สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓

ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องการยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนในจังหวัดลพบุรี และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดในการเพิกถอนพื้นที่ที่ทหารไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อส่งมอบที่ดินให้กับประชาชน

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ลพบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับ มอบหมายจากท่านสุวโรช พะลัง และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ของทางราชการ พ.ศ. .... ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนถึงหลักการและเหตุผลในเบื้องต้นว่า โดยที่สมควรแก่เวลาที่สภาของเราจะได้บัญญัติให้มีกฎหมายว่าด้วยการยกเลิกการสงวน หวงห้ามที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ เหตุผลก็เนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กฎหมายได้กําหนดให้มีการประกาศเขตหวงห้ามตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของทางราชการ มากมาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านสุวโรชได้กล่าวไปว่ามีอยู่ประมาณ ๑๒ ฉบับ แต่ดิฉันขอกราบเรียนว่าความจริงแล้วพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตหวงห้ามที่ดิน ของทางราชการนั้น ๑๒ ฉบับนั่นเป็นเพียงของหวงห้ามไว้เพื่อใช้ในราชการของกองทัพบก เท่านั้น เท่าดิฉันตรวจสอบทั้งหมดเบื้องต้นตอนนี้มีทั้งสิ้นจาก พ.ศ. ๒๔๗๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นช่วงที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงห้ามในช่วงนั้น มีทั้งหมด ๕๓ ฉบับ แล้วก็ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ๓๔ จังหวัด นอกจากนั้นยังมี ประกาศกฎกระทรวงที่ได้ประกาศเขตหวงห้ามที่ดินในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ พระราชกฤษฎีกายังมีอยู่ทั้งหมดก็คืออีก ๗๒ ฉบับในพื้นที่ ๓๒ จังหวัด เพราะฉะนั้นดิฉันขอกล่าวว่าจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีกฎหมายแล้วก็ประกาศ เขตหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการทั้งสิ้น ๕๓ ฉบับ แล้วก็อีก ๗๒ ฉบับ ก็เป็ นร้อยกว่าฉบับ ไม่ใช่แค่ ๑๒ ฉบับที่ท่านสุวโรชได้กล่าวไปเป็ นส่วนเฉพาะ ของกองทัพบก ดังนั้นที่ดินที่ประกาศไว้มากมายแต่ว่าราชการไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์หรือว่าบางส่วนที่ได้ประกาศนั้นไปครอบทับที่ดินของราษฎรที่ได้ ครอบครองไว้ก่อน แล้วก็ได้กลายเป็นชุมชนที่ปัจจุบันราชการนั้นก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ ในที่นั้นได้อยู่แล้ว จึงสมควรได้มีกระบวนการ มีขั้นตอน มีกฎหมาย ที่จะเป็นช่องทาง ให้ราษฎรได้เป็นช่องทางที่ได้ร้องขอความเป็นธรรมในกรณีที่คิดว่าเขาควรจะได้รับสิทธิ อันนี้ไม่ให้ถูกรอนสิทธิ กฎหมายฉบับนี้คงไม่ใช่อยู่ ๆ จะไปเพิกถอนได้ง่าย ๆ นะคะ จะต้อง มีกระบวนการและขั้นตอนมากมาย ดิฉันขออนุญาตกล่าวถึงความเป็นมาของเรื่องก่อนว่า ทําไมได้มีประกาศเขตหวงห้ามมากมายขนาดนั้น ถ้าย้อนอดีตกลับไปดิฉันเป็น ส.ส. สมัยแรก ๒ ปีนี้ก็ได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาแต่งตั้งขึ้นทั้ง ๒ ชุด ทําให้ ได้มีโอกาสศึกษาเอกสารเก่า ๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นพี่ได้ศึกษาเอาไว้ กล่าวได้ว่า เรื่องปัญหาที่ดินทํากินนั้นเป็นมหากาพย์ของสภาแห่งนี้ สภาทุกยุคทุกสมัยจะต้องหยิบยก เรื่องปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทํากินขึ้นมานําเสนอ แล้วก็ได้มีการตั้งกรรมาธิการมาทุกครั้ง ปรากฏว่าเมื่อดิฉันได้กลับไปดูรายงานของกรรมาธิการแต่ละฉบับก็ได้มีข้อเสนออยู่ทุกฉบับ ว่าเสนอให้ทําอย่างไร บางเรื่องก็ได้มีการทําไปแล้ว แต่บางเรื่องข้อเสนอนั้นก็ยังค้างอยู่ เฉพาะในส่วนของที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ ดิฉันขออนุญาตท่านประธาน มีรายงานเฉพาะของสภาเลย เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงห้ามที่ดินของทางราชการ คือสภา เคยตั้งเฉพาะวิสามัญชุดนี้เลยนะคะ ดูเฉพาะเรื่องพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงห้าม ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แล้วก็ได้สรุปเอกสารไว้ชัดเจนเลยว่ามีจังหวัดไหน อะไรบ้าง อาจจะ ไม่ครอบคลุมทั้งหมดทุกพระราชกฤษฎีกา แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาความเดือดร้อน ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประชาชน ปัญหาของส่วนราชการที่เป็นเจ้าของที่ดินก็มีปัญหาด้วย แล้วก็มีข้อเสนออยู่มากมาย ไปดูว่าทําไมถึงต้องมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาอย่างมาก ในยุคนั้น ดิฉันก็ให้ความเป็ นธรรมกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็ น ท่าน พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หรือท่าน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะว่า เมื่อเรากลับไปย้อนดูว่าทําไมท่านถึงได้ประกาศไว้ ในยุคนั้นประเทศไทยเราก็มีที่ดิน อยู่เท่านี้แต่มีประชากรไม่มากนัก ท่านผู้นําก็ได้มีการมองกาลไกลว่าอนาคตประชาชน จะต้องเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ที่ดินก็จะต้องหายากแล้วก็ราคาสูงขึ้น หากราชการไม่สงวนไว้ใช้ ก็จะไม่มีที่ดินอีกเลย โดยเฉพาะในส่วนของทหารดิฉันก็ต้องให้ความเป็นธรรมว่าในยุคนั้น ก็สงวนไว้เยอะ แต่ดิฉันก็พูดตลอดในคณะกรรมาธิการว่าถ้าเราไปดูเจตนาของผู้ที่ออก พระราชกฤษฎีกา บังเอิญเรามายุคหลังเราก็ไม่ได้ดูรายละเอียดกัน ท่านก็ได้เขียนไว้แล้ว เป็นตัวอย่างพระราชกฤษฎีกาที่ดิฉันรวบรวมมา ทุกฉบับของพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๔ จะบอกไว้เลยนะคะว่าเจตนาของท่านที่ออกกฎหมาย ท่านออกกฎหมายไม่ได้คลุมทั้งหมด ถึงแม้ว่าท่านจะประกาศเขตหวงห้ามไว้เป็นแสนเป็นล้านไร่ก็ตาม แต่ท่านเขียนไว้ชัดเจน มาตรา ๔ ของทุกพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงห้ามเขียนบอกว่า มาตรา ๔ ที่ดิน รกร้างว่างเปล่าซึ่งต้องห้ามตามพระราชกฤษฎีกานี้คือที่ดินที่อยู่ในเขตหวงห้ามตามแผนที่ แนบท้าย อันนี้หมายความว่าแม้ประกาศพระราชกฤษฎีกาครอบคลุมเป็นแสน เป็นหมื่นไร่ หรือว่าล้านไร่ แต่ที่สงวนหวงห้ามคือเฉพาะที่รกร้างว่างเปล่า ดังนั้นในแผนที่แนบท้าย ของทุกฉบับ ดิฉันก็ไปดูเลยว่าพระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับมีแผนที่แนบท้ายเป็นอย่างไร ปรากฏว่าก็จะมีที่ระบุเป็นชื่อหมู่บ้าน ไปดูแผนที่แนบท้าย ยกตัวอย่างจะเป็นของทุกจังหวัด ของจังหวัดลพบุรีก็เยอะ จะมีรูปแล้วก็บอกไว้เลยว่าเป็นหมู่บ้านอะไร ชื่อหมู่บ้านอะไร ในแผนที่ตั้งแต่ปี ๒๔๗๙ แสดงว่าตอนที่รัฐบาลในสมัยนั้นออกพระราชกฤษฎีกา ก็ได้เว้นไว้แล้วว่าที่ใดที่เป็นที่มีชุมชนอยู่อาศัย มีที่ทํากิน ตรงนั้นไม่ใช่ที่หวงห้าม แต่ว่า เราคนยุคหลังเราก็คลุมไปหมดเลย ดิฉันถึงถือว่าไม่เป็นธรรมสําหรับการที่ประกาศ พระราชกฤษฎีกาแล้วก็คลุมพื้นที่แล้วก็ไปทับเอาที่ที่ราษฎรอยู่มาก่อน ดิฉันอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เฉพาะที่จังหวัดลพบุรีมีพระราชกฤษฎีกามากเลยไม่รู้กี่ฉบับ แล้วก็ คลุมทั้งเมือง มันก็เป็นปัญหา ดิฉันรับเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องจากทุกอําเภอ บางหมู่บ้าน เขามีเอกสารหลักฐานการอยู่ของเขามายาวนาน ยกตัวอย่างเช่นตําบลดีลัง อําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มีหลักฐานทางโบราณคดี แล้วก็นักประวัติศาสตร์ ดิฉัน ขออ้างถึงท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ก็มีการศึกษาเรื่องราวของหมู่บ้าน เอกสารหลักฐาน แม้แต่มีแผนที่เดินทัพ แผนที่เดินทัพสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ก็คิดดูแล้วกันว่าตรงกับ พ.ศ. ๒๓๒๕ กี่ร้อยปีมาแล้ว ในแผนที่เดินทัพ สมัยนั้นศึกสงครามยังมีระบุที่ตั้งของ หมู่บ้านดีลังก็แสดงว่ามี หรือว่ายกตัวอย่างที่ดินของหมู่บ้านนํ้าจั้น ตําบลเขาสามยอด อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่แห่งนี้ก็อยู่กันมาเก่าแก่ยาวนาน มีหลักฐานหมู่บ้าน มีตั้งแต่วัด มีโรงเรียน มีหลักฐานทุกอย่างคงไม่สามารถเล่าทั้งหมด เหล่านี้ราษฎรก็อยู่มาก่อน ที่ตําบลท่าแคก็เช่นกัน อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่ท่านสุวโรชได้กรุณาเอ่ยถึงว่าที่แห่งนี้ เอกสารสิทธิของราษฎรมีโฉนดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ทุกคนก็มี ดิฉันก็คงไม่ได้เอา ตัวอย่างจริงมาว่าราษฎรที่อยู่ที่ตําบลท่าแคหลายบ้านก็มีโฉนดแผ่นใหญ่ ๆ อย่างนี้ ท่านก็คงจะทราบว่าเป็นโฉนดที่ออกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าของก็บอกถ่ายมาให้ดูเลยว่า มันมีชุมชนอยู่แล้วจริง ๆ หรือว่าที่ตําบลพุคา อําเภอบ้านหมี่ก็เช่นกันคงไม่อาจยกตัวอย่าง ได้หมด รวมทั้งในเขตอําเภออื่น ๆ ด้วย ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงอันนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า กฎหมายที่เรากําลังพิจารณาในวันนี้มันจะเป็นการให้สิทธิราษฎรได้มีโอกาสได้เป็นช่องทาง ที่จะยื่นขอเพิกถอนเฉพาะในส่วนที่ดินที่ราชการสงวนหวงห้ามไว้แล้วแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือว่าสงวนทับที่ของราษฎรที่ครอบครองมาก่อน หรือว่าที่ดินแห่งนั้นได้กลายมาเป็นชุมชน กลายเป็นบ้านเรือนที่อยู่กันหนาแน่น แน่นขนัดเลย ถ้าใครลงไปดูพื้นที่จริง ๆ ก็จะทราบ อยู่แล้วว่าอย่างไรเสียถ้าสงวนไว้เพื่อการฝึกก็คงฝึกไม่ได้อีกแล้วเพราะว่าเป็นบ้านเรือน อย่างไรก็ตามดิฉันอยู่ที่จังหวัดลพบุรีดิฉันก็ทราบว่าทหารก็จําเป็ นต้องมีพื้นที่ฝึ ก ในการทํางานในพื้นที่เราได้คุยกับทางฝ่ายทหาร มีข้อเสนอจากฝ่ายทหารที่น่าสนใจ ก็มีเอกสารสรุป นี่เป็นเอกสารสรุปที่คณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานทหาร กรมธนารักษ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ข้อเสนอก็มีตรงกันว่าที่ที่ทหารไม่ได้ใช้ประโยชน์ แล้วก็ใช้ ฝึกไม่ได้ แล้วก็กลายสภาพไป แล้วก็ควรจะมีการเพิกถอน แต่ว่าปัจจุบันเรายังไม่มี กฎหมายเพิกถอนโดยเฉพาะ จะมีเฉพาะที่เป็นการเพิกถอนที่ถอนสภาพของ พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ แต่ก็มีข้อถกเถียงในกฤษฎีกาว่าที่สงวนหวงห้ามของทางราชการเมื่อยังไม่ได้ใช้ ก็ยังไม่ได้เป็นที่ราชพัสดุ ดังนั้นการเสนอกฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นช่องทางหนึ่ง โดยเฉพาะ ในรายงานล่าสุด รายงานล่าสุดของคณะกรรมาธิการที่สภาแต่งตั้งไปแต่ยังไม่ได้สู่การพิจารณา ของสภา มีข้อเสนอชัดเจนว่าถ้าจะสังคายนาปัญหาที่ดินซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านมีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ไข ปัญหาเรื่องของหนี้สิน แล้วก็การถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ตอนนี้ก็เห็นมีรูปธรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโฉนดชุมชน หรือเมื่อคืนล่าสุดก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่าเมื่อวานนี้ ครม. ได้อนุมัติในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องของ กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงดิฉันคิดว่าเราน่าจะถือโอกาสนี้ ได้มีการทําการสังคายนาปัญหาที่ดินครั้งใหญ่ของประเทศ เพราะว่าตามข้อเสนอ ของกรรมาธิการควรจะมีกฎหมาย ๔ ฉบับ ไม่ใช่เฉพาะฉบับนี้ด้วยว่าได้พิจารณาสู่สภา ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย เพราะว่าเราเห็นควรว่าน่าจะมี คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่ออกมาเป็นกฎหมายรองรับ แล้วก็มีกรรมการ ที่ทําเรื่องที่ดินโดยเฉพาะเลย แล้วก็มีร่างพระราชบัญญัติการยกเลิกการสงวนหวงห้าม ที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. .... อันนี้ก็เป็นวันที่เรากําลังพิจารณาอยู่ นอกจากนั้นแล้วก็มีเรื่องพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องที่อยู่ในเขต ป่าสงวนและได้รับผลกระทบแต่ว่าอยู่มาก่อนอะไรพวกนี้ อย่างไรก็ตามดิฉันก็เป็นห่วง เพราะว่าดิฉันก็อยู่พื้นที่รู้ว่าที่ดินถูกเปลี่ยนมือไปมาก ถ้าเราพิจารณากฎหมายนี้ โดยไม่ระมัดระวัง เพิกถอนไปแล้วก็ไม่มีกระบวนการต่อเนื่องว่าเพิกถอนไปแล้ว กระบวนการต่อจากนั้นจะไปทําอย่างไร แล้วก็ราษฎรจะรักษาที่ดินไว้เป็นสมบัติของตน ได้มากน้อยแค่ไหน ทําอย่างไรถึงจะไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของนายทุน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สภา ก็คงจะต้องร่วมกันพิจารณาด้วยความรับผิดชอบว่าสิทธิของราษฎรนั้นควรจะพึงมีพึงได้ แต่ว่าทําอย่างไรจึงจะไม่ให้การแก้ปัญหาเรื่องนี้แล้วไปเกิดปัญหาเรื่องใหม่ เรื่องของ การบุกรุกพื้นที่ต่อไป อันนี้ก็เป็นข้อห่วงใยที่ดิฉันกราบเรียน อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้จะมี ข้อดีขอสนับสนุนให้เพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันสนับสนุนด้วย เพราะว่าถ้าเราไม่เพิกถอน ปล่อยไว้ก็คาราคาซังเพราะว่าทําอะไรก็ไม่ได้ อย่างที่สมาชิกหลายท่านพูดไปแล้วว่า สาธารณูปโภคที่ทางท้องถิ่นจะจัดให้ งบประมาณจะจัดถนน ไฟฟ้ำ แหล่งนํ้า เข้าไปก็บอก ทําไม่ได้เพราะว่าติดกันอยู่ในเขตหวงห้ามของทหาร หรือแม้แต่ที่เป็นส่วนหมู่บ้าน ขณะนี้ สภาพความเป็นจริงของสังคมก็คือพ่อแม่แล้วก็ลูกแต่งงานแยกครอบครัวก็สร้างบ้านใหม่ ปรากฏว่าพอสร้างบ้านใหม่ขอบ้านเลขที่ก็ขอไม่ได้ พอขอบ้านเลขที่ไม่ได้ก็ไปขอนํ้า ขอไฟฟ้ำไม่ได้ ความเป็นจริงในพื้นที่ก็คือโยงสายไฟฟ้ำต่อกันเอง ในขณะที่อันตราย ที่อาจจะเกิดอัคคีภัยหรืออะไรก็น่าเป็นห่วง นอกจากนั้นแล้วที่พบมาพอผู้ครอบครองที่ดิน เขาไม่มีความรู้สึกว่าเขาได้เป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ความรักความผูกพันกับที่ดินก็มีน้อย ขณะนี้ที่ตําบลท่าแคเมื่อสัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้มีโอกาสพบกับท่านผู้บริหารท้องถิ่น เขาก็บอกว่าเสียดายมากเลยที่ดินตําบลนี้ปกติแล้วเป็นที่ดินที่ทําการเกษตรชั้นดี แต่เนื่องจากมันอยู่ในเขตทหารแต่ว่าราษฎรก็ครอบครอง ก็เลยมีการขาย เจ้าของก็ขาย หน้าดิน ตักขายพรุนไปหมดเลย ตอนนี้ก็คือแทนที่จะเป็นการฟื้นฟูพัฒนาที่ดินก็มีการขาย ออกไป อันนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากเขาไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ดิฉัน ก็คงจะขออนุญาตว่าถ้าหากว่าสภาได้พิจารณากฎหมายนี้ แล้วก็ได้ให้การสนับสนุน ทางรัฐบาลไม่ทราบว่าจะรับหลักการในวันนี้หรือว่ารับไปพิจารณาก็ขอให้ได้ไปเชื่อมโยง กับนโยบายของรัฐบาลเรื่องของโฉนดชุมชน เรื่องของการต่อเนื่องหลังจากนั้นว่า ทําอย่างไรให้มันรอบคอบ

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันขอกล่าวถึงนะคะว่าในส่วนของที่ดิฉันได้ติดตาม เรื่องของพื้นที่ทับซ้อน จังหวัดลพบุรีนี้มีความต่างจากที่อื่นคือนอกจากจะมี พระราชกฤษฎีกาทั่ว ๆ ไปแล้วยังมีพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศทับซ้อนกันนะคะ เรียกว่า มีพระราชกฤษฎีกา ปี ๒๔๗๙ ประกาศมานะคะ ฉบับนี้ขออนุญาตพูดถึงฉบับเดียว ปี ๒๔๗๙ ประกาศทั้งหมด ๔๐๓,๗๕๐ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ก็คืออําเภอเมือง อําเภอ บ้านหมี่ อําเภอโคกสําโรง แล้วก็อําเภอพัฒนานิคม ปัจจุบันพระราชกฤษฎีกานี้เป็นที่ตั้ง ของหน่วยทหาร ๑๓ หน่วย จาก ๔๐๓,๗๕๐ ไร่ ทหารได้ใช้ประโยชน์อยู่ ๒๖๓,๕๐๒ ไร่ แล้วเป็นที่ที่ทหารไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็คือ ๑๔๐,๒๔๘ ไร่ ถามว่าในส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งก็ได้ส่งให้กับกรมธนารักษ์ อันนี้ก็คือหมายความว่ามันจะมีพระราชกฤษฎีกา ทับซ้อนกัน เรียกว่าพระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามที่ดินไว้เพื่อการประชาสงเคราะห์ ปี ๒๔๘๓ ทับซ้อนกันอยู่ ดิฉันก็คงไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด เพราะว่าเรื่องราวมันก็เป็น แผนที่ขนาดใหญ่ มันทับซ้อนกัน ส่วนหนึ่งสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่นกันก็ได้ ออกตามกฎหมายเรื่องการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัตินี้คงออกเอกสารสิทธิให้กับ พี่น้องไปแล้ว แต่ส่วนที่ยังถูกระงับเหลือราษฎรอีกประมาณ ๕๐๐ กว่ารายที่ถูกระงับ ไม่สามารถได้รับเอกสารสิทธิเพราะบอกว่าติดพระราชกฤษฎีกา ปี ๒๔๗๙ ขั้นตอน การดําเนินการก็คือก็ขอฝากทางรัฐบาลให้ช่วยเร่งรัดด้วย ขณะนี้ล่าสุดนี้เรื่องนี้ มีความคืบหน้ามากเลย ถ้าหากว่าพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนยังทําไม่สําเร็จ แต่ดิฉัน ขอฝากเรื่องนี้ว่า ขณะนี้เราได้สํารวจพื้นที่ทับซ้อนกัน ๓ ฝ่ำยก็คือ ทางหน่วยทหารที่รับผิดชอบ โดยมณฑลทหารบกที่ ๑๓ แล้วก็กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่ดูแลเรื่องของ ที่นิคมสร้างตนเอง แล้วก็ส่วนของราษฎร ส่วนของกรมธนารักษ์เป็นตัวกลาง ก็ได้ทําเรื่องนี้ มายาวนานมากเลย นานแล้ว ดิฉันย้อนกลับไปดูเรื่องนะคะ เราก็ตามกันมา ๒๐ ปี ๓๐ ปี จนล่าสุดปีที่แล้วดิฉันก็ต้องขอบคุณท่านสุวโรช พะลัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ช่วยตามติดเกาะติดเรื่องนี้ ในที่สุดเรื่องที่มีมติว่าให้เพิกถอนที่ทับซ้อนนี่มีมายาวนาน แต่มันติดขัดที่งบประมาณแสนกว่าบาทเท่านั้นเอง ก็เหลือเชื่อว่าเงินแค่แสนกว่าบาท ถามว่าติดที่อะไร เขาก็บอกว่าติดว่าไม่มีงบประมาณไปสอบแนวเขตว่าส่วนที่ทหาร จะขอไว้ใช้ไม่มีงบประมาณ เราพูดชัดเจนว่าส่วนใดที่ทหารจะใช้ประโยชน์เราต้องเอาไว้ ให้ทหาร เพราะทหารเองก็ต้องฝึก เพราะถ้าไม่ฝึกก็คงไม่พร้อม ยามศึกสงครามก็ไม่ได้ ดิฉันก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นไปช่วยกันหางบประมาณมา ก็ได้ติดตาม ทางกรมธนารักษ์ ก็ได้อนุมัติมาแสนกว่าบาท บัดนี้ล่าสุดเลยทางจังหวัดมีหนังสือแจ้งมาว่าได้สํารวจ แนวเขตเรียบร้อยแล้วนะคะ มีพื้นที่ในส่วนที่จะเพิกถอนเฉพาะที่ทับซ้อนอยู่ประมาณ ๑๐๑,๖๐๐ ไร่ แต่ว่าขอกันเฉพาะพื้นที่ที่ทหารจะไว้ใช้ฝึก สํารวจแนวเขตแล้วเดิมที บอกไว้ว่าจะขอกันไว้เป็นสนามยิงปืนเขาเอราวัณ บอกว่า ๓๕,๒๐๐ ไร่ มันอยู่ติดกัน ปรากฏว่าพอไปวัดแนวเขตล่าสุดได้ ๔๑,๘๑๒ ไร่ อันนี้หมายถึงส่วนของทหารขอกันเอาไว้ ก็ยังไม่เพิกถอน ส่วนที่จะเพิกถอน ๑๐๑,๖๐๐ ไร่ ดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีด้วยว่าถ้าหากธนารักษ์พื้นที่ได้ส่งมาเข้าตามระบบแล้ว ส่งมาที่กระทรวงการคลัง แล้วก็จะได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง อันนั้นก็เป็นการออกพระราชกฤษฎีกาโดยใช้ ครม. ถ้าเพิกถอนเสร็จปุ๊ บก็จะเป็นการเพิกถอน ส่วนของพื้นที่ทหารออกไป ก็จะกลายเป็นการส่งมอบที่ดินให้กับกรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการก็สามารถนําไปออกโฉนดซึ่งเขายื่นมา หลายปีแล้ว เป็น ๑๐ ปีแล้ว ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ดิฉันก็ขอกราบเรียนว่าสําหรับ เรื่องราวของที่ดินนี้เป็นปัญหาที่ทับซ้อน แล้วก็เหมือนเชือกที่ผูกปมกันแน่นมานานเลยนะคะ ถ้าเราได้แต่บ่นก็ไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะทําให้มีช่องทางให้ประชาชนได้เสนอขอเพิกถอน แต่ขั้นตอนก็ไม่ได้ทําได้ง่าย ถ้าท่าน ไปดูในรายละเอียดกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ ๑๐ มาตรา แต่ว่ามันจะมีขั้นตอนเลยว่าผู้ร้อง จะต้องไปยื่นร้อง จะยื่นร้องต่อนายอําเภอ หรือว่าจะยื่นร้องต่อผู้ว่าราชการโดยตรง แล้วจะมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่าคําร้องนั้นมีเหตุมีผลไหม แล้วต้องใช้กระบวนการ เรื่องของการพิสูจน์สิทธิเหมือนกันแต่กระทําให้เร็วขึ้นมีกรอบเวลา เช่นไม่ใช่ไปดองเป็นปี มีกรอบเวลาเลยว่าต้องทําให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ๖๐ วัน เมื่อคณะกรรมการระดับจังหวัด เห็นชอบถึงจะส่งมาคณะกรรมการระดับชาติ ถ้าคณะกรรมการระดับชาติเห็นว่าสมควร เพิกถอนก็ไปตามช่อง แต่ถ้าไม่เห็นสมควรก็ยกคําร้อง ประชาชนก็มีช่องทางไปต่อสู้ ไปอุทธรณ์เป็นช่องทางหนึ่งที่จะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องราษฎรของเรา จึงถึงเวลาแล้ว ที่สภาจะได้ใช้ความกล้าหาญตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ส่วนว่าจะทําให้รอบคอบอย่างไร ดิฉันก็เป็นห่วงค่ะ ที่ดินของแผ่นดินนั้นดิฉันยืนยันตลอดว่าคนที่มีสิทธิสมควรได้สิทธิ แต่คนที่ไม่มีสิทธิก็ไม่สมควรได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้สมาชิกทุกท่านได้โปรดให้การสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ