สรรเสริญ สมะลาภา พูดถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 และแสดงความเห็นชอบต่องบประมาณนี้ เนื่องจากมีการลดวงเงินรวมและงบลงทุน แต่ได้ชดเชยด้วยการกำหนดเงินกู้และร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยกล่าวว่าแผนนี้เหมาะสมในการบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากครอบคลุมในทุกด้าน และสามารถเพิ่มทุนธนาคารรัฐเพื่อเพิ่มความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงสามารถสร้างงานได้ถึง 1,500,000 ตำแหน่ง และเพิ่มการลงทุนภาคเอกชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ เพราะผมเห็นว่าถ้าหากพวกเราทุกคนพิจารณางบประมาณรายจ่ายตามลําพังก็ คงจะเปึนเรื่องที่สับสนพอสมควร เพราะว่าดูเผิน ๆ แล้ววงเงินรวมลดลง คือวงเงินรวม ในป้ ๒๕๕๒ มี ๑.๙ ล้านล้านบาท แต่พอมาในป้ ๒๕๕๓ เหลือเพียง ๑.๗ ล้านล้านบาท ที่หนักกว่านั้นครับ ก็คือในเรื่องของงบลงทุนที่ลดลงอย่างมาก ลดลงจากประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเหลือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามที่ผมคิดว่าอยู่ในใจของพวก เราทุกคนก็คือว่ารัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาพัฒนาประเทศ ผมคิดว่ารัฐบาลทําถูกต้อง ที่สุดครับที่ได้นํากฎหมายการเงินในเรื่องของการใช้จ่ายของรัฐบาลทั้ง ๓ ฉบับมา พิจารณาในคราวเดียวกัน เมื่อวันจันทร์เราก็พิจารณาในเรื่องของพระราชกําหนดเงินกู้ เมื่อวานนี้เปึนเรื่องของร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ แล้ววันนี้ก็เปึนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณ อันนี้สําคัญครับ เพราะว่าทําให้เราเห็นภาพรวมในการพัฒนาประเทศ ทั้งหมดที่รัฐบาลได้วางแผนเอาไว้ ผมต้องขอกล่าวในที่นี้ว่าผมเห็นด้วยกับ งบประมาณในป้ ๒๕๕๓ นี้ เพราะว่าวงเงินรวมที่ลดลง หรือแม้กระทั่งวงเงินลงทุน ที่ลดลงก็ดีมันได้ถูกชดเชยโดยพระราชกําหนดเงินกู้และร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ที่ พวกเราทุกคนได้อนุมัติไปแล้วเมื่อ ๒ วันก่อน แต่ก่อนที่ผมจะไปถึงตรงนั้นครับ ผมต้องขอ แสดงความไม่สบายใจสักเล็กน้อย เพราะว่าตลอด ๒ วันที่ผ่านมามีความพยายาม จากเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านสร้างความสับสนระหว่างในเรื่องของหนี้สาธารณะและ นํามาปะปนกับหนี้ภาคครัวเรือน ที่จริงเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ดี ท่านรัฐมนตรีก็ดี หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ก็ดีก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ในเรื่องที่ว่าหนี้ สาธารณะเปึนหนี้ที่รัฐบาลต้องใช้คืน ส่วนหนี้ที่ประชาชนต้องเปึนห่วง จะเปึนเพียงของหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งเขาเหล่านั้นจะต้องนํารายได้มาใช้คืนในอนาคต ผมขอเรียนว่าได้ดูนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์ เปึนแกนนํา นโยบายต่าง ๆ ไม่ได้มีในเรื่องของการสนับสนุนให้ประชาชนเปึนหนี้ภาค ครัวเรือนแม้แต่นิดเดียว มีอะไรบ้างครับ เรามีในเรื่องของการเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเปึนเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุก็ดี เบี้ยเลี้ยง อสม. ก็ดี หรือแม้จะเปึนในเรื่องของเช็คช่วยชาติก็ดี นโยบายเหล่านี้เปึนในเรื่องของ การเพิ่มรายได้ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้ามครับ นโยบายอีกเรื่องหนึ่งก็เปึนนโยบายในเรื่อง ลดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการเรียนฟรีหรือแม้จะเปึนในเรื่องของการต่ออายุ มาตรการไฟฟัา มาตรการประปาฟรี หรือรถเมล์ฟรี ซึ่งในที่สุดก็จะย้อนกลับไปว่าเปึนการ เพิ่มรายได้สุทธิของพี่น้องประชาชน ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่าในอดีตมีบุคคลหนึ่งซึ่ง เปึนบุคคลสําคัญได้กล่าวเรื่องนี้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว เขาไปพูดที่จังหวัดภูเก็ตครับ ผม โควท (Quote : อ้างอิง ) คําพูดเลย พูด ณ วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๖ พูดว่าอย่างไรทราบ ไหมครับ อยากถามว่าไม่เปึนหนี้แล้วจะรวยหรือ อย่างผมเปึนหนี้ขึ้นศาลไม่รู้กี่เที่ยวจนรวย ขึ้นมาได้ ผมจะไม่ขอกล่าวชื่อว่าบุคคลผู้นั้นที่พูดเปึนใคร แต่บุคคลผู้นั้นเปึน นายกรัฐมนตรีในป้ ๒๕๔๖ หลังจากนั้นรัฐบาลชุดนั้นออกอะไรออกมาบ้าง นโยบายต่าง ๆ ซึ่งผมจะไม่ขอพูดในรายละเอียด แต่ก็ล้วนแล้วแต่เปึนนโยบายที่สนับสนุนให้ประชาชน เปึนหนี้ และอันนี้เปึนหนี้ภาคครัวเรือนนะครับ ไม่ใช่หนี้สาธารณะ ผลที่ได้ก็ตามที่คาดครับ หนี้ครัวเรือนสมัยท่านรัฐบาลชุดนั้นพุ่งขึ้นเกือบ ๒ เท่าตัว ๖๘,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ในป้ ๒๕๔๓ มาในป้ ๒๕๔๙ เปึนเท่าไรทราบไหมครับ ๑๑๖,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน เกือบ ๒ เท่า ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมเปึนคนอภิปรายเรื่องนี้เองในการแถลง นโยบายรัฐบาล หรือเปึนการแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ ๒ ป้ ซึ่งผมเปึนคนพูดเรื่องนี้แล้ว ก็สิ่งที่ผมพูดต่อก็คือว่าที่น่าตกใจครับ ว่าเมื่อนําตัวเลขหนี้ภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้นมาคูณ กับจํานวนครัวเรือนทั้งหมด ตอนนั้นก็มีประมาณ ๑๖ ล้านครัวเรือน ตัวเลขที่ได้สูงกว่า การขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงนั้นถึง ๒ เท่าด้วยกัน ก็เปึนที่มาที่ผมพูดในครั้งนั้นว่า สมัยเศรษฐกิจยุคนั้น สมัยเศรษฐกิจของรัฐบาลสมัยนั้นขับเคลื่อนโดยการผลักดันให้ ประชาชนเปึนหนี้ อันนั้นก็เปึนเรื่องในอดีตนะครับ ส่วนเรื่องในปัจจุบันที่เราพิจารณากัน อยู่ก็จะขอกลับมาในเรื่องของงบประมาณ ผมเห็นด้วยกับงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ด้วย เหตุผลหลายประการด้วยกัน
ประการแรกครับ ผมคิดว่างบประมาณฉบับนี้จัดด้วยความรัดกุมอย่างมาก พูดง่าย ๆ นะครับ รัฐบาลไม่มีทางที่จะพลาดเปัาในการจัดเก็บภาษีเลย ถ้าท่านประธานดู ให้ดีนะครับ ในขณะที่เปัาทางด้านการขยายตัวเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากป้ ๒๕๕๒ ลบ ๓ มาเปึนป้ ๒๕๕๓ เปึนบวก ๓ รัฐบาลกลับตั้งเปัาในการจัดเก็บรายได้ลดลงครับ จาก ๑.๕ ล้านล้านบาท เหลือ ๑.๓ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลังจากนี้ก็ไม่มี ข่าวร้ายแล้วครับ มีแต่เรื่องดีกับดี เพราะว่าอย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่มีทางที่จะพลาดเปัา ในการจัดเก็บรายได้เลย
ประการที่ ๒ ก็คืองบประมาณฉบับนี้เกี่ยวข้องกับแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง แล้วผมได้ดูในแผนนี้แล้วปรากฏว่าเหมาะสมที่สุดในการที่จะบรรเทาปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่าแผนนี้ครอบคลุมในทุกด้าน ด้านใดบ้างครับ ปัจจุบันนี้ระบบเศรษฐกิจของเรานี่ มีปัญหาในด้านสินเชื่อภาคเอกชน แผนไทยเข้มแข็งก็ได้จัดให้มีการเพิ่มทุนธนาคารรัฐ ๑๔,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าคิดออกมาตาม ดีเอส เรโช (DS Ratio : Debt Service Ratio : อัตราส่วนหนี้บริการ) แล้ว ธนาคารของรัฐก็จะเพิ่มความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ ได้อีกถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมคิดว่าถ้าพวกเราทุกคนอนุมัติงบประมาณฉบับนี้ ก็จะเปึนข่าวดีสําหรับพี่น้องประชาชนที่ประกอบธุรกิจ เรายังมีปัญหาอีกว่า เราเปึนห่วง ในเรื่องของการตกงาน จากข้อมูลที่ผมได้จากกระทรวงการคลังนะครับ แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็งสามารถที่จะสร้างงานได้ถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตําแหน่ง ปัจจุบันนี้คนตกงาน ของเรามีอยู่เท่าไรทราบไหมครับ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นแผนนี้สร้างได้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านตําแหน่ง ถ้าหากพวกเราทุกคนอนุมัติงบประมาณฉบับนี้ออกไป ก็จะเปึนข่าวดีสําหรับพี่น้องประชาชนที่มีความหวังในการทํางาน แผนส่วนใหญ่ นอกเหนือจากนั้นเปึนในเรื่องของการลงทุน เหมาะสมที่สุดแล้วครับ ปัจจุบันแม้ว่าเราจะมี ปัญหาในหลาย ๆ ด้านก็ตาม ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการบริโภค ในเรื่องของการส่งออก แต่ปัญหาที่ผมคิดว่าผมหนักใจที่สุดก็คือ ในเรื่องของการลงทุนภาคเอกชน คือดูแล้วมันไม่ ฟุ๋นครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ป้นั้นก็ขยายตัวประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นะครับ การลงทุน ภาคเอกชน หลังจากนั้นก็ตกเรื่อยมา แล้วมากระเตื้องขึ้นอีกนิดหน่อยในป้ ๒๕๕๑ หลังจากนั้นก็ไม่ฟุ๋นอีกเลยครับ ที่จริงผมคิดว่า การลงทุนภาคเอกชนนี่ วิธีการที่จะทําให้ ภาคลงทุนมีการลงทุนภาคเอกชนขึ้นได้ก็มีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีการหนึ่งซึ่งสอดคล้อง กับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็คือ ภาครัฐลงทุนนําร่องไปก่อน ไม่ว่าจะเปึนการลงทุนใน เรื่องการขนส่งก็ดี การพัฒนาระบบไฟฟัาประปาก็ดี การปรับปรุงระบบชลประทานก็ดี หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร ก็ล้วนแล้วแต่จะทําให้การลงทุนภาคเอกชน มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็แน่นอนที่สุดครับ ภาคเอกชนก็มีความอยากที่จะลงทุน มากขึ้น
ประเด็นสุดท้ายครับ แล้วผมคิดว่าประเด็นนี้ก็เปึนประเด็นที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านเปึนห่วง จริง ๆ ในเรื่องนี้ ผมเพียงแต่ขอย้ําในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงไปแล้วก็คือ ประเด็นในเรื่องของสภาพคล่อง ข้อห่วงใยก็คือว่า จะแย่งสภาพคล่องกับเอกชนหรือไม่ ท่านประธานครับ ที่จริงในเรื่องของ แผนการระดมทุน โดยเฉพาะในเรื่องของการกู้เงินของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น รัฐบาลไม่ใช่เปึนคนกู้เพียงผู้เดียวนะครับ ยังมีรัฐวิสาหกิจด้วย ประมาณตัวเลขออกมาเปึน ๓ ก้อนหลัก ๆ ก็คือ ในช่วงป้ ๒๕๕๒ ถึงป้ ๒๕๕๓ ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๔ ก็ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ตบท้ายด้วยป้ ๒๕๕๕ ก็คือประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่าแปลกใจนะครับ ว่าทําไมยอดรวมของ ๔ ป้นี้นี่มันสูงกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้ออก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ไป ก็เพราะว่าอันนี้มันรวมการลงทุน ของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ยังรวมการกู้เงินตามกฎหมายปกติทั้งในและต่างประเทศด้วย ปัญหาก็คือว่า สภาพคล่องมีพอไหม ที่จริงสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินก็เพิ่ม ขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับเปึนลําดับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปัจจุบันเท่าไรทราบไหมครับ ปัจจุบันสภาพคล่องส่วนเกิน ที่รวมเงินให้กู้ยืม ผ่านธุรกรรมการซื้อคืนพันธบัตรมีอยู่ถึง ๑.๗ ล้านล้านบาทด้วยกัน เพราะฉะนั้นกู้ป้ละ ๓๐๐,๐๐๐ – ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ไม่เปึนปัญหา คําถามที่ตามมาก็คือว่า แล้วถ้าหากในช่วงที่เรากู้มีวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นล่ะ อย่างเช่น มีเงินทุนไหลออก หรือว่าเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างฉับพลัน สภาพคล่อง หายไปจากตลาด จะมีปัญหาไหม คําตอบก็คือ ไม่มีเหมือนกัน เพราะว่ากู้แล้วสภาพคล่อง ไม่ได้ไปไหนครับ กู้แล้วรัฐบาลเอาไปใช้จ่าย เงินส่วนนั้นไปตกอยู่กับภาคเอกชนและ ประชาชน แล้วในที่สุดก็กลับเข้ามาในระบบสถาบันการเงิน กลับเข้ามาในระบบสถาบัน การเงินเท่าไร ตามการประมาณการนะครับว่าแผนไทยเข้มแข็งนี้จะใช้สั่งซื้อสินค้าแล้วก็ บริการในประเทศถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน กู้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กลับเข้าไป ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท กู้มา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กลับเข้าไป ๗๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นมันก็กลับเข้ามาไม่มีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนชี้แจงว่าเรื่องนี้ ก็ไม่ต้องเปึนห่วง แล้วก็จากการประมาณในภาพรวมแล้ว คิดว่าเหมาะสมครับ งบประมาณทั้งในเรื่องของรายได้ที่ค่อนข้างจะประมาณการอย่างรัดกุม ในเรื่องของ ความจําเปึนในการบรรเทาปัญหาวิกฤติ แล้วก็ในเรื่องของการไม่เกิดปัญหาสภาพคล่อง ขอสนับสนุนนะครับ ขอบคุณครับ