สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกแบบองค์กรและข้อความในกฎหมายที่อาจทำให้เกิดความซับซ้อนในการใช้และตีความ นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการให้คําปรึกษาของสภาที่ปรึกษา โดยเฉพาะข้อที่ ๗ ที่ให้สภาที่ปรึกษาพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชน ซึ่งเข้าใจว่าไม่เหมาะสมและอาจทำให้การให้คําปรึกษาของสภาที่ปรึกษากลายเป็นหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธรครับ ท่านประธานครับ ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งมีการตั้งองค์กรขึ้นมา ผมเองก็อยากจะให้ความเห็นในเบื้องต้นว่านี่คือเปึนตัวอย่าง อันหนึ่งของการที่เวลาเราออกแบบองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมา มันอาจจะขาดการศึกษา ที่จริงจัง แล้วก็พอนึกได้ว่าเลียนเห็นแบบที่ไหนได้ก็มาใส่กันขึ้นไปเรื่อย ๆ ถามว่าการมีสภาที่ปรึกษาอันนี้ขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร ฟังดูจากโครงสร้างที่สร้างขึ้นมา ก็ต้องการให้มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการให้คําแนะนํา คําปรึกษา ที่จริงเดิม ที่เรียกว่าสภาเสริมสร้างสันติสุข แนวคิดนั้นก็น่าจะยังคงอยู่ แต่พอท่านมาแก้เปึน สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา ไม่ทราบว่าแนวคิดไปเห็นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติที่ไปอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นด้วยหรือเปล่า ก็เลยจําลองหรือจําแลง แบบอย่างนั้นมา ผมก็มีคําถามเบื้องต้นเมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการบางท่านได้ชี้แจงไปแล้ว บอกว่าให้สภามีอํานาจหน้าที่ ไม่ทราบว่ายังใช้คํานี้จะได้หรือไม่ เพราะว่าที่เห็นนี้ ก็คือเรียกว่า สภาที่ปรึกษา หน้าที่หลักถ้าเขียนไว้เดิมโดยไม่จําเปึนต้องมาจําแนกเปึนถึง ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อเลย มีอํานาจหน้าที่เสนอแนะให้คําปรึกษาก็น่าจะตรงไปตรงมา จะให้ คําปรึกษาเรื่องอะไรต่ออะไรก็ไม่เปึนไรครับ แล้วแต่จะไปขอคําปรึกษา หรือเขาจะคิด ขึ้นมาเอง แต่ท่านก็พยายามจะแยกแยะให้ขึ้นมา และผมดูแล้วบางข้อมันจะเกินกว่า การให้คําปรึกษาหรือเปล่าไม่แน่ใจนะครับ อย่างข้อ ๑ เมื่อสักครู่กรรมาธิการบางท่าน ได้ชี้แจงไว้แล้ว เขียนเพื่อรองรับกับที่เขียนไว้ในมาตรา ๔ วรรคท้าย ผมก็ดูข้อความ แล้วก็เหมือนกัน มันเหมือนกันเลย มาตรา ๔ วรรคท้าย ให้สภาที่ปรึกษาให้ความเห็น ท่านมาเขียนว่า เขียนเพื่อรองรับกัน เปล่า เหมือนกัน เอาเสียมันเหมือนกันในนี้ ของการเขียนกฎหมายเขาไม่เขียนเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ํากัน เดี๋ยวเกิดไปตีความต่างกัน เหมือนกับที่หลายครั้งที่เราเห็นเวลาเราเขียนกฎหมายที่เปึนระดับพระราชบัญญัติเราก็ ลอกเอารัฐธรรมนูญมาใส่ไปดื้ออย่างนี้ เสร็จแล้วมันก็เกิดปัญหาในการใช้ในการตีความ เอาขึ้นมา ถ้ามันอยู่วรรคนี้ ข้อ ๑ ถ้ามันอยู่ในมาตรา ๔ วรรคท้ายแล้ว ตรงนี้กําหนดเลย ว่าให้สภาที่ปรึกษาพิจารณาให้ความเห็นเปึนหน้าที่เลยว่าต้องทําอันนี้ก่อนที่จะมีการเสนอ ต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาต่อไป แล้วท่านก็มาเขียนย้ําอีก ถ้าไม่ย้ํา ผมก็ถามว่า ข้อ ๑ (๑) กับวรรคท้ายของมาตรา ๔ มีความหมายเหมือนกัน ต่างกันอย่างไรไหม ถ้ามัน เหมือนกันแล้วเขียนซ้ําทําไม ถ้ามันต่างกัน ต่างกันอย่างไร นี่ข้อที่ ๑ ที่อยากจะทราบ และผมก็อยากจะเห็นข้อความอันเดียวกันเหมือนกันไปปรากฏอยู่ในมาตรานั้น มาตรานี้ และสุดท้ายการใช้และการตีความของผู้ที่ใช้ในภายหลังก็มีปัญหาตามมานะครับ

ข้อต่อไป ส่วนใหญ่ก็เปึนเรื่องของการให้คําปรึกษา ข้อ ๓ ตรวจสอบ และประเมินก็ยังดีนะครับ ว่าตรวจสอบแล้วประเมินแล้วก็ยังคงอยู่ในกรอบของ การให้คําปรึกษาอยู่ เพราะว่าจะต้องเสนอความเห็นนั้นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ ให้ความเห็นในข้อ ๔ ให้ความเห็น ข้อ ๕ หาข้อเท็จจริงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการทํางาน ข้อ ๖ เสนอความเห็นต่อเลขาธิการ ก็ยังอยู่ในกรอบของการทําหน้าที่อยู่ แต่พอข้อ ๗ บอกว่า พิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนในกรณีที่เจ้าหน้าที่และในกรณีที่ไม่ได้รับ ความเปึนธรรมจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อันนี้ท่านให้สภาที่ปรึกษาพิจารณาเลย พิจารณาแล้วอย่างไรล่ะ พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เปึนธรรมที่เขาได้รับมา แล้วอย่างไรครับ แล้วไปไหนต่อ ผลของการพิจารณาทําอะไร มันเกินกว่าที่จะเปึนเรื่อง การให้คําปรึกษาหรือเปล่า เพราะว่าท่านบอกให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนไม่ได้ รับเรื่องความเปึนธรรมด้วย ตรงนี้เวลาการกําหนดอํานาจหน้าที่ขึ้นมา ผมว่าเรื่องพิจารณา เรื่องร้องเรียนเห็นไหมครับเมื่อสักครู่นี้เราก็เพิ่งผ่านมา มาตรา ๑๑ หยก ๆ มา มันไม่รู้ ใครต่อใครทําเรื่องอันนี้ เดี๋ยวพวกไปร้องที่โน่น ไปร้องที่นี่ ร้องตรงนี้ไม่ได้ก็ไปร้องที่โน่นเหมือนที่เราเห็น สุดท้าย เรื่องเดียวกันนี่ครับ ประชาชนเองก็จะไปร้องเรียนไม่รู้กี่แห่งต่อกี่แห่ง ผมก็ถามต่อไป ถ้าอย่างนั้นเมื่อสภาที่ปรึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว พิจารณาแล้วส่งความเห็นนี้ไปที่ไหน และความเห็นของสภาที่ปรึกษานี้จะมีผลอย่างไร เพราะว่าหน้าที่ของเขาคือให้คําปรึกษา แต่นี่ท่านกําลังเขียนว่า ให้เขาพิจารณาเรื่องร้องเรียน และถ้ามาร้องเรียนแล้วสภาที่ปรึกษา ทําอะไรไม่ได้ ประชาชนเองก็จะไม่เห็นประโยชน์ของการเขียนข้อนี้ นี่คือตัวอย่างของการเขียน อํานาจหน้าที่การออกแบบและเขียนหน้าที่ขององค์กร ซึ่งมันจะมีปัญหาเรื่องความซ้ําซ้อน ความไม่ชัดเจน ผมก็อยากจะขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ลองทบทวนดูเรื่องนี้ อีกทีหนึ่งให้มันชัดเจนว่าที่ผมถามเปึนประเด็นขึ้นมาโดยเฉพาะ (๑) กับ (๗) ความหมาย ในทางกฎหมายมันจะมีความชัดเจนอย่างไรครับ ขอบคุณท่านประธานครับ