สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

ประดิษฐ์ ยมานันท์ หารือเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดทํานโยบายการบริหารและการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแสดงความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสภาที่ปรึกษา

นายประดิษฐ์ ยมานันท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ประดิษฐ์ ยมานันท์ ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมาธิการ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผ่านท่านประธาน ท่านสมาชิกได้ให้ ความสนใจในประเด็นนี้ผมคิดว่านี่เปึนประเด็นที่มีความสําคัญและในคณะกรรมาธิการ ได้ใช้เวลาในการพิจารณามาตรานี้ค่อนข้างจะมาก ความสําคัญของมาตรานี้ก็คือว่า เราจะสร้างประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้อย่างไร แล้วเมื่อเราได้ประเด็นว่าเราจะสร้างการมีส่วนร่วมแล้วอํานาจหน้าที่ ที่มันเหมาะสมของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นควรมีขอบเขตมากน้อยอย่างไร ถึงจะทําให้เกิดประสิทธิภาพ ผมขออนุญาตเรียบเรียงอํานาจหน้าที่บางประการเพื่อตอบ ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกนะครับว่า อย่างมาตรา ๒๐ (๑) นั้นเปึนการเขียนให้ สอดคล้องกับความในมาตรา ๔ วรรคท้าย ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้เพิ่มเติมลงไป หมายความว่าในการจัดทํานโยบายการบริหารและการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาในจังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องมีกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการมี ส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วน คือส่วนที่ ๑ เปึนเรื่องของภาคประชาชน ซึ่งมีอยู่หลากหลายกลุ่มในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนที่ ๒ ก็คือเราจะให้อํานาจกับ สภาที่ปรึกษาเพื่อจะได้ให้ความเห็นว่านโยบายที่จะนําเสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาตินั้น จะต้องให้ สภานี้ให้ความเห็นในเบื้องต้นก่อน นี่คือ (๑) นะครับ (๒) เปึนเรื่องที่ท่านถามและ เกี่ยวโยงไปถึงความในมาตรา ๖ ความในมาตรา ๖ เปึนเรื่องของคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าในการร่างกฎหมายฉบับนี้เราดู ส่วนแรกก็คือความเปึนเอกภาพทางนโยบายในมาตรา ๔ และในมาตรา ๖ เราก็จะมาดู เรื่องการที่จะทํายุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับนโยบายตามมาตรา ๔ ซึ่งตรงนี้เราก็ได้ กําหนดให้สภาที่ปรึกษานั้นมีส่วนร่วม โดยการที่จะให้ท่านประธานสภาที่ปรึกษาท่านเปึน คณะกรรมการโดยตําแหน่ง และนอกจากนั้นสภาที่ปรึกษานี้เองยังสามารถที่จะ ดําเนินการคัดเลือกตัวแทนภาคประชาชนอีกจังหวัดละ ๑ คน บัดนี้เรามีการแก้ไขให้ มาตรา ๓ มี ๕ จังหวัด ก็หมายความว่าจะมีตัวแทนภาคประชาชนอีก ๕ ท่าน รวมกับ ท่านประธานสภาที่ปรึกษาอีก ๑ ท่าน เปึน ๖ ท่าน ท่านก็จะมีหน้าที่ในการที่จะให้ความ เห็นชอบยุทธศาสตร์ ถามว่าทําไมต้องไปให้ความเห็นชอบ ก็เพราะว่าในมาตรา ๗ นั้นเอง กับมาตรา ๙ เราจะพูดถึงกระบวนการการจัดทํายุทธศาสตร์ก็คือ ศอ.บต. เปึนฝ์าย เลขาจัดทํายุทธศาสตร์ให้ กกต. มาเห็นชอบ แล้วก็ไปสู่ว่า กกต. นี้คือใคร ก็คือบุคคลตาม มาตรา ๖ ซึ่งต้องกราบเรียนว่าให้ความมั่นใจว่าในส่วนนี้จะมีประธานสภาที่ปรึกษาและ ตัวแทนอีก ๕ ท่านอย่างที่กราบเรียนแล้ว

ประเด็นต่อไป ในมาตรา ๒๐ (๔) ความหมายของมาตรา ๒๐ (๔) ก็หมายความว่าเมื่อเราสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผู้บังคับบัญชาสูงสุด รวมทั้งท่านผู้อํานวยการ ศอ.บต. ซึ่งอาจจะเปึนท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง หรือตัวเลขาธิการเห็นว่ามีประเด็นสําคัญ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะสอบถามไปยังสภาที่ปรึกษา ในก่อนหน้านี้หมายถึงว่าสภาที่ปรึกษาเขาจะดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ก็โดยดูอํานาจ หน้าที่ที่อยู่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วเห็นว่ามีความจําเปึนจะต้องเสนอความเห็นไป ก็เสนอได้โดยบทบัญญัติก่อนหน้านี้ แต่ในมาตรา ๒๐ (๔) นี้หมายความว่า ข้างบน ผมหมายถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน ผอ. ศอ.บต. หรือเลขาธิการถามมาก็สามารถให้ ความเห็นได้ ส่วน (๗) ที่ท่านสมาชิกมีความเกรงว่าเมื่อเราเป่ดโอกาสให้ประชาชนมา ร้องเรียนกับสภาแล้วสภาจะทําเรื่องนี้อย่างไร ต้องกราบเรียนในเบื้องต้นว่ามาตรา ๒๐ (๗) นี้ประสงค์จะบัญญัติให้สอดคล้องกับความในมาตรา ๑๑ ซึ่งมาตรา ๑๑ บอกไว้ว่า กรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏแก่เลขาธิการหรือโดยการเสนอของสภาที่ปรึกษาก็คืออันนี้ละครับ หมายความว่ามีคนมาร้องเรียนแล้วสภาก็ดําเนินการตามกระบวนการจนปรากฏ ข้อเท็จจริงก็ไปเข้าสู่มาตรา ๑๑ ส่วนความหวั่นเกรงว่าแล้วจะทํางานกันอย่างไรนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามีหลักประกันเอาไว้ในมาตรา ๑๖ ที่เราเป่ดโอกาสให้ ศอ.บต. สามารถกําหนดส่วนราชการ ซึ่งในคณะกรรมาธิการก็มีการพูดกันถึงเรื่องนี้ว่า ในการ กําหนดส่วนราชการของ ศอ.บต. นั้น ศอ.บต. จําเปึนจะต้องให้มีส่วนราชการส่วนหนึ่ง ซึ่งสังกัด ศอ.บต. แต่ไปทํางานให้กับทางสภาที่ปรึกษา โดยยกตัวอย่างการทํางานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างเช่นสภา อบจ. ก็จะมีสํานักงานของสภาแต่เปึน ส่วนราชการที่สังกัดอยู่กับทางฝ์ายบริหาร เหตุผลที่ไม่สามารถเขียนออกมาเปึนอิสระได้ ก็อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กราบเรียนไปแล้วว่า สภาที่ปรึกษานั้นไม่ได้เปึน ส่วนราชการไม่สามารถของบประมาณ ไม่สามารถที่จะทําส่วนราชการได้ แต่เราก็ไม่ได้ ละเลยสิ่งเหล่านี้ นอกจากนั้นในเรื่องเงินได้เขียนเอาไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๘ โดยเขียน เอาไว้ว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือก การสรรหา ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายอื่น ก็จะ เปึนเรื่องที่ทาง ศอ.บต. จะต้องกําหนดโดยความเห็นชอบของ กพต. อย่างนี้ก็เปึนเรื่องที่ เราพยายามจะสร้างหลักประกัน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โดยยึดถือหลักของการกําหนด ส่วนราชการว่า ถ้ามีการกําหนดส่วนราชการให้มันเปึนส่วนราชการที่ทํางานออกไป ก็เกรงว่าจะเปึนภาระทางงบประมาณ แต่ขณะเดียวกันก็คํานึงถึงบทบาท อํานาจ หน้าที่ และการที่จะทําให้สภาที่ปรึกษานั้นสามารถเปึนองค์กรที่สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และมีผลต่อประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ขออนุญาต กราบเรียนครับ