ฐิติมา ฉายแสง เสนอแนะให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารจัดการทุนงบประมาณ โดยเฉพาะการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจทำให้การบริหารจัดการทุนงบประมาณไม่เข้าเป้า เธอยังเสนอแนะให้รัฐบาลสนับสนุนภาคเอกชนและเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อช่วยเหลือประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะไม่ขอที่จะอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ เปึนรายกระทรวง แต่ว่าจะขออนุญาตพูดเปึนในลักษณะภาพรวมมากกว่า ภาพรวมที่ดิฉันจะพูดนั้นเปึน เรื่องของความเปึนห่วงเปึนใยต่อการทํางานของรัฐบาล ซึ่งโดยรวมแล้วคิดว่าประเทศไทย จะไปไม่รอดค่ะท่านประธาน ถ้ารัฐบาลยังขืนทําแบบนี้อยู่ เมื่อเช้าดิฉันได้ยินคําสัมภาษณ์ ของโฆษกประจําตัวของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วยิ่งห่วงใยมากว่าไม่สบายใจมากว่า คําสัมภาษณ์ของท่านนั้นได้พูดไปถึงว่า พรรคเพื่อไทยนั้นไม่ได้ทําตัวเปึน ส.ส. ที่ดีเพราะว่า เราวอล์คเอาท์ออกจากสภา ท่านประธานคะ เราเชื่อว่าการออกพระราชบัญญัติกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมันเปึนเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเปึนการใช้วิธีเลี่ยงวิธี งบประมาณ จริง ๆ แล้วมันเหลือเวลาอยู่อีกตั้ง ๔ เดือนกว่าจะหมดงบประมาณประจําป้ ของประเทศไทยคือในเดือนกันยายน เหลืออีกตั้ง ๔ เดือน แต่ว่าทําไมรัฐบาลถึงต้อง รีบร้อนนําพระราชบัญญัติกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เข้าสู่สภาโดยวิธีเล่นเล่ห์ เพทุบายดังที่ดิฉันได้อภิปรายไปตอนวันจันทร์ที่ ๑๕ ถึงพระราชกําหนดกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทว่า ประชาชนควรจะรู้เท่าทันการทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่มีพรรคประชาธิปัตย์นั้นเปึนหัวหน้ารัฐบาล แล้วก็ต้องรู้เท่าทันการทํางานของ รัฐบาลตรงวิธีที่ว่าใช้เล่นเล่ห์เพทุบายเลี่ยงวิธีงบประมาณ จนกระทั่งมันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในความเชื่อของดิฉัน ท่านมาใช้วิธีการอย่างรวดเร็ว จริง ๆ แล้วในเดือนกรกฎาคมหรือ เดือนหน้านั่นเอง ท่านก็ยังมีเวลาที่จะมาออกเปึนกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจําป้ ครั้งที่ ๒ ในป้ ๒๕๕๒ นี้ก็ได้ ท่านก็ยังมีเวลา เอาละ บางคน บอกว่ามันจะขัดต่อ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ๒๕๔๘ ในเวลาเดียวกันท่านก็ออกกฎหมายแก้กฎหมายพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ ขยายเพดานเงินกู้จาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เปึน ๔๐ เปอร์เซ็นต์เปึนการชั่วคราวก็ได้ในเวลา เดียวกัน และท่านประธานดูสิคะว่าเมื่อวันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน ผ่านพระราชบัญญัติ กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปอย่างฉลุยเลย ๓ วาระรวดในวันเดียวเท่านั้นเอง นั่นมัน หมายความว่าอะไร หมายความว่าการทํางานโดยระบบรัฐสภาท่านสามารถใช้วิธีการ อย่างเร่งด่วนของท่านโดยระบบรัฐสภาก็ได้ แต่ท่านก็จะเลี่ยง เลี่ยงไปเปึนวิธีที่มันทําให้ผิด กฎหมายนั่นเอง คือการทําวิธีนี้มันดูเหมือนกับว่าท่านนั้นทําตามอําเภอใจ และหน้าที่ ส.ส. ของท่าน ท่านประธานคะ หน้าที่ของ ส.ส. ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามจะว่า พรรคเพื่อไทยว่าเราไม่เปึน ส.ส. ที่ดีนั้น ในทางกลับกันท่านประธานลองคิดดูนะคะว่า การที่จะให้ ส.ส. ซึ่งเปึนตัวแทนปวงชนชาวไทยทําหน้าที่แทนประชาชนนั้น จะต้อง พิจารณาแทนประชาชน ต้องพิจารณากฎหมาย แล้วไม่มีรายละเอียดใด ๆ ใน พระราชบัญญัติกู้เงินมาให้เราพิจารณาเลย แล้วเราจะพิจารณาได้อย่างไรคะ ในทาง กลับกันอีกครั้งหนึ่ง ต้องกลับไปดูตัวเองของพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ว่าท่านนั้นเปึน ส.ส. ที่ดีหรือเปล่า เพราะว่า ส.ส. ที่ดีคือผู้ที่มาทําหน้าที่ออกกฎหมาย ตรากฎหมาย แก้กฎหมาย ต้องเปึนตัวอย่างที่ดีให้กับการใช้กฎหมายของคนในสังคมไทย ต้องเปึน ตัวอย่างที่ดีในการเปึน ส.ส. ที่ดีในสภาผู้แทนราษฎรค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงถือว่า เรื่องแรกนี้เปึนเรื่องที่ประเทศไทยก็ไปไม่รอดแล้วในด้านกฎหมาย ถ้าหากรัฐบาลยังขืนทํา แบบนี้อยู่ และรัฐบาลเองยังขืนทําแบบนี้ โครงการต่าง ๆ ในแผนปฏิบัติการ ๒๕๕๕ หรืองบประจําหรืองบลงทุน ในงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ ที่เรากําลังพิจารณา อยู่นี้ มูลค่าถึง ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้นก็จะไปไม่รอด อาจจะติดขัดไม่ราบรื่น รัฐบาลอาจจะเก็บรายได้ไม่เข้าเปัา อาจจะขาดดุลงบประมาณ เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันจึงจะขอพูดเรื่องเกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาลนี่แหละ และความสามารถในการให้กู้ได้ในระบบธนาคาร ซึ่งสุดท้ายในความคิดของดิฉันก็จะ ประมวลรวมกับการออกกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ สุดท้ายนะคะ แต่ว่าก่อนจะไปถึงเรื่องของความสามารถในการให้กู้ได้ของธนาคารนั้น ดิฉันจําเปึนต้องยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างเพื่อให้ได้เข้าใจกันมากขึ้นว่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันอย่างไร และดิฉันเชื่อมั่นว่าตัวอย่างที่ดิฉันหยิบยกขึ้นมานั้นจะเปึนตัวอย่างที่น่าจะโดน ใจนักธุรกิจหลายคน ที่พยายามเหลือเกินที่จะติดต่อกับธนาคารแล้วก็ไม่ประสบ ความสําเร็จเสียที ดังที่ดิฉันอภิปรายไว้เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ของโลกที่มามีผลกระทบทําให้วิกฤติเศรษฐกิจของไทยนั้นถดถอย รัฐบาลจริง ๆ แล้ว จําเปึนต้องกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะว่าต่างชาติก็เกิดวิกฤติเช่นเดียวกัน เขาก็ไม่มีเงินมาซื้อสินค้าส่งออกเราเช่นเคย ดิฉันอภิปรายไว้แบบนั้น จึงต้องกระตุ้น เศรษฐกิจภายในประเทศโดยอะไร โดยการเพิ่มโอกาสท่านประธาน เพิ่มโอกาสให้ ประชาชนนั้นได้เข้าถึงแหล่งทุนให้กับภาคเอกชนนี่ละค่ะ เป่ดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุน และก็พัฒนาภาคการผลิตไปด้วย เขาอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอในการผลิต เอาละ ต้องช่วยเขา พัฒนาให้เขา และก็ต้องช่วยเรื่องการตลาดด้วย ไม่ใช่ว่าให้แหล่งทุน พัฒนาการผลิตแล้ว โอกาสทางด้านการตลาดก็ไม่มี รัฐบาลควรจะหันมาช่วยด้านนี้ ไม่ใช่มุ่งแต่จะช่วยทําให้เกิดโครงการใหญ่ ๆ ซึ่งมีผลดีกับผู้รับเหมารายใหญ่ ๆ บางเจ้า เท่านั้น หรือเรียกว่า เมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลพยายามพูดอยู่เสมอนั่นละค่ะ ทีนี้เรามาดู ความจริงกันท่านประธานเรามาดูความจริงว่า ในภาคธุรกิจของเอกชนนั้นว่าเขาเปึน อย่างไร ปัจจุบันนั้นประชาชนได้รับโอกาสทางธุรกิจเช่นเดียวกับผู้รับเหมารายใหญ่ ๆ ที่ดิฉันกล่าวถึงหรือเปล่า ดิฉันขอยกโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของภาคเอกชน รายย่อย ๆ ว่าเขาจะมีโอกาส เขาจะได้รับโอกาส หรือเขาจะหมดโอกาสในการเข้าถึง แหล่งทุนกันแน่ ตัวอย่างของดิฉันต้องสมมุติ สมมุติว่า ประชาชนคนหนึ่งชื่อว่า นาย ก อยากจะเป่ดธุรกิจร้านกาแฟแบบทันสมัยขึ้นมาสักแหล่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้เงินประมาณสัก ๔๐๐,๐๐๐ บาท มาลงทุนทํากิจการทําอะไร ทําตกแต่งร้านค้าของเขา ซื้ออุปกรณ์ ข้าวของเข้าร้านของเขา แน่ ๆ นาย ก ไม่มีเงินเลยในการที่จะลงทุน จึงต้องไปกู้จาก ธนาคาร แล้วก็รู้ด้วยว่าถ้าจะไปที่ธนาคารเพื่อกู้เงินนั้นจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง เขาจะต้องมีหลักทรัพย์ไปค้ําประกันการกู้ของเขา แล้วเขาก็ต้องมีรายละเอียดไปเสนอกับ ธนาคารด้วยว่า โครงการของเขาที่จะทําร้านกาแฟที่แบบทันสมัย ๔๐๐,๐๐๐ บาท นี่แหละจะต้องใช้อะไรบ้าง เสร็จแล้วธนาคารฝ์ายสินเชื่อ นายธนาคารก็ดี ก็มาคุยกับ นาย ก เสร็จแล้วเรื่องแรกที่ นาย ก นําเสนอ คือหลักทรัพย์ค้ําประกันที่ดิน และบ้านหลัง เล็ก ๆ สักหลังหนึ่งเขาเอาไป เอาไปเสร็จแล้วธนาคารเปึนอย่างไร ขอเก็บเงินค่าประเมิน หลักทรัพย์ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาททันที เสียเงินไปแล้วนะคะ เสร็จแล้วฝ์ายสินเชื่อดูอะไร ดูที่ตัวผู้กู้ ดูที่โครงการที่นําเสนอ พอดูเสร็จแล้ว กดไปในคอมพิวเตอร์ปรากฏว่า นาย ก ตัวแดงเถือกเลยหน้าจอมอนิเตอร์ของธนาคาร เพราะอะไร เพราะว่า นาย ก นั้น อาจจะ ติดเครดิต บัตรเครดิตแค่ ๓ เดือนเองไม่ได้จ่าย เขาเรียกว่า มีประวัติการจ่ายเงินไม่ดี ติดเครดิตบูโร (Credit bureau) ธนาคารก็ดู หลาย ๆ อย่าง ดูเสร็จแล้วธนาคารก็ว่า นาย ก เสียใจด้วยนะให้กู้ไม่ได้หรอก ๔๐๐,๐๐๐ บาทนี้ เพราะว่าคุณมีประวัติทางการเงินเสียอยู่ กดมามันก็ตัวแดงแล้ว โครงการของคุณก็ไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน โครงการของคุณนั้นร้านค้าคุณไม่เปึน ที่น่าสนใจ สินค้ายังไม่ได้ดีพอโดดเด่นเพียงพอที่จะแยกออกมาจากคนอื่น ๆ ได้ ทําเลที่ตั้ง ก็ยังไม่น่าสนใจ สินค้าของท่านอย่างนั้นอย่างนี้ เหตุผลเต็มไปหมด สุดท้ายธนาคารไม่ให้กู้ เพราะว่าคิดว่านาย ก ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้คืนเงินกู้นั้นได้ ไม่สามารถที่จะจ่าย ดอกเบี้ยได้ ท่านประธานคะ เงินที่คนรวย ๆ อาจจะบอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาทเอง แต่คนจน ๆ หรือคนที่อยากจะทํามาหากิน อยากจะลืมตาอ้าปากบอกว่ามันยากเหลือเกิน ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินในการที่จะคุยกับธนาคาร แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิคะ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ท่านกําลังจะขอกู้เงินผ่านไปแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านได้รับโอกาสทองเหลือเกินจากธนาคาร ท่านบอกว่าท่านจะ ระดมทุนจากตลาดภายในประเทศโดยให้ธนาคารนั้นมาซื้อพันธบัตรของท่าน มันก็เปึน การดูดซับสภาพคล่องของธนาคารนั่นเองละค่ะ ถามว่าธนาคารนั้นชอบใจไหมคะที่จะซื้อ พันธบัตรจากท่าน แน่นอนธนาคารมีเงินเก็บอยู่เยอะก็ย่อมชอบใจที่จะมาซื้อพันธบัตร รัฐบาลซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่า เพราะปกติแล้วธนาคารให้ดอกเบี้ยกับผู้ที่นําเงิน มาฝากที่ธนาคารอยู่ ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่พันธบัตรรัฐบาลอาจจะวิ่งไปถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นส่วนต่างตรงนี้ธนาคารชอบใจ มันดีเสียกว่าให้นาย ก ไปกู้เงินเสียด้วยซ้ํา เพราะนาย ก อาจจะใช้คืนเงินกู้ไม่ได้ ทีนี้มาเปรียบเทียบในความ พยายามหน่อยดีไหมคะ ความพยายามของผู้กู้ที่ชื่อว่า นาย ก กับความพยายามของผู้กู้ ที่ชื่อว่า กระทรวงการคลัง โดยนายกรณ์ จาติกวณิช นั้นเปึนผู้นําของกระทรวงการคลัง เปึนผู้บริหารของกระทรวงการคลัง ถามว่า นาย ก นั้นมีความพยายามในการที่จะให้ ธนาคารเห็นอกเห็นใจที่จะให้กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐บาทไหมคะ ตอบว่ามี มีอย่างมากด้วยซ้ํา นาย ก นั้นพยายามเต็มที่พยายามไปหาธนาคารเทียวไล้เทียวขื่อหลายครั้งหลายหน นําเสนอโครงการอย่างละเอียดแล้วละเอียดอีก ขอร้องแล้วขอร้องอีก ธนาคารก็ไม่ให้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรามาดูผู้กู้ที่ชื่อว่ากระทรวงการคลังที่จะกู้เงินจํานวนมหาศาลนั้น เปึนอย่างไรบ้าง ถามว่าคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ต้องใช้ความพยายามในการที่จะไปขอความ เห็นอกเห็นใจกับธนาคารหรือเปล่า ไม่จําเปึน ไม่ต้องเลย ไม่ต้องแม้มีกระทั่งรายละเอียด โครงการใด ๆ ไม่ต้องมี แต่ธนาคารก็ยังให้กู้เพราะฉะนั้นคืออะไร คือรัฐบาลกําลังใช้ ศักยภาพความเปึนรัฐบาล ความเปึนเสี่ยใหญ่ของตัวเอง เสี่ยอภิสิทธิ์ เสี่ยกรณ์นี่ละค่ะ เข้ามากู้กับธนาคาร ธนาคารทั้งหลายก็ยิ้มแปันรอรับอยู่แล้ว รอรับอยู่แล้วว่าดอกเบี้ยที่จะ ได้รับนั้นมันสูงขนาดไหน รัฐบาลมั่นคงกว่าเยอะ นาย ก นี่ไม่มีความมั่นคงเลย ถ้าเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลมาขอกู้กับธนาคารแบบนี้มันจึงหมายความว่า รัฐบาลกลายมาเปึนผู้ฉกฉวยโอกาส ฉกฉวยโอกาสจากภาคเอกชน ฉกฉวยโอกาสที่เขาจะ มีทางลืมตาอ้าปาก เขาเกือบจะได้กู้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายมาเจอ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เขาก็เลยอดกู้กันพอดี รัฐบาลก็คือคนที่มาแย่งสภาพคล่องไปจากธนาคาร การที่ดิฉัน ยกตัวอย่างท่านประธานคะ ยกตัวอย่างของนาย ก ขึ้นมานั้นมันต้องการชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเล็กธุรกิจน้อยไม่ว่ากี่หมื่นบาทกี่แสนบาทกี่ล้านบาท ไม่ว่าจะเปึนธุรกิจการเป่ดร้านกาแฟของนาย ก หรือเป่ดร้านรวงทั่วไป หรือธุรกิจสินค้า โอทอป ของกลุ่มแม่บ้าน หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เอสเอ็มอี ธุรกิจโรงงาน ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางหรือธุรกิจส่งออก ธุรกิจเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันมันมี ความสําคัญกับเศรษฐกิจของชาติมาก เพราะว่าสัดส่วนของธุรกิจต่าง ๆ พวกนี้รวมกัน แล้วเปึนประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นถ้าหากพวกเขาได้รับ โอกาสท่านประธาน ได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ได้รับโอกาสในการพัฒนาการผลิต ได้รับ โอกาสในการที่จะมีโอกาสทางด้านการตลาด เพราะรัฐบาลจะหยิบยื่นให้ ถ้าได้รับโอกาส เขาจะดํารงชีวิตอยู่ได้ เขาจะทํามาหากินอยู่ได้ กลุ่มแม่บ้านก็จะมีเงินมาจุนเจือครอบครัว มากขึ้น โรงงานต่าง ๆ ก็ไม่ต้องป่ดโรงงาน คนงานไม่ต้องตกงาน ธุรกิจรถรับ-ส่ง หน้าโรงงานก็ไม่ต้องป่ดตัวลง ร้านค้าหรือรถเข็นร้านค้าของแม่ค้าหน้าโรงงานก็ไม่ต้องเลิก เงินก็จะสะพัดภายในประเทศมากขึ้น รายได้ภาษีของรัฐบาลนั้นก็จะเพิ่มขึ้นเปึนเงา ตามตัวค่ะท่านประธาน แล้ววันนี้ท่านประธานคะ ที่เรากําลังพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ นั้น เรากําลังพิจารณาในงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท รัฐบาลตั้งงบขาดดุลไว้ที่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท งบขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ละค่ะ ที่ต้องนํามารวมกับพระราชกําหนดกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พระราชบัญญัติกู้เงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อวันอังคารที่ผ่านไป รวมกันไปแล้วเปึน การที่รัฐบาลจะต้องกู้ถึง ๑,๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๑.๑๕ ล้านล้านบาทนั่นเอง ในการ กู้เงินจํานวนมหาศาลนี้เปึนการกู้เงินภายในประเทศพวกเรารู้อยู่ และการกู้เงิน ภายในประเทศรัฐบาลก็บอกแล้วว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาลให้ธนาคารนั้นกู้เงิน ให้ธนาคารนั้นมาซื้อ แล้วอัตราดอกเบี้ยมันก็สูงล่อใจกันเหลือเกิน ถามว่าสภาพคล่อง ของธนาคารที่กําลังจะถูกรัฐบาลนั้นแย่งไปจากภาคเอกชนตัวเลขมันเปึนอย่างไร ดิฉัน มีข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดิฉันคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดี ท่านกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ดี น่าจะนํามาพิจารณา ข้อมูลล่าสุดที่ปรับปรุง ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ เปึนข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่พูดไว้ว่า ปริมาณเงินฝากใน ระบบธนาคาร ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ นั้น ปริมาณเงินฝากมีอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗.๑ หรือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นละค่ะ แต่ปริมาณเงินสินเชื่อ ที่ธนาคารทั้งหลายให้กู้ไป มีประมาณ ๖.๕ ล้านล้านบาท ข้อมูลตรงนี้ลบกัน ส่วนต่าง จะอยู่ที่ ๐.๕๕ ล้านล้านบาท นั่นคือ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับเรื่องนี้ที่ดิฉันจะพูด ต่อไปนั้นมันสอดคล้องกับคําให้สัมภาษณ์ของท่านประธานคณะกรรมการธนาคาร แห่งประเทศไทยที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ นี้เองค่ะท่านประธาน ดูสิคะว่าถ้าเราดูสถิติข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทําให้ดิฉันเชื่อว่าจริง ๆ แล้วมันมีเงินฝากอยู่ในระบบธนาคารสําหรับให้กู้สินเชื่อแค่เพียง ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทําให้ดิฉันคิดต่อไปว่าแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ แน่ ๆ
ข้อที่ ๑ สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลมาแย่งโอกาสในการกู้ของภาคเอกชน
ข้อที่ ๒ เงินฝากให้กู้สินเชื่อในระบบธนาคารนั้นมันกลับกลายเปึนมีไม่พอ ให้กู้ด้วยซ้ํา เพราะรัฐบาลจะกู้เยอะมาก ถ้าหากทุกธนาคารหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลกัน หมด เนื่องจากดอกเบี้ยสูงกว่า มันก็จะมีไม่เพียงพอให้เอกชนกู้ ซึ่งปกติก็ยากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปธนาคารต่าง ๆ ต้องรีบหาเงินฝากเข้าธนาคารกันเปึนการยกใหญ่ เพื่อจะได้อะไร ได้มีสัดส่วนเงินไปให้เอกชนได้กู้บ้าง เพราะว่ามันคือธุรกิจของธนาคาร ท่านประธานคะ การหาเงินฝาก ต่อไปธนาคารต้องล่อใจโดยการให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ฟังดูประชาชนก็อาจจะชอบใจ แต่เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร มันก็ต้องสูงขึ้น เพราะธนาคารต้องการส่วนต่างตรงนี้เพื่อให้มีกําไรเข้าสู่ธนาคาร เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ลองคิดดูนะคะว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือใคร ก็คือประชาชน ในภาคธุรกิจ คือธุรกิจรายย่อย ๆ นั่นแหละที่อยากจะกู้ หรือกู้ไปแล้วก็ต้องมาจ่ายดอกเบี้ย เงินกู้สูงขึ้น เมื่อมันสูงขึ้น ต้นทุนของเอกชนก็สูงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น ประชาชนที่ซื้อบ้านอยู่ก็ดี ก็ต้องกู้ แล้วก็ต้องมาแบกภาระดอกเบี้ยมากขึ้นไปด้วย ทีนี้การเกิดเรื่องแบบนี้ การมี ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นแบบนี้ มันจะกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศได้อย่างไรคะ ท่านประธาน เงินที่เอกชนได้มามันจะต้องนําไปจ่ายเปึนเงินดอกเบี้ยเพิ่ม เพิ่มไปเรื่อย ๆ จนเขาเดือดร้อนต้องมาแบกรับภาระ กิจการต่าง ๆ ของเอกชนก็จะต้องย่ําแย่ลงไป ความสามารถในการจ่ายภาษีของประชาชนให้กับรัฐก็จะลดลง รายได้ของรัฐบาลก็จะ ลดลงตามไปอีก หากรัฐบาลไม่ช่วยคนกลุ่มนี้ กลุ่มเอกชนที่มีอยู่ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของ จีดีพี ภายในประเทศนี้นั้นมันจะกลายเปึนรัฐบาลอาจจะต้องมาขอกู้อีก ขอกู้อีก กลายเปึนงูกินหางไปเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกันถ้ารัฐบาลทุ่มเทงบประมาณ โดยเฉพาะ งบประมาณที่ท่านกําลังจะใช้กันอยู่นี่ละ เงินกู้ต่าง ๆ หรืองบประมาณรายจ่ายประจําป้ นี่แหละ เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนซึ่งเปึนส่วนใหญ่นั้นได้รับประโยชน์ ไม่ว่าเขาจะอยู่ใน ภาคเกษตร ภาคการผลิต ภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ ภาคการส่งออก ให้เขาได้มี โอกาสทํามาค้าขาย ได้มีกําไรมากขึ้น ให้อัตรา จีดีพี นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด ประเทศไทยก็จะมีเงินสะพัด รัฐบาลก็จะเก็บเงินซึ่งเปึนรายได้เปึนภาษีได้มากขึ้น นําไป จ่ายคืนเงินกู้ และก็ไม่ต้องมาขอกู้เพิ่มในอนาคต เพราะเศรษฐกิจคาดว่ามันต้องฟุ๋น ท่านประธานคะ ทั้งหมดทั้งปวงที่ดิฉันพูดมานั้นดิฉันขอแนะนําว่า ให้รัฐบาลนั้นให้ ความสําคัญกับงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายประจําป้ให้เปึนไปในทิศทางที่จะช่วยให้ ภาคเอกชนนั้นเข้าถึงแหล่งทุนให้ได้ รัฐบาลอาจจะเพิ่มทุนให้กับธนาคารเฉพาะกิจก็ได้ เช่น ธนาคาร เอสเอ็มอี ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ หรือเรียกว่า ธนาคารเพื่อการนําเข้าและการส่งออก ให้มีทุนที่จะ นําไปให้เอกชนนั้นกู้ยืมเพิ่มขึ้น ไม่ต้องติดเงื่อนไขซับซ้อนวุ่นวายมากมายเหมือนที่ธนาคาร พาณิชย์ทั่วไปทําอยู่ และแม้ว่าจะมีอุปสรรคหรือกฎระเบียบอะไร รัฐบาลก็ควรจะรีบ ดําเนินการแก้ไขกฎระเบียบนั้น ขจัดอุปสรรคนั้น อํานวยความสะดวกให้กับเอกชน มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้ได้ ท่านประธานที่เคารพคะ การที่รัฐบาลมาชี้แจง รวมทั้ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางท่านมาชี้แจงว่า ขอให้สภานี้เชื่อมั่นต่อการทํางานของรัฐบาลว่าจะ สามารถฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้ อย่ารังเกียจโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเลย รัฐบาลกําลังจะทํางาน จะมีงานออกมา มากมาย มีโครงการออกมามากมาย สร้างแรงงานจนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ดูเหมือนจะ เปึนการประเมินที่ผิดพลาดไปหน่อยผิดทางไปหน่อยนะคะท่านประธาน เพราะว่าจะให้ คนอย่าง นาย ก นี่หรือคะที่อยากจะมีร้านค้าเปึนของตนเอง จะให้เจ้าของโรงงานส่งออก หรือเจ้าของร้านธุรกิจท่องเที่ยวนั่นหรือที่เขาอยากจะมีธุรกิจเปึนของตัวเอง มาเปึนลูกจ้าง ของโครงการต่าง ๆ ในรัฐบาล จะให้พวกเขามาเปึนกรรมกรหรือคะ ในโครงการที่คุณกําลัง จะสร้างถนนหนทางเยอะแยะไปหมด จะให้เปึนอย่างนั้นหรือคะ มันเปึนไปได้ยาก มันเปึนไปไม่ได้ด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลนั้นจะให้ความสําคัญกับภาคเอกชน ซึ่งเปึนประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ให้รัฐบาลนั้นทํางานได้ต่อไป รัฐบาลควรจะให้ ความสําคัญ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลอาจจะประสบกับวงจรการเก็บรายได้ไม่เข้าเปัา แล้วก็จะ ขาดดุลงบประมาณอีกครั้ง เพราะฉะนั้นมันจะเปึนเหมือนตัวอย่างในป้นี้ที่ขาดดุล งบประมาณเยอะเหลือเกินท่านประธาน จะกู้เงินเยอะเหลือเกิน ๑.๑๕ ล้านล้านบาทนั้น เปึนเงินที่เยอะมากที่จะกู้ภายในประเทศ และแนวโน้มท่านก็จะเก็บรายได้ไม่เข้าเปัาอีก ดังนั้นทิศทางการจ่ายงบประมาณป้ ๒๕๕๓ จึงควรที่จะมุ่งไปที่หน่วยงานที่ส่งเสริม ภาคการเกษตร ภาคการผลิต ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก เพื่อสร้างรายได้ให้กับ ประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ