กรณี จาติกวณิช ตอบขอบคุณที่ให้โอกาสพูดและขอหวังจะรักษบรรยากาศการอภิปรายไว้ เขาหารือเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลปรับลดลง การลงทุนในโครงการการลงทุนแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งปี 2555 นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบกลางปีและมาตรการนโยบายภายใต้งบกลางปีที่ใช้เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของเศรษฐกิจ และหารือเรื่องแหล่งเงินกู้ โดยยืนยันว่าเงินกู้ยืมจากภายในประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ถูกทำความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงเงินฝาก
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ตอบคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกนะครับ บรรยากาศการ อภิปรายก็เปึนไปอย่างดี ถึงแม้ผมอาจจะไม่ซุกซนเท่าท่านมิ่งขวัญนะครับ แต่ก็จะ พยายามที่จะรักษาบรรยากาศนี้ไว้
ประเด็นคําถามแรกที่ท่านมิ่งขวัญ ขออนุญาตเอ่ยนามได้ตั้งไว้นะครับ เรื่องของความผิดปกติ นี่คือคําพูดของท่านต่อสาเหตุที่ทางรัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณ ประจําป้ ๒๕๑๓ ลงจากกรอบเดิมที่กําหนดไว้ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาทลงมาเหลือ ๑.๗ ล้านล้านบาท ก็คือปรับลดลงมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ปัญหาเศรษฐกิจ ยังมีอยู่ และทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศวัดโดยเงินสํารองระหว่างประเทศยังคงพอมี หรืออยู่ในระดับที่แสดงถึงความเข้มแข็งของประเทศ ผมก็จะต้องขออธิบายต่อ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายอยู่ว่า งบประมาณของเราในแง่ของปริมาณที่เราสามารถที่จะขาดดุลได้ มีข้อจํากัดทางกฎหมาย กล่าวคือเราจะต้องมีการประมาณการรายได้ของรัฐบาลในแต่ละป้ก่อนที่จะกําหนดเม็ด เงินงบประมาณ หลังจากนั้นก็มีกรอบกฎหมายโดยรวม ๆ ก็คือโดยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราสามารถจะขาดดุลได้เทียบกับเม็ดเงินงบประมาณโดยรวม เดิมทีทาง รัฐบาลคาดไว้ว่ารายได้ของรัฐจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท แต่ด้วยความที่เรา ต้องการที่จะมีประมาณการที่ใกล้เคียงต่อความเปึนจริงเราก็ปรับลดลงมาตาม สภาวการณ์เศรษฐกิจลงมาเหลือ ๑.๓ ล้านล้านบาท ดังนั้นความจําเปึนเมื่อเราพูด ความจริงว่ารายได้ป้หน้า ด้วยความที่สภาวะเศรษฐกิจยังฝ๋ดเคืองไม่อยากที่จะรีดไถภาษี กับพี่น้องประชาชนมากเกินระดับที่มีความเหมาะสม ก็กําหนดระดับรายได้ไว้ที่ ๑.๓ ล้านล้านบาท ทําให้เรามีความจําเปึนที่จะต้องปรับลดงบประมาณประจําป้ลงมาที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท ท่านมิ่งขวัญก็ถามนะครับว่าแล้วทําไมพูดง่าย ๆ คือไม่ไปแก้กฎหมาย ทําไมไม่ไปแก้กฎหมายทําให้สามารถที่จะขาดดุลได้เพิ่มเติม ผมก็จะต้องขออนุญาตเรียน นะครับว่ากรอบกฎหมายที่ทางกระทรวงการคลังใช้มานับหลายสิบป้เปึนกรอบกฎหมาย ที่มีความสมเหตุสมผล เศรษฐกิจไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัยก็ด้วยกรอบ กฎหมายที่กํากับปริมาณเม็ดเงินขาดดุลของรัฐบาลไว้ในแต่ละป้ และเราก็คิดว่าการที่ รายได้ที่ลดลงนําไปสู่การปรับงบประมาณให้มีปริมาณเม็ดเงินที่ลดลงก็เปึนการรักษาวินัย ทางการคลังของรัฐบาลได้เปึนอย่างดี ความหมายของกระผมก็คือแทนที่เมื่อเงินฝ๋ดเราก็ ปรับกฎหมายทําให้เราสามารถที่จะกู้ยืมได้เพิ่มเติมภายในกรอบงบประมาณ แทนที่จะไป พิจารณาว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนในส่วนของงบประมาณที่สมควรที่จะปรับลดลงได้ ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอาจจะยังไม่มีความจําเปึน ไม่เร่งด่วน สามารถที่จะปรับลดลงได้ก็คือการรักษาวินัยนั่นเอง ดังนั้นเราจึงตัดสินใจนะครับว่า แนววิธีที่เหมาะสมก็คือการรักษากรอบวินัยทางการคลังไว้ด้วยการคงไว้ซึ่งกรอบ กฎหมายเดิม และนั่นก็คือการนําไปสู่การปรับลดค่าใช้จ่ายในเกือบทุกกระทรวง ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าค่าใช้จ่ายประจําของทุก ๆ กระทรวงนอกจาก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง ปรับลดลงเกือบทั้งหมด และนี่ก็คือการแสดงออกถึงวินัยทางการคลังของทางรัฐบาล แต่ท่านมิ่งขวัญก็พูดถูก ว่าในงบประมาณที่เรากําลังพิจารณาอยู่คืองบป้ ๒๕๕๓ นั้นงบลงทุนเหลือน้อยมาก หลังจากได้มีการปรับเม็ดเงินงบประมาณลงจาก ๑.๙ ล้านล้านบาท เหลือ ๑.๗ ล้านล้านบาท งบลงทุนเหลือเพียงแค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง เทียบกับเม็ดเงินโดยรวม ตรงนี้ท่านมิ่งขวัญก็เรียนนะครับว่า ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเราเห็นด้วยครับ อันนี้ก็คือสาเหตุที่เมื่อวันจันทร์ วันอังคารที่ผ่านมาทางสภาแห่งนี้ได้มีการพิจารณากฎหมายพิเศษ ๒ ฉบับ ให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อนํามาใช้ในโครงการการลงทุนแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งป้ ๒๕๕๕ นี่ก็เปึนคําตอบให้แก่ท่านนะครับว่าเราเห็นแล้วว่าเม็ดเงินลงทุนตามที่ ท่านได้เรียนไม่เพียงพอ และประเทศไทยมีความจําเปึนที่จะต้องลงทุนเพิ่มเติมในช่วง ๓ ป้ ข้างหน้า และนั่นก็คือสาเหตุที่มาของกรอบความคิดของเรา ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเปึน เราก็รักษาวินัยด้วยการปรับลดลง ท่านพูดถึงงบกลางป้นะครับว่าทําไมถึงมีส่วนที่ ให้กระทรวงที่มีบทบาททางด้านเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในสัดส่วนที่น้อย ผมก็ขออนุญาตเรียน นะครับความจริงก็ชี้แจงกันไปหลายรอบทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ ทั้งกระผมเองนะครับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่างบกลางป้นั้นมีไว้เพื่อตอบโจทย์พิเศษ โจทย์หนึ่ง ณ วันที่เราเข้ามาบริหาร โจทย์ปัญหาตอนนั้นก็คือกําลังซื้อในเศรษฐกิจ ที่หดหายไป ความท้าทายของเราก็คือจะออกนโยบายหรือออกมาตรการอย่างไรที่จะมา ทดแทนกําลังซื้อของพี่น้องประชาชน กําลังซื้อของภาคเอกชนที่หายไป นั่นก็คือที่มาของมาตรการหรือนโยบายภายใต้งบกลางป้ที่เรานํามาใช้ เราก็คิดนะครับว่า วิธีไหนที่จะสามารถที่จะผันเงินจากส่วนของรัฐบาลไปถึงมือพี่น้องประชาชนที่มีความ เดือดร้อน เพื่อให้พี่น้องประชาชนนําเงินส่วนนั้นกลับมาใช้โดยด่วน ทําให้มีการหมุนเวียน เม็ดเงินนั้นในระบบเศรษฐกิจ และนั่นก็คือสาเหตุที่เราได้มีมาตรการในเรื่องของการ เรียนฟรีเพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองทั่วประเทศ มีมาตรการในเรื่องของเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ มีเรื่องของเช็คช่วยชาติ เหล่านี้ทั้งหมดก็คือการผันเงินในส่วนของรัฐบาลไปให้กับ เอกชนที่เดือดร้อน เพื่อเอกชนจะได้นําเม็ดเงินนั้นกลับมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ อันนี้ก็คือ คําอธิบายนะครับว่า ณ วันนั้นทําไมถึงเรายังประเมินว่ากระทรวงที่มีความสําคัญครับ ยังไม่ถึงจังหวะเวลาที่มีความจําเปึนที่จะต้องใช้งบประมาณตามโจทย์ปัญหา ณ ขณะนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็พิจารณาครับว่า แผนที่จะต้องออกมาในรอบ ๒ ก็คือแผนที่เกี่ยวกับ การลงทุน และนั่นก็คือที่มาของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แต่ในส่วนของงบประมาณ ประจําป้ ๒๕๕๓ ท่านมิ่งขวัญ ต้องขออนุญาตกล่าวนามอีกครั้งนะครับ ท่านประธาน ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งว่าทําไมสัดส่วนของกระทรวงที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ท่องเที่ยว เช่น อุตสาหกรรม เช่น เกษตร เช่น พาณิชย์ ถึงมีเม็ดเงินงบประมาณที่ท่าน พูดเหมือนกับว่าต่ําแบบระดับผิดปกติ คิดเปึนสัดส่วนของงบประมาณโดยรวม ท่านบอกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมทําไมมีงบประมาณเพียงแค่ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณโดยรวม ก็คือ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของ ๑.๗ ล้านล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ ภาคอุตสาหกรรมนั้นมีความสําคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ท่านพูดคล้าย ๆ กับว่ากระทรวง อุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่ครับ หน้าที่ในการลงทุน การสร้างกําลังการผลิต การสร้างอุตสาหกรรมนั้นเปึนหน้าที่ของภาคเอกชน ส่วนหน้าที่ ของกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นก็คือหน้าที่หน้าที่ที่จะเอื้อให้ภาคเอกชนสามารถที่จะ ลงทุนได้ ผมขออนุญาตนะครับ เพื่อความชัดเจนเลยนะครับ ท่านวิพากษ์ว่าทําไม งบประมาณของเรา รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันนี้ถึงจัดสรร งบประมาณให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพียง ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านพูดอย่างนั้น ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่า ในงบประมาณป้ ๒๕๕๒ คือป้ปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลของท่าน เปึนผู้ร่าง ท่านทราบไหมครับว่างบประมาณสําหรับกระทรวงอุตสาหกรรมคิดเปึน เปอร์เซ็นต์ของงบป้ ๒๕๕๒ นั้น อยู่เท่าไร ทราบไหมครับ ผมตอบแทนท่านครับ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ เท่ากันเป็ะเลยครับ เท่ากันเป็ะเลย แล้วไม่ใช่กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเดียวครับ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ท่านบอก โอ้ย ท่องเที่ยวสําคัญนักหนา ทําไมให้งบแค่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม งบประมาณของรัฐบาลท่านเท่าไร รู้ไหมครับ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของเราท่านบอกว่าต่ํามาก เกษตรกรไม่สําคัญหรืออย่างไร สําคัญครับ แต่บทบาทหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์นั้น มีความจําเปึนต้องใช้งบประมาณเพียงแค่ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ของงบโดยรวม รัฐบาลของท่านให้ไว้ ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ มากกว่านิดหนึ่งครับ แต่ก็อยู่ในระดับทัดเทียมกัน กระทรวงพาณิชย์เท่ากันเดะเลยครับ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณฉบับปัจจุบัน ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในงบประมาณของท่าน ก็มีกระทรวงศึกษาธิการที่ในส่วนของรัฐบาล ปัจจุบัน งบประมาณป้ ๒๕๕๓ ที่มีสัดส่วนที่จัดสรรงบประมาณให้มากกว่ารัฐบาล ของท่านก็คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในงบประมาณปัจจุบันเทียบกับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ในงบประมาณของท่าน ตามที่ผมได้เรียนนะครับ มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่เรา มองว่าไม่จําเปึนในหลาย ๆ กระทรวง กระทรวงที่ถูกปรับลดมากที่สุดก็คือ กระทรวงของ ท่านนายกรัฐมนตรีเองครับ ก็คือสํานักนายกรัฐมนตรี เดิมทีในงบประมาณป้ที่แล้ว มีสัดส่วนงบประมาณ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ ป้นี้ตัดลดลงเหลือ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็สะท้อน ให้เห็นนะครับว่าในวิธีการนําเสนอตัวเลขของท่านนั้น ไม่สะท้อนต่อความตั้งใจที่จะสร้าง ความกระจ่างหรือความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ว่าบทบาทหน้าที่ของแต่ละ กระทรวงคืออะไร และความเหมาะสมในแง่ของสัดส่วน การจัดสรรงบประมาณอะไร ท่านวิพากษ์วิจารณ์มา ท่านไม่ดูตัวท่านเองครับว่าในสมัยที่ท่านมีอํานาจ ท่านได้ทําไว้ อย่างไร ผมขออนุญาตอธิบายชี้แจงในประเด็นนี้เพราะผมถือว่าเปึนประเด็นที่มีความสําคัญ ข้อเท็จจริงอันดับแรกก็คือ ณ ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบตามนิยามของธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท กฎหมาย ๒ ฉบับที่เราได้พิจารณาไป มอบอํานาจให้กับกระทรวงการคลังกู้ยืม ๘ แสนล้านบาทก็คือต่ํากว่าครึ่งหนึ่งเล็กน้อย ๑.๗ ล้านล้านบาทเปึนเม็ดเงินที่ ณ ปัจจุบันไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ภาคเอกชนเลือก ที่จะไม่ใช้ ภาคเอกชน ณ ปัจจุบันไม่มีกําลังที่จะลงทุน ไม่มีกําลังที่จะบริโภค เงินมันจึง เหลือในระบบ มันก็มีอยู่ ๒ ทางครับ รัฐบาลอยู่นิ่งเฉยไม่ทําอะไรหรือรัฐบาลเลือกที่จะ หยิบเม็ดเงินนั้นมาใช้เพื่อเศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ทีนี้ความหมายของการใช้เงิน ของรัฐบาลคืออะไรครับ ผมขออนุญาตชี้แจงท่านประธาน เม็ดเงินที่มีอยู่ในระบบไม่มีใคร กล้าที่จะหยิบมาใช้ ถามว่าทําไมไม่ใช้ละครับ ก็กําลังซื้อมันไม่มี โรงงานผลิตได้ ๑๐๐ ตอนนี้มีคนซื้อแค่ ๕๐ ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องลงทุนในการขยายโรงงาน ความต้องการ สินเชื่อลดลง ความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารก็ลดลงเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อ ออร์เดอร์สินค้าน้อยลงในส่วนของผู้ประกอบการ ความเสี่ยงในแง่ของธนาคาร ในการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน รัฐบาลก็จึงเพิ่มบทบาทของ ตัวเองในการที่จะหยิบเม็ดเงินนั้นมาใช้ เมื่อหยิบเม็ดเงินมาใช้ในการลงทุนภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง รัฐบาลก็ต้องไปซื้อวัสดุก่อสร้างบ้าง ไปจ้างงานบ้าง ก็คือการ จ้างงานพี่น้องคนไทยด้วยกันนั่นเอง พี่น้องคนไทยด้วยกันนั่นเองที่ได้งานจากโครงการ ไทยเข้มแข็งก็มีรายได้ในกระเปิาครับ มีรายได้ในกระเปิาก็ไปใช้บ้าง เอาไปฝากบ้าง เวลา ไปซื้อของร้านค้าเหล่านั้นได้รับเงินมาก็เอาไปฝากในธนาคารเช่นเดียวกัน เงินมันก็กลับ เข้าไปสู่ในระบบ เงินมันไม่ได้หายไปไหนครับ เวลาเราพูดกันถึงสภาพคล่องที่หายไป ท่านพูดเหมือนกันว่า เงินมันหายไปในอากาศ ไม่ใช่ครับ เงินมันหมุนเวียนครับ แต่มันยัง อยู่ในระบบ สภาพคล่องยังคงเดิม นอกจากนั้นผมจะขอเรียนด้วยซ้ําไปครับว่า เมื่อเอกชน เดิมทีปัจจุบันขายของให้ใครไม่มีใครซื้อ แต่เมื่อรัฐบาลเริ่มลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ๑.๕ ล้านล้านบาท โครงการทั่วประเทศ สิ่งที่เอกชนได้รับก็คือออร์เดอร์สินค้าจากทาง รัฐบาล เอกชนขายของได้ครับ ตอนนี้ขายให้กันเองไม่ได้แต่ก็ขายให้รัฐบาลได้ เมื่อเอกชน ขายของให้รัฐบาลได้รายได้เอกชนก็มี ในแง่ของความเสี่ยงที่มีในสายตาของ ธนาคารก็ลดลงเช่นเดียวกัน เพราะธนาคารเห็นแล้วว่าเอกชนจะมีรายได้ รายได้ที่ มั่นคงด้วยเพราะเปึนรายได้ที่ได้จากรัฐบาล เพราะฉะนั้นความพร้อมในส่วนของธนาคาร ที่จะปล่อยกู้ให้กับเอกชนหรือผู้ประกอบการเหล่านั้นก็จะดีขึ้นเช่นเดียวกัน อนาคตเมื่อ บริษัทนั้นมีความจําเปึนที่จะต้องการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อของตนเอง ธนาคารก็พร้อมที่จะ ปล่อยกู้ให้มากกว่า ณ ปัจจุบันที่ไม่มีออร์เดอร์สินค้าเลย ท่านได้พูดถึงการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะท่านพูดถึง เอสเอ็มอี ต่างชาติ ความจริงผมได้ชี้แจงในประเด็นนี้ ไปแล้วนะครับว่าอันดับแรกแน่นอนที่สุดครับ ผมให้ความสําคัญต่อบริษัทที่มีเจ้าของเปึน คนไทยด้วยกันก่อนอื่นแน่นอน แต่ผมขออนุญาตเรียนในที่นี้นะครับว่าผมจะไม่ปฏิเสธ ที่จะหาทุกวิถีทางที่จะช่วยผู้ประกอบการทุก ๆ ราย ทุก ๆ เจ้าที่ดําเนินกิจการอยู่ใน ประเทศไทย จ้างคนไทยทํางาน จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลไทย ถ้าเขาเดือดร้อนผมมองว่า หน้าที่ของรัฐบาลก็คือต้องช่วยเขาด้วย เราอุตส่าห์มี บีโอไอ (BOI) ไปถึงบริษัทเหล่านั้น มาลงทุน สร้างงาน สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างภาษีให้กับทางรัฐบาล สุดท้ายแล้ว พอเขามีปัญหาเราเลือกที่จะไม่ช่วยเหลือเขาเพียงเพราะเขามีผู้ถือหุ้นเปึนต่างชาติ ผมคิดว่านั่นเปึนความคิดที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็แล้วแต่ยืนยันอีกครั้งนะครับเพื่อความ ชัดเจน เอสเอ็มอี ไทยจะได้รับโอกาสในง่าของความช่วยเหลือจากรัฐบาลก่อนแน่นอน
ทีนี้ผมขอวกกลับมาในส่วนของแหล่งเงินกู้ อันดับแรกขอยืนยันอีกครั้ง นะครับว่า ทั้งหมดนี้เรากู้ยืมจากภายในประเทศเท่านั้น ในส่วนของพระราชกําหนดและ พระราชบัญญัติ ทางกระทรวงการคลังก็ได้ประกาศเจตนาตั้งใจชัดเจนว่าเราจะออก พันธบัตร มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เม็ดเงินรอบแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราเงินฝาก ที่ได้รับอยู่ ณ ปัจจุบัน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก็คือผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาจากตัวดอกเบี้ย ซึ่ง ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ําที่สุดในประวัติการณ์ ดังนั้นเราก็จึงพร้อมที่จะขายพันธบัตร ให้กับผู้มีเงินออมในกลุ่มนี้ ท่านก็บอกว่าขอให้ขายทั้งหมดเลย ให้กับพี่น้องประชาชนทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมไม่ทําเช่นนั้น ผมขออนุญาตชี้แจงนะครับว่า อันดับแรกเลย ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเปึนตัวเลขตัวต้น อาจจะมากกว่านั้น ถ้าไม่มีคนซื้ออาจจะน้อยกว่านั้น แต่ผมมั่นใจว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทขายหมดแน่นอน แต่สาเหตุที่ผมขอยืนยันไว้ในที่นี้เลย ครับว่า ผมไม่มีวันครับที่จะระดมทุนทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยการออกพันธบัตร ในลักษณะนี้โดยตรงต่อพี่น้องประชาชน สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะมันไม่ยุติธรรมต่อ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ท่านทราบไหมครับว่าเงินฝากทั้งหมดในระบบมันมีอยู่ กี่บัญชี ประมาณ ๕๐ ล้านบัญชีครับ ซึ่งพวกเราหลาย ๆ คนก็มีมากกว่า ๑ บัญชี ก็อาจจะ หมายถึงจํานวนผู้ที่มีบัญชีจริง ๆ สักประมาณ ๒๐ ล้านคนก็คงประมาณนั้น แต่ประเด็น ที่สําคัญมากกว่านั้นนะครับ ท่านทราบไหมครับว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินฝาก ทั้งหมดในระบบอยู่ในมือคนเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ที่รวยที่สุด คือพูดง่าย ๆ จาก ๕๐ ล้าน บัญชีนี่นะครับ ๔๐ กว่าล้านบัญชีนี่เอาเงินมารวมกัน มีมูลค่าเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑ใน ๑๐ ของเงินฝากทั้งหมดในระบบ