กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หารือเรื่องการประกันรายได้ของเกษตรกรและการจัดสรรงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาการใช้จ่ายของกระทรวงต่างๆ
ขอบคุณท่านประธานครับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี คงจะใช้เวลาไม่มากนะครับสั้น ๆ ๒-๓ ประเด็น นะครับ หลาย ๆ เรื่องก็น้อมรับแล้วก็จะรับไปปฏิบัตินะครับ สิ่งที่เปึนเรื่องของงบประมาณ ในส่วนไหนจะทําได้ก็จะรีบเร่งรัดทําให้ พอดีมีประเด็นที่ผมก็มีความห่วงใยไม่ต่างจาก ท่านทั้งหลายนะครับ คือเรื่องพี่น้องเกษตรกร แล้วก็อยู่มาก็นานแล้วครับก็ได้แต่พูดกัน แต่ โอกาสที่จะทําจริงนี่ก็มองก็มองไม่ค่อยเห็นสักทีนะครับ พี่น้องเกษตรกรมีด้วยกันทั้งหมด ถ้าดูตัวเลขถ้าเชื่อตัวเลขก็ ๕,๐๐๐,๐๐๐ – ๖,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ก็เปึนประชากร ประมาณ ๒๐ ล้าน บวก ลบนะครับ แต่ว่าความสําคัญมันอยู่ที่ว่าพี่น้องเกษตรกรเรื่อง รายได้ของเขานี่มันหากินกับเรื่องของการเกษตรนี่มันเดายาก ดินฟัาอากาศก็มีโอกาสที่จะ แปรปรวนตลอดเวลา ป้ไหนปลูกได้ดีก็ปลูกได้ดีเหมือนกันหมด ราคาก็ต่ํา ป้ไหนที่ปลูก ไม่ได้เลยก็ราคาดีจังเลย แต่ว่าไม่มีผลผลิตทางการเกษตรก็ไม่มีรายได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราอยากจะทําในวันนี้คือเราอยากจะบอกว่า จากวันนี้ไปเกษตรกรจะต้องมีการประกัน รายได้ของเขา ความหมายของการประกันรายได้ก็คือว่า ไม่ว่าท่านจะปลูกสินค้าตัวใด ทําไร่ ทํานา ทําสวน ต้นทุนเท่าไรต้องมีกําไร คือถ้าหากรัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลนี้ครับ รัฐบาลนี้ และรัฐบาลต่อ ๆ ไปตั้งหลักไว้อย่างเดียวครับว่า ไม่ให้ขาดทุน ไม่ต้องกําไรมาก แต่ไม่ให้ ขาดทุน ถ้าหากในช่วงไหนที่ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแลในเรื่องผลต่างระหว่างต้นทุนกับ กําไรที่พึงจะได้รับได้ รัฐบาลก็ต้องไปช่วยลดภาระในเรื่องของต้นทุน ถ้าใช้หลักนี้นะครับ ถ้าใช้หลักนี้รัฐบาล ผมเชื่อว่าแต่ละป้ไม่น่าจะใช้เงินเกินกว่า ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ตรงนั้นประเด็นที่ ๑ เราต้องตัดใจก่อนเลยครับว่าทุก ๆ ป้ในป้งบประมาณในแต่ละป้เรา บอกเลยว่าเราจะเตรียมงบประมาณไว้เพื่อประกันรายได้ของเกษตรกรนะครับ ป้นี้ผมก็ เริ่มทําที่มันสําปะหลัง แล้วก็หลายท่าน มีท่านหนึ่งได้พูดรายละเอียด คือท่านรู้และเข้าใจ ปัญหาเหมือนกับที่ผมไปเจอมาครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่านโยบาย ในอดีตที่ผ่านมาก็ทํากันมานานนะครับ หลาย ๆ รัฐบาล ก็คือมีหลายระบบ ระบบที่คิดว่า ทําได้ผลตอนแรก ๆ ก็คือ ระบบเรื่องจํานํา โดยคิดว่าถ้าหากว่าเรามีอุปสงค์ อุปทาน ถ้าเรามีอุปทานมากเกินไปเราแอบดูดมาเก็บไว้นะครับ เมื่อน้อยแล้วเราก็คิดว่าพอมี อุปสงค์สมดุลกัน ราคาก็จะปรับขึ้น ในอดีตก็ทํามาอย่างนี้ครับ แล้วก็จํานําก็ไม่ได้ไปใน โกดังที่ไหนล่ะครับ รับจํานําอย่างเรื่องข้าวนี่ก็จํานําไว้ในยุ้งฉาง จํานําไว้ใต้ถุนบ้านของ เกษตรกรนะครับ แล้วราคาจํานําก็ไม่ได้สูงกว่าราคาตลาดด้วยนะครับ เปึนแต่เพียงว่า รอให้ตลาดขยับขึ้น ตอนนี้เกษตรกรไม่มีเงินอย่าเพิ่งขายนะเอามา เอาเงิน ธ.ก.ส. ไปก่อน แล้วพอราคาขึ้นแล้วเขาก็ขายแล้วก็เอาเงินมาคืน ธ.ก.ส. ก็เปึนระบบที่ทํากันมา ตอนหลัง มันแปรเปลี่ยนไปครับ ตอนหลังการจํานํากลายเปึนว่าจํานําราคาสูงกว่าตลาด พอจํานํา สูงกว่าตลาดก็เปึนภาระ ภาระก็คือว่าคนที่มาจํานําไม่จํานําแล้วครับ ขายให้รัฐบาลเลย ดีกว่า เพราะว่าจํานําไปทําไมครับเดินเข้าไปในโรงมัน ในไร่มันเขาให้ ๑.๒๐ บาท ๑.๓๐ บาท รัฐบาลให้ ๒ บาท เขาก็บอกถ้าอย่างนั้นก็มาหารัฐบาล มากันเต็มเลยครับ จากเดิมคิดว่าไม่กี่ล้านตัน กลายเปึนท้ายที่สุดรัฐบาลต้องขยาย มันทําต่อเนื่องมาจาก รัฐบาลที่แล้วมาถึงรัฐบาลนี้ใครผิด ใครถูก ไม่ต้องพูดกันเอาแต่เพียงว่าเปึนปัญหา ปรากฏว่า ๑๓ ล้านตัน รัฐบาลรับซื้อ ๑๒ ล้านตันกว่าครับ มันสําปะหลังในตลาดไม่มี เลยครับ แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ พอขุดหัวมันขึ้นมาก็แปรเปึนแปังมัน แปรเปึนมันเส้น รัฐบาลก็เอาไปเก็บไว้ สินค้าที่เข้ามาจํานวนถูกต้องหรือไม่ คุณภาพดีหรือไม่ เวลาแปร จ่ายค่าแปรอย่างนี้ แล้วจริง ๆ ค่าแปรมันเปึนอย่างนี้หรือเปล่า ก็ไม่ทราบ โกดังก็ไม่มี มีก็ไม่พอ เต็มโกดังไปหมดครับตอนนี้เต็มไปหมด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้นะครับในจํานวน ๑๒ ล้านกว่าตันของเรื่องมันสําปะหลังนี่ครับใช้เงินไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เปึนวงเงิน ที่ ธ.ก.ส. ไปกู้จากสถาบันการเงิน กู้ไว้ทั้งหมดก็เปึนวงเงินตั้งแต่สมัยท่านสมัครนะครับ ทําไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลนี้ต้องเพิ่มไปถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ขณะนี้เกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ แต่วิธีการก็คือว่าเมื่อเรามีของแล้วเราก็ต้องรีบขาย เฉพาะเรื่องมันสําปะหลังอย่างเดียวเราใช้เงินไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรามีข้าว เรามีข้าวโพด รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้วนี่ครับ ความหมายก็คือว่ารัฐบาลกําลังถือสินค้าในโกดังแล้วก็ใช้ เงินที่เปึนเงินภาษี ยังไม่ได้ใช้ทีเดียวนะครับ ไปทําวงเงินไว้ก่อน ไปซื้อมา เอาวงเงินนี้ไปซื้อ มาเก็บไว้แสนกว่าล้านบาท ทางท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็บอกว่า การกระจาย การปล่อยขายของพวกนี้ต้องทําให้เปึนระบบ เพราะเงินมันเยอะมาก นึกดี ๆ จะไปขายตรงไหนไม่ได้เด็ดขาดนะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่าวันมะรืนนี้ ผมก็จะประชุม แล้วก็เคาะแล้ว แล้วก็จะเริ่มเดินขายสินค้าเหล่านี้ เพราะฉะนั้นในความ กังวลที่ว่าข้าวโพดก็กําลังจะออกอีกแล้วนะครับ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นเรารู้หน้าที่ว่าสิ่งที่เราจะต้องทําก็คือเราจะต้องรีบระบายสินค้าที่เรามีอยู่ออก แต่ว่าเราจะต้องระบายเปึน มียุทธศาสตร์ในการระบาย เพราะฉะนั้นแล้วราคาก็จะ เสียหายหมด แต่เราต้องไม่ขายกลับเข้ามาในระบบอีกครับ ถ้าวันนี้เรามีข้าวโพดอยู่ ประมาณล้านกว่าตันเศษ วันนี้เราบอกว่าเราขายเข้ามาในประเทศดีกว่า เราบอกเลยว่า ก็มาขอร้องเรานะครับ พ่อค้าอยากจะมาซื้อข้าวโพดไม่มีแล้วในตลาด แต่ตอนมีในตลาด พ่อค้าไม่ยอมซื้อ เราขอให้ซื้อก็ไม่ยอมซื้อ แต่วันนี้บอกว่าอยากจะซื้อจากเราเผื่อจะได้ ถูก ๆ ผมก็บอกว่าเราไม่ขายสิครับ เราไม่ขายครับ ข้าวโพดกําลังจะออกเดือนหน้า เดี๋ยวคุณไปซื้อ เขาก็จะแย่งไปซื้อจากเกษตรกร เกษตรกรก็จะได้ราคาดีเพราะข้าวโพด ไม่ค่อยมีนะครับ ของรัฐบาลหรือครับ ถ้าขายไม่ได้ก็โยนทิ้งทะเลไป ต้องใจกล้าครับ ต้องใจกล้าที่จะทํา แต่ขายต้องส่งออกไปอย่างเดียวนะครับ ถ้าหากเราทําใน ลักษณะอย่างนี้ทําให้เก่ง ทําให้ดีอย่างไร โปร่งใสอย่างไร ตั้งหลักได้เลยครับ ขาดทุน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทในระบบจํานําก็กลับไปดูว่าใครได้ ประโยชน์บ้าง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ได้ถือว่าขาดทุนนะครับ เพราะส่วนที่ขาดทุนมีแยกไว้ ต่างหากอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าโกดัง ค่าแปรสภาพ นั่นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นเสียไปแล้ว แต่อีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่า ๆ ล้านบาทนี่ ถ้าหากว่าขาดทุน มันไม่ได้ขาดทุน มันเปึนการเอาเงินส่วนต่างจากราคาตลาดกับราคา จํานําที่รัฐออกให้เอาไปให้เกษตรกร เพราะฉะนั้นเกษตรกรเขาได้เงินยอดนี้ไปครับ แต่ข้อเสียของมันก็คือมันไม่ได้ทุกคนครับ มันได้น้อยมากเพราะมันต้องตั้งเปึนโควตา อันนี้คือปัญหาครับ อย่างพี่น้องมันสําปะหลังที่ผมไปดูได้ประมาณร้อยละ ๒๐ เองครับ หมายความว่า ๑๐๐ คนมีได้อยู่ ๒๐ คน อีก ๘๐ คนขายหนึ่ง ๑.๒๐ บาทครับ ขาย ๑.๒๐บาท ขาย ๑.๓๐ บาท พี่น้องที่เปึนชาวนามีทั้งหมด ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว นาป้นะครับ เข้าใจว่าตัวเลขประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ เองครับที่ได้ ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเงิน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เสียไปเราเอาไปให้เกษตรกรได้ เพียงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรทั้งหมดในพืชเกษตรที่ตัวสําคัญ ๆ ๔-๕ ตัว แต่ถ้าเปึนแนวความคิดว่าเราจะใช้ระบบประกันรายได้ขั้นต่ํา ตรงนั้นใครอยากเข้า โครงการนี้ต้องมาลงทะเบียนก่อนล่วงหน้า ไม่ใช่เหมือนมันสําปะหลังครับ มันสําปะหลังนี่ พอประกาศนโยบายปุ็บค่อยมาลงทะเบียน ใครบ้างก็ไม่รู้มาลงทะเบียน แต่เที่ยวนี้ ทําตั้งแต่เริ่มต้น มันสําปะหลังนี่อาทิตย์หน้าก็เริ่มลงทะเบียนกันแล้วนะครับ แล้วหัวมัน กว่าจะขุดขึ้นมาก็อีก ๒-๓ เดือน สําหรับที่ลงไปแล้ว สําหรับที่ยังไม่ได้ลงก็อีก ๕-๖ เดือน เพราะฉะนั้นก็มีเวลาที่จะไปตรวจสอบว่ามีจริงไหม ปลูกจริงหรือเปล่า ชื่อมีตัวตน หรือเปล่า เปึนสมาชิก ธ.ก.ส. แน่นอนนะ เพราะฉะนั้นตัวเลขจะมีครบ เมื่อท่านเหล่านั้น เข้าร่วมโครงการก็รู้ตั้งแต่วันที่ไปเซ็นชื่อร่วมโครงการเลยว่า มันสําปะหลังของฉันขุดมา เท่าไร เมื่อไรได้แน่ ๑.๗๐ บาท และต้นทุนฉัน ๑.๒๐ บาท ชัดเจน ถึงวันที่ขายราคา ๑.๙๐ บาท รัฐบาลก็โชคดีไม่ต้องจ่ายเลย แต่ถ้าหากวันที่ขายปรากฏว่าตลาดไม่ดีนัก รัฐบาลก็จะมีการประกาศราคาอ้างอิง เราไม่เชื่อว่าลานมันจะซื้อเท่าไร เดี๋ยวไปฮั้วกันกับ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ตั้งราคาไว้ต่ํา ๆ แล้วมาเบิกส่วนต่าง เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ เขามีการประกาศราคามันทุกวันอยู่แล้ว เรากําลังตัดสินใจกันครับ ก็คุยกับเกษตรกร ด้วยว่าจะประกาศทุกอาทิตย์ดีหรือทุกเดือนดีเพราะเปึนราคาอ้างอิง วันนี้ราคาอ้างอิง ๑.๔๐ บาท พี่น้องชาวไร่มันสําปะหลังที่นั่งฟังอยู่ทางบ้านก็บอกได้เลยว่าวันนี้ ๑.๔๐ บาทนะ ถ้าไปขาย เหลืออีก ๓๐ สตางค์ ธ.ก.ส. ใส่บัญชีให้ในจํานวนที่ได้ไป ลงทะเบียนไว้ อันนี้เปึนวิธีการที่ผมมีความเชื่อ ผมเชื่อว่ามันจะมีอุปสรรค แต่ผมเชื่อว่าเงิน ที่เปึนเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งหมดนี่ครับมันจะไปลงถึงเกษตรกรตัวจริงมากที่สุด ตกหล่น รั่วไหล มีครับ เวลาปฏิบัติการลงไปข้างล่างแล้วมันมีโอกาส แต่ผมคิดว่ามันน้อย และตรวจสอบได้ ผมมีข่าวดีนะครับพูดจริง ๆ แล้วในเรื่องของเกษตรกร เพราะว่าในอดีต ที่ผ่านมา อย่างวันนี้เอกสารหน้า ๒๗ เขาบอกว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เรื่องละครับ ของเก่าครับ ของที่เปึน งบประมาณผูกพัน ของที่ทํากันมาทุกป้ซ้ําแล้วซ้ําเล่า แล้วก็มันไม่ได้แหล่งน้ํามาก เท่าที่ควร พวกเราถึงต้องมาบ่นกันทุกป้ครับ แต่ครั้งนี้นะครับ เนื่องจากว่าเราก็ถือวิกฤติ เปึนโอกาส เงินที่เราจะลงทุนป้ละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อวานนี้แล้วก็เมื่อวานซืน ทางสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบไป พระราชกําหนดด้วย พระราชบัญญัติด้วยนะครับ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการกว่าจะนําเงินมาใช้ได้ แต่ว่าเฉพาะ ในเรื่องชลประทานนี่ครับ ทั้งหมด ๑.๕๕ ล้านบาท จะได้ประมาณร้อยละ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เต็ม ๆ ครับ ความหมายก็คือพระราชกําหนด นี่นะครับเช็กกับกรมชลประทานแล้ว เขาบอกของพระราชกําหนดมีข้อแม้ว่าต้องมี แบบแล้ว ขุดออกมาหมดเลยครับ เกลี้ยงกรมชลประทานเลยครับ แบบที่ค้างอยู่ในลิ้นชัก ทั้งหมดออกมาหมดเลย แล้วในส่วนนี้ครับจะไปเพิ่มแหล่งน้ํา จะทําให้พี่น้องเกษตรกร ลดต้นทุนของเขาได้ เพราะฉะนั้นการประกันรายได้ของเขา รัฐบาลก็จะประหยัดเงินด้วย เพราะว่าเมื่อต้นทุนเขาต่ําเราก็ประกันเขาต่ําได้ มันก็จะสอดคล้องกันอย่างนี้นะครับ เพราะตรงนี้ก็เปึนสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งก็อาจจะเปึนประเด็น ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้ครับ กระทรวงทุกกระทรวงหน้าที่รับผิดชอบ ต่างกัน ความสําคัญบางทีทางเศรษฐกิจมาก แต่ว่าไม่ค่อยได้ใช้เงินครับ ใช้แต่ฝ้มือ ใช้แต่ มันสมอง อย่างเช่น กระทรวงพาณิชย์นี่ครับ ดูแลเรื่องของพ่อค้า ส่งออก นําเข้า สารพัด มูลค่ามหาศาล แต่ว่าใช้แต่สมองครับ มันไม่ต้องใช้อย่างอื่นครับ เพราะไม่ใช่เปึนกระทรวง ใช้เงิน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันไม่ได้จะเอาเม็ดเงินไปที่กระทรวงพาณิชย์ละครับ ก็คล้าย ๆ กับกระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลโรงงานอุตสาหกรรมเต็มไปหมดเลย แต่ให้ความสะดวกเขาครับ ดูกฎ ดูระเบียบ และไปควบคุม ไม่ได้ใช้เงินครับ กระทรวงคมนาคมทําอย่างอื่นไม่เปึนครับ ใช้เงินอย่างเดียว ทําอย่างอื่นไม่ค่อยได้ครับ ได้แต่ใช้เงิน เพราะฉะนั้นเฉพาะเรื่องขนส่งอย่างเดียวใน ๑.๕๕ ล้านบาทนี่ครับ ได้ไปประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่เปึนเรื่องที่ขาดตกบกพร่องว่าในอดีตเพราะไม่เคย ได้ทํามาก่อน รถไฟรางคู่ก็จําเปึนครับ ถนนทั่วประเทศ ถนนลาดยาง สิ่งที่เรากังวลก็คือว่า ไม่ว่าเราจะใช้เงินอย่างไรก็ต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ แล้วก็ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้ อาจจะขลุกขลักเล็กน้อยนะครับ แต่ว่าในอนาคตยังมีอีกยาวนานครับ แล้วก็งานนี้กว่าจะ เริ่มกันจริง ๆ ผมก็คิดว่าโน่นละครับประมาณเดือนที่ ๓ เดือนที่ ๔ ของป้หน้า พวกเรายังมี โอกาสมาช่วยกันมะรุมมะตุ้มช่วยกันตรวจสอบครับ มีองค์กรในโครงสร้างของทาง นิติบัญญัติอยู่แล้วในเรื่องของกรรมาธิการต่าง ๆ นะครับ ก็ไปชี้แจงตามชี้แจงกันตรงนั้น ได้อีกครับ ขออนุญาตเท่านี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ