รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนะว่า การจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุควรพิจารณาถึงรายได้และความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ โดยไม่ควรล็อกเงื่อนไขไว้เพียงรายได้เท่านั้น และควรปรับปรุงประกาศและระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพให้เกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันก็มีความเห็นกับกฎหมาย ที่ไปแก้ไขมาค่อนข้างมากนะคะ ที่จริงรัฐธรรมนูญตอนแรกของสภาผู้แทนราษฎรเสนอไป ผ่านออกไปเรียบร้อยก็คือบอกว่าการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเปึนรายเดือนอย่างทั่วถึง และเปึนธรรม ซึ่งก็ตรงตามนโยบายที่รัฐบาลปฏิบัติในขณะนี้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันว่า ก็เปึนการสะดวก แล้วก็เรื่องทั่วถึงก็ไม่ยาก เรื่องเปึนธรรมก็ไม่มีปัญหา เพราะว่า เราก็ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ ๖๐ ป้ขึ้นไป ซึ่งได้รับเงินเดือนหรือได้รับบําเหน็จบํานาญ ได้รับ รายได้จากราชการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปึนรายเดือนรายป้ก็ตาม ดิฉันก็เข้าใจว่าไม่เปึนปัญหา แต่เมื่อทางวุฒิสภาแก้มาตอนแรก แล้วบอกว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพเปึนรายเดือนแก่ผู้สูงอายุ ที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพอย่างทั่วถึงและเปึนธรรม รอบแรกดิฉันก็ไม่ค่อยติดใจ เพราะเปึนการล้อมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ ที่บอกว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบป้บริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ก็บอกไปว่ามีสิทธิอะไรบ้าง ตอนนั้นดิฉันก็ไม่ติดใจนะคะ แต่เมื่อไปแก้มาดิฉันเห็นด้วยกับท่านผู้มีเกียรติเมื่อสักครู่ว่า ยิ่งไปแก้บอกว่าจ่ายเบี้ยยังชีพ เปึนรายเดือนอย่างทั่วถึงและเปึนธรรม ต่อท้ายว่า ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงรายได้และความเปึนอยู่ของผู้สูงอายุ ถ้ากฎหมายออกมา อย่างนี้มันก็จะล็อกเอาไว้ว่า ต้องคํานึงถึงรายได้ มันจะต้องมีเงื่อนไขรายได้กับเงื่อนไข ความเปึนอยู่ของผู้สูงอายุนั้น คือถ้าเปึนเหมือนตอนแรกนี่แค่บอกว่าไม่มีรายได้เพียงพอ มันก็พอบอกได้ แต่พอมาล็อกอย่างนี้นะคะ กฎหมายออกมามันก็จําเปึนที่จะต้อง ดําเนินการตามนี้ ถ้าเฉพาะเหมือนตอนแรกตามรัฐธรรมนูญนี่ อันนั้นมันก็เปึนการกําหนด ว่าผู้มีรายได้ไม่เพียงพอนี่อย่างน้อยต้องได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลให้คนอื่นด้วย ของผู้ที่มี พออยู่พอกินด้วยคือให้เกินมันไม่เปึนไร แต่อย่าให้น้อยกว่า แต่ถ้ามาล็อกไว้อย่างนี้มันมี เงื่อนไข ๒ อย่าง อย่างที่ดิฉันพูดว่ามีเรื่องของรายได้กับมีเรื่องของความเปึนอยู่ซึ่งจะต้องมี ปัญหามากเลย แล้วแถมดิฉันว่าคณะกรรมาธิการร่วมกันก็มองเห็นปัญหานี้ก็มีข้อสังเกต ตามมา ในข้อสังเกตนี้ก็บอกว่า ในการจ่ายเบี้ยยังชีพควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้ มีการขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุที่ประสงค์จะได้รับเบี้ยยังชีพ ซึ่งอันนี้ทําอยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่บอกว่าโดยผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องแสดงตนว่าเปึนผู้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ต้องถามว่าอะไรคือมาตรฐาน การที่แสดงตนว่ามีรายได้ไม่เพียงพอนี่ ไม่เพียงพอ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รายได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทไม่เพียงพอก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ความเปึนธรรมมันก็จะมีปัญหา เราก็จะถามหาความเปึนธรรมอีก คน ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุที่มีรายได้แค่ ๑,๐๐๐ บาทก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นความไม่เพียงพอนี่ มันก็จะถูกตั้งคําถาม และข้อสังเกต ข้อ ๒ ก็บอกว่า ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปปรับปรุง ประกาศและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุให้เกิดความเปึนธรรม มากยิ่งขึ้น เฉพาะข้อสังเกตข้อแรกมันก็เห็นความไม่เปึนธรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไปปรับปรุง ประกาศและระเบียบเราก็จะพบว่าที่รัฐบาลปัจจุบันนี้ที่ต้องให้ผู้สูงอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไป ยกเว้นที่ได้เงินจากราชการ ก็เพราะว่าเดิมนี่เราก็บอกว่าเบี้ยผู้สูงอายุให้ผู้มีรายได้น้อย ถามว่าผู้มีรายได้น้อยคือใคร ก็มีปัญหาอีกนะคะ ในรอบแรก ๆ นี่หมู่บ้านหนึ่งได้ ๓ คน ๕ คน แล้วก็บอกว่าให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้านหามา ดิฉันลงพื้นที่ดิฉันก็จะถูกร้องเรียน เขาก็จะบอกนี่ อาจารย์เวลาได้นะได้แต่ญาติของกํานันกับผู้ใหญ่บ้าน พอตอนหลังมาดิฉันก็เห็นว่า เมื่อมีการถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของชาวบ้านคงไม่มีปัญหา เพราะเขาก็เพิ่มขึ้นเปึน ๑๐ คน ๒๐ คน แต่ได้ไม่ครบก็คงไม่มีปัญหา แต่เวลาลงไปพบ ชาวบ้านเขาก็บอกอีกเหมือนกันบอกว่า ให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนนี่ ชาวบ้านเขาก็ บอกว่าคนยากจนไม่ค่อยได้ ได้แต่คนอยากจน เพราะว่ามันใช้ดุลยพินิจอย่างไรคะ พอท้องถิ่นเปึนผู้ค้นหามาเปึนผู้กําหนดมาว่าให้ใครบ้าง ก็อีกละเราก็จะได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ได้แต่ญาติของ อบต. ได้แต่ญาติของเทศบาล เพราะฉะนั้นพอรัฐบาลนี้บอกว่าได้ทุกคน ยกเว้นคนที่ได้รับเงินจากราชการอยู่แล้วมันก็จัดการง่ายนะคะ อย่างท่านผู้มีเกียรติ เมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่าท่านก็ไม่เอา หลายคนก็ไม่เอา แต่หลายคนถ้าเขาเอาก็ให้เขา เพราะเขาอายุ ๖๐ ป้ขึ้นไปนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่ามันจะเปึนปัญหา ดิฉันถึง ไม่เห็นด้วยกับการที่ร่างมาใหม่ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ แล้วยิ่งดิฉันไปทราบมาว่า เมื่อต้นเดือนนี้เอง ส.ส. ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ของดิฉันเองนี่ไปร่วมในที่ประชุมของกํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่เขาประชุมประจําเดือน แล้วก็ไปบอกว่าที่จริงแล้วรัฐบาลจะให้สําหรับผู้ที่มี อายุ ๖๕ ป้ขึ้นไป พวกผมนี่แหละเถียงเกือบตายถึงได้ ๖๐ ป้มาให้พี่น้องประชาชน คือเรื่องไม่จริงก็เอาไปพูดแล้วก็หาเสียงอย่างนี้ และถ้ากฎหมายนี้ออกมาแบบนี้นะคะ ในขณะที่รัฐบาลรอบแรกเราก็บอกว่า เราอยากจะให้ทุกคน แต่ถ้าออกมาล็อกไว้นะคะ กฎหมายนี้ถ้าออกมาแล้วเบี้ยยังชีพถูกล็อกไว้ด้วยรายได้กับความเปึนอยู่ก็ยิ่งจะเปึนเหตุ ให้มีคนเอาไปโจมตีได้มากมายว่าตัวเอง ที่จริงดิฉันทราบว่าอยู่ในคณะกรรมาธิการ ร่วมกันนี่นะคะ ตัวแทนที่ไปจากพรรครัฐบาลก็อยากจะกลับไปอยู่ร่างเดิม เพียงแต่ว่าก็แพ้โหวต โหวต ออกมาก็บอกว่าออกมาตามนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ไม่อยากจะให้ใครเอาไปอ้างแล้วก็ไป โจมตีรัฐบาลให้เสียหายทั้ง ๆ ที่ไม่เปึนจริง เพราะว่าบางทีดิฉันว่าคนในพื้นที่ ส.ส. ที่ไม่ค่อยมี ผลงานเท่าไรก็มักจะเอาข้อที่ไม่จริงมาอ้างแล้วก็โจมตีรัฐบาล ไม่มีผลงานอื่น เพราะฉะนั้น ถ้าเอาเรื่องจริงไปพูดดิฉันว่าเปึนเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเปึนเรื่องไม่จริงดิฉันว่ามันเปึนปัญหา สําหรับ ส.ส. เปึนปัญหาถึงคุณธรรมจริยธรรมด้วย อยู่ ๆ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว แถวบ้านดิฉัน ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ก็จะได้เงินค่าชดเชยเบี้ยประกันรายได้คนละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท เขาก็ดีใจ ส.ส. บางคนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ตอนแรกที่เริ่มโครงการประกันรายได้ ก็จะไปบอกว่าอย่าไปเชื่อรัฐบาลทําไม่ได้ แต่พอออกมาตอนนี้ผลก็คือคนหนึ่งได้ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ชาวบ้านพอใจ ก็จะไปบอกว่านี่แหละเปึนนโยบายของรัฐบาล สมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งที่จริงไม่จริง ถ้าจริงไม่เปึนไร แต่ไม่จริงค่ะ แล้วถึงเวลาก็ไปโฆษณา ก่อนหน้านี้ก็ไปบอกว่า นี่นะรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน เมื่อกระแสอย่างนี้มันไม่ได้รับการตอบรับ