อภิสิทธิ์ ชี้แจงความเข้าใจผิด พ.ร.บ. งบประมาณ 4 แสนล้าน เปิดโอกาสตรวจสอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการผ่านพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 3 วาระ โดยยืนยันเจตนาที่ต้องการเปิดโอกาสให้สภาตรวจสอบ และชี้แจงข้อสงสัยเรื่องตัวเลขว่าเกิดจากการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงก็อยากจะไปชี้แจงในช่วงสุดท้าย ในภาพรวมนะครับ แต่ไม่อยากให้เกิดความสับสนในเรื่องของข้อเท็จจริง แล้วก็มีบางเรื่อง ซึ่งเมื่อวานนี้ก็มีการอภิปรายถึงและผมก็ยังไม่ได้มีโอกาสที่จะชี้แจงซึ่งคิดว่าจะเปึน ประโยชน์นะครับ

ประการแรก ต้องขอกราบเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่ท่านพูดถึง ว่า รัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๓ วาระ กระผมก็ต้อง บอกว่า รัฐบาลไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องพิจารณา ๓ วาระ แล้วก็เปึนเหตุผลที่เราได้ อธิบายต่อสภา และต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าที่ไม่ได้จัดทําเปึน พ.ร.ก. ทั้งหมด เห็นว่า ส่วนไหนไม่เร่งด่วนจัดทําเปึนพระราชบัญญัติ เพราะต้องการให้สภาสามารถพิจารณาได้ ตามกระบวนการปกติ ซึ่งหมายถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ กรรมาธิการวิสามัญ นั้นก็จะสามารถในการเรียกข้อมูลจากราชการจากรัฐบาลได้ นั่นรายละเอียดในเรื่อง ของการใช้จ่ายเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังตามพระราชบัญญัติ เราก็ตั้งใจว่า ให้กรรมาธิการเข้ามาร่วมตรวจสอบพิจารณา แต่ว่าเมื่อฝ์ายค้านยืนยันไม่ตั้ง คณะกรรมาธิการ รัฐบาลก็เลยต้องตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณาไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบเรียนว่า เจตนาของรัฐบาลจริง ๆ แล้วต้องการให้ท่านเข้ามา มีส่วนร่วม แต่เมื่อท่านตัดสินใจไม่เข้าร่วมก็เปึนสิทธิที่ฝ์ายค้านทําได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องที่ ฝ์ายค้านจะย้อนกลับมาตําหนิรัฐบาลว่าไม่ประสงค์จะให้มีการตรวจสอบ เพราะเจตนา ของเรานั้นต้องการเป่ดโอกาสให้เต็มที่อยู่แล้ว อันนี้คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการ ผ่านพระราชบัญญัติไปเมื่อคืน

ประเด็นที่ ๒ ครับ บังเอิญมีข้อสงสัยเรื่องตัวเลข กระผมก็ต้องกราบเรียน ครับว่า ที่จริงเจตนาที่ดีของพวกเราคือความโปร่งใส ก็ถูกหยิบไปพูดในทํานองว่า ตัวเลข มั่ว ตัวเลขเปลี่ยน หรือมีการไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง ก็ต้องกราบเรียนว่า คนทํางานนี่ครับ ก็ต้องติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

- ๓ ๔ / ๑ แล้วสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงนี้ทุกประเทศผันผวนตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตัวเลข ประมาณการการจัดเก็บรายได้ก็ดี ภาวะเศรษฐกิจก็ดีนะครับ เปลี่ยนแปลงตลอด แม้แต่ ผู้เชี่ยวชาญที่ท่านอ้างถึงให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งก็เปลี่ยนแปลงตัวเลขประมาณการไม่ต่าง อะไรจากรัฐบาล หรือสถาบันวิชาการต่าง ๆ แล้วก็วงเงินที่จะใช้ในการทํางานก็ต้องมีการ ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม ตัวเลขว่าจะใช้เงินเท่าไรใน พ.ร.ก. ที่เปึนการลงทุนก็ ต้องมีการเผื่อเอาไว้ เพราะว่ารัฐบาลบอกว่าต้องการที่จะลงทุนและใช้จ่ายในโครงการที่ พร้อมสร้างงานสร้างอาชีพให้คนโดยเร็วที่สุด ซึ่งเราทราบดีครับว่าบางครั้งบางโครงการ เกิดอุปสรรคได้ เพราะฉะนั้นพอเกิดอุปสรรคปัูบเราต้องมีโครงการสํารองที่เลื่อนเข้ามา ฉะนั้นยอดวงเงินตรงนั้นไม่ใช่เรื่องมั่วเรื่องอะไรนะครับ มันแล้วแต่ว่าจะเอายอดส่วนไหน ไปดู และเราก็ต้องมีการบริหารจัดการที่เผื่อไว้กับความผันผวน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกโครงการ ต้องชี้แจงอธิบายได้ บังเอิญกรณีรถไฟฟัาสายสีม่วงเมื่อคืนผมไม่ได้ชี้แจง เปึนความจริง ครับว่ามติคณะรัฐมนตรีเดิมอยู่ที่เปึนกรอบวงเงิน ๓๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อมาตัว หน่วยงาน คือ รฟม. (การรถไฟฟัาขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ไปดําเนินการ แล้วไป ประมาณการว่าจะต้องมีการเพิ่มกรอบไปเปึน ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ก็เปึนตัวเลขที่เขาส่งมา แต่เรียนให้ทราบครับว่าผมว่าไม่ต่ํากว่า ๓ สัปดาห์มาแล้ว ผมได้พบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ และให้ นโยบายไปชัดเจนครับว่า ไม่สมควรในการที่จะเพิ่มกรอบวงเงิน เพราะฉะนั้นก็ขอยืนยัน ไปเลยว่า กรอบวงเงินนั้นจะไม่มีการเพิ่ม แล้วก็เฉพาะตัวโครงการสายสีม่วงนั้น เมื่อขั้นตอนในการดําเนินการ เสร็จสิ้นในส่วนแรกที่มีการประมวลอะไรกันอยู่ก็ต้องอยู่ ภายใต้กรอบ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ส่วนตัวเลข ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท เปึนตัวเลข ประมาณการของหน่วยงานที่ส่งไป แต่ระดับนโยบาย คือ ผมกับท่านรัฐมนตรีได้คุยกัน แล้วว่าจะไม่มีการเพิ่มกรอบวงเงิน อันนี้ ก็ต้องเข้าใจ แล้วก็คณะรัฐมนตรียังไม่ได้ พิจารณาตัวโครงการนั้นนะครับ กรอบวงเงินประมาณการต่าง ๆ ที่เข้ามาอยู่ในแผนก็เปึน ส่วนหนึ่งของการอนุมัติยอดวงเงินรวมออกมา อันนี้ก็เปึนเรื่องของรถไฟฟัานะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านตั้งข้อสังเกตเรื่องการเพิ่มกรอบหรือโครงการที่เข้าไปใน กรอบเมื่อวานนี้ ๒ เรื่อง ผมขอชี้แจงที่มานะครับ ส่วนรายละเอียดเปึนเรื่องที่ต้องไป พิจารณากันอีกทีหนึ่ง ที่มาของทั้ง ๒ เรื่อง คือ ศูนย์เด็กกับท่องเที่ยว ผมเปึนคนปรารภกับ ที่ประชุมครับ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพรรคหรืออะไรทั้งสิ้น ผม ปรารภเรื่องศูนย์เด็ก เพราะว่ามันเปึนนโยบายสําคัญของรัฐบาล แต่ปัญหาก็คือเรื่องของ เด็กเล็กมันก็เปึนความยากลําบากอย่างหนึ่งมาโดยตลอด ก็คือเปึนงานที่หลายกระทรวง ดูแลครับ กระทรวงสาธารณสุขก็ดูแล กระทรวงศึกษาธิการก็ดูแล กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ดูแล กระทรวงแรงงานก็ต้องดูแล กระทรวงมหาดไทยก็ ต้องดูแล ก็เลยอาจจะถูกทําเปึนงานฝากมาโดยตลอด เวลาจัดงบประมาณหน่วยงานก็ อาจจะไปคิดว่าอยู่อีกที่กระทรวงหนึ่ง พอทําแผนกรอบในเรื่องของไทยเข้มแข็งมาทั้งหมด ผมดูภาพรวมผมก็เห็นว่าเรื่องเด็กเล็กมันน้อย ผมก็เลยปรารภในที่ประชุมของ คณะรัฐมนตรีว่า ช่วยไปทํากรอบในเรื่องของการทําเรื่องของการพัฒนาเด็กเล็กเข้ามาอีก รอบหนึ่ง

ส่วนเรื่องท่องเที่ยว ผมก็เปึนคนปรารภในที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจ เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อนครับ ผมปรารภว่าท่องเที่ยวเขามีปัญหา คือการจะฟุ๋นการท่องเที่ยวแล้วก็ มาผนวกเข้ากับเรื่องของไทยเข้มแข็งนี่มันต้องไปฟุ๋นฟูแหล่งท่องเที่ยวซึ่งหมายถึงเรื่องของ การทําสิ่งอํานวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐาน แต่สิ่งอํานวยความสะดวกกับโครงสร้าง พื้นฐานมันไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยว เช่น บางทีต้องไปพึ่ง กระทรวงคมนาคม บางทีต้องไปพึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรืออะไร ก็แล้วแต่เพื่อที่จะทําโครงการเหล่านี้ ผมก็เลยบอกว่ากระทรวงการท่องเที่ยวเขาก็ปรารภ มาว่าที่จะฟุ๋นฟูแหล่งท่องเที่ยวโดยต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคงต้องไปทํา ยอดเงินเข้ามาอีกจํานวนหนึ่ง ผมก็บอกให้ไปทํามา เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องนี้ เปึนเรื่องที่อยากจะกราบเรียนว่าเกิดขึ้นเพราะนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องของการเมืองนะครับ เหมือนกับบางทีเขาไปวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องรถเมล์โยงไปถึงจํานําข้าวอะไรนี่ครับว่าเพิ่มจํานําข้าวเกี่ยวกับรถเมล์ไหม มันไม่เกี่ยว ละครับ จํานําข้าวนาปรังที่ต้องเพิ่มเพราะว่าเราหยุดกลางฤดูกาลไม่ได้ ข้าวมันออก ไม่พร้อมกัน แต่การสะสางนโยบายจํานําก็จะทําต่อไปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของ พรรคร่วมรัฐบาลทั้งสิ้นนะครับ อันนี้ก็จะได้ชี้แจงจะได้ตัดประเด็นเหล่านี้ จะได้ไม่ต้องมี การอภิปรายในเรื่องเหล่านี้อีก

ทีนี้ประเด็นที่ท่านพูดเรื่องโครงสร้างงบประมาณต่าง ๆ ผมก็คงขออนุญาต ไม่ให้เกรดท่านนะครับ แต่ว่าท่านขึ้นมาก็คลาดเคลื่อนแล้วครับ งบประมาณป้ ๒๕๔๑ รัฐบาลท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เปึนคนทํานะครับ เพราะว่าการจัดทํางบประมาณ ป้ ๒๕๔๑ ต้องทําก่อนตุลาคม ๒๕๔๐ ครับ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เข้ามา พฤศจิกายน ป้ ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คลาดเคลื่อนนะครับ ท่านจะได้ไปแก้ข้อความ ให้มันถูกต้อง แต่ประเด็นหลักก็คงไม่ใช่อยู่ตรงนั้นละครับ คือท่านพยายามจะพูดว่า การฟุ๋นตัวการใช้จ่ายเงินหนี้และผลกระทบจะเปึนอย่างไร แต่ว่ามีความสับสน

ประเด็นแรก ที่เรากําหนดตัวเลขไทยเข้มแข็ง ๑,๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ ครับ ถ้าท่านฟังการชี้แจงของผมเมื่อคืนก่อนจะทราบครับว่า ไม่ได้คิดจะกู้ยอดนี้ครับ ๑,๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมเงินกู้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ถ้านับว่าอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเปึนเรื่องป่ดหีบ บวกกับงบลงทุนในงบประมาณปกติในป้ ๒๕๕๓ ป้ ๒๕๕๔ ป้ ๒๕๕๕ ป้งบประมาณนะครับ และบวกกับโครงการที่เราจะชวนภาคเอกชนเข้า มาลงทุนในรูปแบบของ พีพีพี (PPP : Public–Pribate Partnership) หรือหุ้นส่วนกัน ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพราะฉะนั้นไม่มีประเด็นที่บอกว่าจะเตรียม ไปกู้อีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่มี อันนี้จะได้เข้าใจนะครับว่า ตัวเลข ๑.๔๓ ล้านล้านบาท กับเรื่องของที่จะไปกู้เพิ่มเติมไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ส่วนการกู้แล้วก็การมาจัดทําโครงสร้าง ความจริงที่ท่านทําตารางไว้มันก็ บ่งบอกว่า ผมกําลังบริหารบ้านเมืองให้สามารถที่จะเดินไปได้อย่างปกติที่สุดในภาวะที่ เศรษฐกิจมันไม่ปกติ นั่นก็คือพอรายได้หดหายไปท่านจะสังเกตว่ารายจ่ายประจําป้นี้ แม้เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่ลดยาก ท่านเองก็ยอมรับ จะไปลดเงินเดือน จะไปลดสวัสดิการข้าราชการ จะไปลดอะไรคงจะยาก

ส่วนเงินลงทุนที่หายไป เราก็จึงใช้วิธีการในการที่เอาเงินกู้เข้ามาชดเชย ทดแทน ซึ่งก็เปึนหลักของสากล เพราะทางเลือกก็มีอยู่ว่าไม่ทําอย่างนี้ก็คืออยู่เฉย ๆ ครับ แล้วก็ไม่ได้ลงทุน แล้วเศรษฐกิจก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้น การก่อหนี้นี่ครับ ตารางที่ท่านอ้าง อยู่มันก็บอกอยู่แล้วว่า รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยโดยเฉพาะเมื่อช่วงเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก มันก็ต้องมีการกู้ รัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องกู้ครับ งบป้ ๒๕๔๕ ป้ ๒๕๔๖ ป้ ๒๕๔๗ ก็มีตารางอยู่ในนี้กู้ชัดเจน รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ต้องกู้ เพราะการบริหารจัดการ งบประมาณเปึนงบประมาณขาดดุลเปึนเรื่องปกติครับ สลับสับเปลี่ยนกันไปกับ งบประมาณสมดุลบ้าง เกินดุลบ้าง แล้วเขาก็จะขาดดุลในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวน้อย ที่จริงมีคําถามด้วยซ้ําว่าช่วงป้ ๒๕๔๕ ป้ ๒๕๔๖ ป้ ๒๕๔๗ ทําไมจะต้องไปจัดงบขาดดุล ทําไมจะต้องไปกู้เงินในเมื่อเศรษฐกิจค่อนข้างดี อันนี้ก็จะได้เรียนให้ทราบนะครับ

ส่วนการที่จะเอาเงินกู้ต่างประเทศมาพูด ผมก็ถามว่าที่ทําสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้กู้เงินต่างประเทศหรือครับ เงินเท่าไรครับ มันก็เปึนการกู้ที่ทํามาตลอด เพียงแต่ป้นี้ พวกกระผมเอามาเข้าสภามันเลยดูเยอะ แต่ป้ก่อน ๆ มันไม่ได้เข้าสภา เพราะก่อน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่ต้องเอาเข้า แล้วป้ที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็วินิจฉัยว่า เวลากู้เงินทํารถไฟฟัานี่ครับไม่ต้องเอา เข้ามาบอกสายสีม่วงนี่ครับ แต่พวกผมเห็นว่าเพื่อให้ท่านได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา ก็เลยเอามาบอก ไม่ได้แปลว่าทํามากกว่าครับ เพียงแต่ว่าทําแล้วมาบอก แต่รัฐบาลที่แล้ว ทําแล้วไม่มาบอกสภาเท่านั้นเอง

ส่วนการออก พ.ร.ก. กู้เงินหรือ พ.ร.บ. กู้เงินเกินกรอบที่พูด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ทําไหมครับ ป้ ๒๕๔๕ ก็ทําครับ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถ้าจะใช้เกณฑ์แบบเดียวกับท่าน ผมก็ต้องไปพูดวันนั้นว่า คนไทยก็ตื่นขึ้นมาวันรุ่งขึ้น หนี้ เพิ่มเหมือนกันครับ ต่างกันเพียงว่า ผมกําลังจะบอกว่าถ้าท่านบอกว่าคนไทยตื่นมาแล้ว หนี้เพิ่มเปึน ๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเพิ่มในยอดใกล้เคียงกับวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ออก พ.ร.ก. นะครับ ผมกําลังจะบอกว่าเขาจะได้แหล่งน้ํากี่แห่ง ถนนกี่สาย ปรับปรุงโรงเรียน สถานีอนามัยอย่างไร แต่ท่านตอบผมได้ไหมครับว่าวันนั้น ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ประชาชนได้อะไรที่มองเห็น ผมก็กราบเรียนว่าผมไม่ได้ตําหนินะครับ ท่านก็กู้มา แก้ไขระบบสถาบันการเงิน ผมเพียงแต่บอกว่าเวลาเกิดวิกฤติก็คิดไม่ต่างกันเท่าไรละครับ เพราะว่าหลักของภาครัฐท่านอย่าเอาไปสับสนนะครับ เงินเข้าประเทศกับเงินเข้ารัฐ คนละเรื่องกันอีกนะครับ เงินเข้ารัฐมันก็มี ก็คือภาษีกับการกู้เงิน แล้วก็บริหารการคลังใน อนาคตครับ แล้วครั้งนี้เนื่องจากเราไม่ได้กู้เปึนเงินต่างประเทศ สิ่งสําคัญก็คือกระตุ้น เศรษฐกิจให้ขยายตัว เมื่อขยายตัว การจัดเก็บรายได้ก็จะเพิ่มขึ้น ท่านจะสังเกตได้ว่า ท่าน ย้อนดูตารางในเรื่องนี้ในเอกสารงบประมาณ มันบ่งบอกมาตลอดว่าเปึนเช่นนั้น ก็บริหาร การเงินการคลังได้นะครับ ส่วนการหาเงินเข้าประเทศนั้น เดี๋ยวคงจะมีการอภิปรายในเรื่อง ของยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่เมื่อคืนฟังท่านสมาชิก ขอ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ส.ส. จุติ ไกรฤกษ์ อภิปราย คงเห็นนะครับว่าที่ทําล้มเหลวไป หลายโครงการมีอะไรบ้างที่ไม่ควรทําตามในขณะนี้ ก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อความ เข้าใจครับ