแก้ไขได้ครอบคลุมทุกปัญหาที่มี ความเกี่ยวเนื่องกัน รัฐบาลจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น สัมมนาโดยทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร รัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. ส.ว. ภาคประชาชน นักวิชาการ สื่อสารมวลชน โดยจะจัดทําเป็นนโยบายที่ดินที่เป็นนโยบายที่ดินที่เป็นระบบ หรือที่เรียกว่าเป็นชุดของนโยบายที่ดิน จะมีการพูดถึงทั้งในเรื่องของโฉนดชุมชน ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง มีการพูดถึงเรื่องพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดิน มีการพูดถึงเรื่องการเช่าป่า ซึ่งราษฎรหลายล้านครอบครัวเรียกร้องว่าต้องการที่จะมีเอกสารสิทธิในที่ดินทํากิน การทําเรื่องที่เป็ นระบบเช่นนี้จําเป็ นที่จะต้องใช้เวลา ความจริงเราไม่ได้ขัดข้อง เรื่องกฎหมายฉบับนี้แต่จะขออนุมัติสภาและท่านผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ว่ารัฐบาล จะขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ เพื่อนสมาชิกถามว่าจะสามารถกําหนดระยะเวลา ในช่วง ๖๐ วันได้หรือไม่ว่าจะทําอะไรบ้าง ผมก็ถือโอกาสนี้กราบเรียนกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าหลังจากรับไปแล้วเราจะกําหนดขึ้นมาเป็นคณะทํางานในการที่จะรับฟัง ความคิดเห็นและจัดทําชุดของนโยบายที่ดิน เรื่องของกฎหมายฉบับนี้พระราชกฤษฎีกา หวงห้ามที่ดินเป็น ๑ ในชุดนโยบายที่ดินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย เคยหยิบยกทํากันมา รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่คํานึงถึงการให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องคนยากจน เรารู้ว่าปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเรื่องที่ดิน เรื่องหนี้สิน เรื่องรายได้เกษตรกรแม้แต่กระทั่ง เรื่องของคนจนเมืองเป็นเรื่องใหญ่ หลายนโยบายที่เรียนไปเราก็จะทํา ปัญหาที่ดิน ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ยังมีเรื่องซับซ้อนอีกมากมายที่ต้องพูดคุยกัน รัฐบาลยังหวังว่า ในช่วง ๖๐ วันจากนี้ไปเราคงจะต้องขอพลังจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันทําเรื่องใหญ่ที่สุดในสังคมไทยคือการแก้ไขปัญหา เรื่องของที่ดินทํากินอย่างเป็นระบบให้กับสังคมไทย ให้กับคนไทย ให้เกิดความเป็นธรรม เราต้องลบล้างคําพูดที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นต่อสู้ขับเคี่ยวกันทางการเมือง ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินที่ไม่เท่าเทียม วันนี้เมื่อเรามีโอกาสมาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร เห็นปัญหาร่วมกัน เราต้องตั้งใจที่จะทํางานนี้ในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง คนยากคนจนที่มีความไม่เป็ นธรรมอยู่จริงในสังคมนี้ให้เขาได้รับความเป็นธรรม หลายประเด็นครับที่ท่านพูดถึงในสภา รัฐบาลจะรับไปพิจารณาในทุกเรื่อง และเรื่องใด ที่ใช้อํานาจทางบริหารดําเนินการก่อนได้ไม่รีรอเลยครับที่จะทํางาน สถานการณ์การเมือง ต่อหน้าก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่นโยบายใหญ่รัฐบาลจะไม่หยุดยั้งครับ เพราะฉะนั้น ผมถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานจะขออนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรในการรับ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๑๑ ฉบับนี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ๖๐ วันและจะไปทํางาน ร่วมกันเพื่อที่จะกลับมาจัดทํานโยบายที่ดินร่วมกันให้เป็นประโยชน์กับสังคมไทยต่อไปครับ