นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หารือประเด็นงบประมาณปี 2552 โดยเน้นการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจผลกระทบที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ พร้อมวิพากษ์มาตรการกู้เงิน 10 ล้านล้านบาทโดยเสนอให้รัฐบาลกู้แทนเอกชนเพื่อรักษาสภาพคล่อง และเรียกร้องให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยก่อนต่างชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายมิ่งขวัญ แสงสุรรณ์ ส.ส. สัดส่วนจากพรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาต ได้มีโอกาสกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหลาย ๆ ท่าน ผมอยากจะพูดเรื่องที่ผมดูว่า ๓-๔ วันนี้เกิดอะไรขึ้น ผมถามจากคนที่รู้จักคนทางบ้านนี่ เขาบอกว่าเป่ดโทรทัศน์ โทรทัศน์ในประเทศไทยมีอยู่ ๖ ช่อง เป่ดกลับไปกลับมา ทําไมช่องเอ็นบีที (NBT) หรือ ช่อง ๑๑ ทั้งวันทั้งคืนไม่หลับไม่นอนกันเลย ผมว่าเพื่อนสมาชิกก็คงรู้สึกอย่างนั้น บางวัน เราก็ตี ๒ บางวันก็ตี ๑ บางวันตี ๑ ครึ่ง ขอบตาเขียวกันไปหมด แต่สิ่งที่สําคัญที่สุด หลายคนบอกว่าวันนี้เปึนวันสุดท้ายหรือเปล่า ผมบอกว่าน่าจะเปึนวันสุดท้าย ถามว่า ๔ วันนี่ พวกเรามาคุยกันอะไรกัน แล้วมันเกิดผลอะไรขึ้นมาบ้าง แล้วมันจะมีอะไรที่ไป กระทบกับชีวิตคนทางบ้าน ผมอยากจะกราบเรียนว่าการพูดในวันนี้นอกจากจะผ่าน ท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกในที่นี้แล้ว อยากจะให้ประชาชน พี่น้องทางบ้านได้รับฟังด้วยความเข้าใจด้วย ทั้งหมดจริง ๆ เรามี ๓ เรื่องด้วยกันที่เราทํา กันมา ๔ วัน วันแรกเลยเปึนการพิจารณาพระราชบัญญัติเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่ ๒ เปึนการพิจารณาพระราชบัญญัติเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็รวมแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๒ วัน คือเมื่อวานกับวันนี้เปึนการพิจารณาพระราชบัญญัติ งบประมาณประจําป้ ซึ่งจะไปใช้จ่ายเอาในป้ ๒๕๕๓ จุดที่น่าสนใจ ผมจะพยายาม อธิบายเรื่องทั้งหมดให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านเข้าใจแบบง่าย ๆ ผมมีตัวเลขอยู่เพียง ๓-๔ ตัวเลขที่จะคุย เพราะว่าถ้าคุยเปึนวิชาการผมว่าคนทางบ้านบอกพูดอะไรไม่เข้าใจ ตัวเลขแรกก่อนเลยคงต้องพูดถึงตัวเลขงบประมาณประจําป้ ๒๕๕๒ ซึ่งเรากําลังใช้กันอยู่ ๑.๘๓๕ ล้านล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขตัวที่ ๒ คืองบกระตุ้น เศรษฐกิจ ครั้งที่ ๑ อยู่ที่ประมาณ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ๒ ตัวนี้ใช้ตามพระราชบัญญัติ ที่ออกมาก็คือจะใช้อยู่ในป้ ๒๕๕๒ ป้งบประมาณนี้ให้หมด นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าประเทศไทยทั้งประเทศ คนไทยทั้งชาติจะมีค่าใช้จ่ายงบประมาณใช้อยู่ ประมาณ ๑.๙๕๑ ล้านล้านบาท หรือ ๑.๙ ล้านล้านบาท ทําไมผมถึงเน้นตัวเลขตัวนี้ เปึนตัวแรก ผมต้องการจะโยงมาหาตัวเลขตัวที่ ๒ ผมได้มีโอกาสขึ้นมากราบเรียนผ่าน ท่านประธานสภา และผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในวันแรก เรื่องพระราชกําหนดการ กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็โยงมาพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมก็ มาพูดในวันสุดท้ายในวันนี้เปึนพระราชบัญญัติของป้ ๒๕๕๓ ทีนี้ตัวเลขเมื่อสักครู่พูด ง่าย ๆ ว่างบทั้งป้ดังเดิมที่ตั้งไว้ มาบวกกับงบที่ขอไปกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ๒ จํานวนไปอยู่ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาท อันนี้คืองบป้ ๒๕๕๒ แต่วันนี้เราจะมาคุย กันถึงงบป้ ๒๕๕๓ ในป้งบประมาณนี้นะครับ รัฐบาลได้ตัดสินใจตั้งงบประมาณไว้ที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท ท่านสังเกตนะครับ จาก ๑.๙ ล้านล้านบาทแล้วกลายมาเปึน ๑.๗ ล้านล้านบาท ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับงบประมาณป้ที่แล้วกับป้นี้ครับ งบประมาณ ลดลง ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ก็คือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์จําหลวม ๆ อย่างนั้น บังเอิญเปึนเลขโชคดีด้วยนะครับ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ที่ลดลง มีคนตั้งข้อสังเกต ผมอยากจะเรียนตรงนี้ก่อนว่าผมได้มีโอกาสไป คุยกับนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน การคลัง ซึ่งอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยบอก ครั้งก่อน ความคิดเห็นอาจจะต่างกันนะครับ พอคุยกันแล้วสิ่งที่เขาพูดพอเขาดูทั้งหมด หมดแล้วสรตะแล้วผมเอาเอกสารไปเปึนปู๊งไปนั่งคุยกัน เขาบอกว่าความคิดนี้ดูผิดปกติ นะครับ ผมขออภัยผมไม่ทราบว่าผมจะใช้คําพูดนั้นถ่ายทอดตรงนี้ได้หรือเปล่านะครับ บางคนเขาบอกว่าอันนี้คิดพิเรนทร์แล้วนี่ แล้วบางคนพูดอีกบอกว่าความคิดนี้อุตริ ผมขอ อภัยจริง ๆ นะครับ ผมก็ถามว่าทําไมหรือ อาจารย์ทําไมคิดอย่างนี้ พวกท่านทําไมคิดกัน อย่างนี้นะครับ ท่านลองฟังเรื่องราวที่ผมจะอธิบายให้คน ผมต้องย้ํานะครับ การพูดครั้งนี้ จะเปึนการพูดเพื่อทางบ้านทั้งประเทศเข้าใจว่ามันผิดปกติอย่างไร แล้วทําไมถึงไม่ควร ไปคิดอย่างนี้นะครับ การที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําป้ลดลง ถามว่าถ้าย้อนไปในรอบ ๑๐ กว่าป้เคยเกิดขึ้นมาเพียงในป้ ๒๕๔๑ ต่อ ๒๕๔๒ ตรงนั้นทุกคนจําได้ดีว่า เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตก แล้วก็เกิดเข้าวิกฤติการณ์ต้องไปเข้ากองทุน ไอเอ็มเอฟ ถามว่าแล้วมันอย่างไรครับ ตอนนั้นแน่นอนทุกคนยอมรับ เพราะว่าสาเหตุและ ที่มาของปัญหาไม่เหมือนกันนะครับ ปัญหาที่เกิดตอนนั้นคืออะไรครับ สถาบันการเงิน ต่าง ๆ ทางการเงิน พูดง่าย ๆ ว่าเขาทําธุรกิจไม่สําเร็จก็พังลงมา แล้วมันก็ทับลงมา ตามลําดับ ถ้าผมพูดย้อนเหมือนครั้งที่แล้วนะครับ ๕๖ ไฟแนนซ์ถูกป่ด เงินประชาชนที่ไป ฝากอยู่ทั้งหมดถูกฟรีซ (Freeze) ไว้ ๕ ป้ แล้วธนาคารต่าง ๆ ก็หายไปเปึน ๖-๗ ธนาคาร หรือ ๗-๘ ธนาคาร หรือแม้แต่กระทั่งธนาคารที่อยู่ปัจจุบันนี้ก็กลายเปึนธนาคารลูกผสม คราวนี้ผมโยงมาเรื่องนี้ว่าอย่างไรครับ เรื่องนี้มันก็แปลก ก็คือตอนนี้ความจริง ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองก็ดีท่านก็ยืนยันอยู่ ตลอดเวลาว่าสถานะของสถาบันการเงิน ณ ป้ พ.ศ. นี้ในป้งบประมาณปัจจุบันทุกแห่งยัง แข็งแกร่ง นี่คือประเด็นแรกครับ ยังแข็งแกร่งอยู่ ประการที่ ๒ นะครับ เงินสํารองระหว่าง ประเทศ เงินสํารองคงคลังเราก็ยังมีเหลือเฟ๋อ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมาตั้งงบประมาณ ตรงนี้ลดลง ๑.๗ มันก็ก่อให้เกิดผลอย่างแน่นอน เกิดผลอะไรขึ้นครับ แล้วทําไมเขาถึง คิดว่ามันผิดปกติ ท่านลองไปย้อนดูนะครับ เราประชุมวันแรก อันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง การแสดงความคิดเห็นของผมในวันนี้ผมไม่ได้คิดว่าผมเปึนพรรคฝ์ายค้าน ผมเปึนรัฐบาล ผมเปึนอะไร แต่ในฐานะที่พอจะมีความรู้ทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสร์และผมเคยบริหารเงิน มาเยอะมากนะครับ ผมอยากจะวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนดังต่อไปนี้นะครับ สมมุติว่า ถ้าเกิดการมีปัญหาการเงิน การคลัง เราลดงบประมาณลง ตรงนี้อาจจะยอมรับได้นะครับ แต่ในเมื่อถ้าเกิดเราไม่มีปัญหาอย่างนั้น เรายังยืนยันว่าเรายังไปได้ดีอยู่ แต่เราต้องการ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นพระราชกําหนด พ.ร.ก. ซึ่งทุกคนก็รู้หลักเกณฑ์ของที่มา ที่ไปว่าอย่างไร ครม. มีมตินั่นคือที่ ๑ นะครับ อันที่ ๒ ออกเปึนพระราชกําหนด อันที่ ๓ เอามาให้สภานี้รับรอง ตรงนั้นพอรับได้ด้วยเหตุด้วยผลว่าอะไรครับ งบประมาณเพื่อจะ เอาไปป่ดหีบซึ่งโดยประมาณตัวเลข อันนี้ผมฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ช่วยไปเช็คด้วยนะครับ เพราะว่าตามตัวเลขที่มีการอ้างข้อมูลบอกว่าจะเอาตัวเลข งบประมาณไปป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มี ส.ว. บางกลุ่มเขาทําการวิเคราะห์ตัวเลข อันนี้ผมฝากท่านเฉย ๆ ไปเช็กนะครับ เขาบอกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ กับ ๑๒๐,๐๐๐ ท่านไปดู แต่จะว่าอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ที่เหลือท่านจะเอาไปใช้ในงบ กระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ อันนี้สรุปแล้ววันจันทร์ผ่านไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าสมมุติ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปป่ดหีบก็แสดงว่าอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไปกระตุ้น เศรษฐกิจหรือเอาไปใช้อย่างอื่น ถ้าเปึน ๑๒๐,๐๐๐ เท่ากับ ๒๗๐,๐๐๐-๒๘๐,๐๐๐ นะครับ อันนี้ผ่านไป พ.ร.ก. ผมย้ํานะครับ ครั้งที่แล้วผมก็พูดอย่างนี้แล้วครั้งนี้ผมก็ยังคงมี จุดยืนเหมือนเดิม คือผมอนุโลมและเข้าใจได้ว่ามันเปึนความจําเปึนจริง ๆ ที่รัฐบาลจะต้องเอาไปใช้นะครับ ที่จะต้องทํา ทําไมถึงต้องเปึนพระราชกําหนด เพราะว่าไปผ่านกระบวนการทางรัฐสภาอีก หลายขั้นตอน เดี๋ยวท่านไปขีดไม่ทันมันก็จะยุ่ง อันนี้เข้าใจได้ แต่ผมยังคงยืนยันนะครับว่า พระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ครั้งที่แล้วผมขอให้ทบทวน ขอให้ไปคิด คิดให้ รอบคอบ มันไม่จําเปึนต้องรีบร้อน แต่คราวนี้ประเด็นสําคัญมันอยู่ตรงนี้ครับท่าน พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ พ.ร.บ. งบประมาณในวันพุธ วันพฤหัสบดีนี่ ๑.๗ ล้านล้านบาท ทําต่อกันใน ๔ วันนะครับ ความจริงนี่ประเด็นมันไปอยู่ ตรงนี้ครับ ถ้าเกิดเราทําเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรก็แล้วแต่ มันห่างกันสัก ๓-๔ เดือนนี่ไม่เปึนไร แต่ปรากฏที่มันทําอยู่ห่างกันอยู่นี่ เมื่อวานกับวันนี้หรือวานซืนกับวันนี้ มันมีคําถามว่าทําไมถึงต้องเอาไปแยกออกไป ข้างนอก อันนี้มีผู้ใหญ่ตั้งข้อสงสัยมาเยอะมากนะครับ เขาบอก
ประการแรก การตั้งงบประมาณเติบโตแบบติดลบหรือ เนกาทีฟ โกรท บัดเจท (Negative growth budget) นี่โดยปกตินะครับ โดยวิธีคิดเขาจะไม่ทํากันนะครับ ถ้าไม่เสียหายยับเยินจริง ๆ นี่ ประเทศไม่มีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่ท่านไม่ทํา เพราะ อย่างมากที่เขาจะทําก็คือ ซีโร โกรท (Zero growth) หรือการเติบโตเท่ากับศูนย์ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าถ้าเกิดทําอย่างนี้นั่นหมายความว่าอะไร ประชากรแต่ละป้ ก็เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ค่าน้ํามัน ค่าครองชีพทุกอย่างขึ้นหมด แล้วคุณมาลดทําไม ถ้าเกิดคุณยืนยันว่าสถาบันการเงินคุณไม่มีปัญหา เงินสํารองระหว่างประเทศไม่มีปัญหา เงินสํารองคงคลังไม่มีปัญหา มันจะไปมีปัญหาคือภาพรวมทําให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้ครับ
ข้อ ๑ เปึนวิธีคิดที่ว่า อ้าว แล้วคุณไปตัดออก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าประเทศคุณเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา แล้วงบประมาณคุณจาก ๑.๙ กว่าล้านบาท เอาลงมาเหลือ ๑.๗ ล้านบาท คนเขาจะถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีเศรษฐกิจออกไปเดินสายโรดโชว์ทั่วโลก ผมยืนยันนะครับ เขาจะถามคําถามนั้นทันที ประเทศท่านเกิดอะไรขึ้น ท่านทําไมออกงบประมาณอย่างนี้ มันผิดปกติอย่างไร มันก็มาตามด้วย
ข้อ ๒ อีก ปรากฏว่าท่านไปแยกเงินออกไปกลายเปึนเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งจริง ๆ นะครับ ตรง ๆ เลย ชัดเจนและจริงใจนะครับ ไม่ควรแยกเงิน ก้อนนั้นออกไปเลย ท่านควรจะอยู่ในงบและตัวเลขที่แนะนํานะครับ ถ้าเหมาะสมป้นี้ อย่างน้อยต้องตั้ง ๒.๐ ล้านล้านบาทขึ้น ก็ท่านขอมา รวมแล้วมัน ๑.๙ ล้านล้านกว่าแล้ว อย่างน้อยที่สุดท่านขึ้นไม่ได้ ท่านควรจะเปึน ๒.๐ ล้านล้านบาท แต่นี่ท่านกลับไปทํา งบประมาณติดลบ คําถามนะครับ ท่านจะต้องไปยุ่งอะไรครับ มันจะต้องไปยุ่งอะไรครับ มันก็กลายเปึนว่า ทําไมเหตุผลอย่างที่ผมบอกเมื่อกี้ ถ้าเกิด ๔ วันนี้ไม่ประชุมทันที ตีสาม ตีสี่ ตีสอง ตีสาม ติดต่อกันนี่ ท่านจะแยกอย่างไรก็ได้ มันห่างกันตั้งเยอะ ขอโทษนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มผมขออภัยด้วย ผ่านท่านประธาน มันไม่ถึงตีสี่ครับ นอนจริง ๆ ตีสาม ตีสี่ เพราะเลิกตีหนึ่งตรงนี้ก็ประมาณตีสองก็มีใช่ไหมครับ ผมก็เลยจะย้อน กลับมานะครับว่า ตรงนี้คําถามก็คือบังเอิญ ๔ วันประชุมติดกัน อันนี้คือเหตุผลครับ มันประชุมติดกันก็ทําไมท่านไม่ให้อยู่ในงบอยู่ในพระราชบัญญัติ คนก็มาตั้งคําถาม บอกว่า สมมุตินะครับ อันนี้ผมยืนยันว่าสมมุตินะครับ ถ้าเกิดท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกับท่านนายกรัฐมนตรีมีความสนิทสนมกันเปึนพิเศษ ผมย้ําว่าสมมุติ นะครับ ท่านจะเกิดอะไรขึ้น เท่ากับท่านได้โยกเงินที่ควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติประจําป้ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โปร่งใสมีกรรมาธิการทุกคณะ ชี้ไปทีละคณะ ๆ ท่านเอาไปใช้อะไร ผิดปกติตรงไหน ไม่ถูกต้องอย่างไร ไม่ธรรมาภิบาลอย่างไร ปรากฏท่านโยกออกไปอยู่นอก งบประมาณ ตรงนี้ก็คําถามขึ้นมาฝากผมมาถาม ๒ ข้อครับ
อันที่ ๑ ย้ายอํานาจควบคุมไปอยู่รัฐมนตรีของกระทรวงการคลัง อย่างนี้ ถ้าเกิดรัฐมนตรีว่าการการคลังกับนายกรัฐมนตรีรู้กัน สมมุตินะครับ มันไม่เกิดอะไรขึ้นมา หรือวุ่นวายหรือครับ สิ่งที่จะตามมาแน่ ๆ คือยากต่อการตรวจสอบ แล้วเรื่องนี้นะครับ ขอยืนยันธรรมาภิบาลในระบบการเงินการคลังได้ถูกลดมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัดที่สุด อันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธานด้วยความเคารพ แล้วผมพูดนะครับ เพราะเงินทุกบาท ทุกสตางค์เปึนของคนไทยทั้งประเทศ แล้ววิธีคิดอย่างนี้นะครับ ผู้ใหญ่บอกว่าคิดผิดปกติมาก แล้วไม่ควรทําด้วย
อันต่อมานะครับ เขาบอกว่านักวิชาการหลายคน นักการเงิน การคลัง อันนี้ ผมย้ํานะ ต้องวางใจให้เปึนกลางแล้วก็ถอยออมาดูว่ามองกลับเข้าไปในปัญหาสิว่า แล้วเรื่องนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น เขาบอกเสียหายอย่างมากกับภาพพจน์ของประเทศในเชิง การเงิน การคลัง เพราะว่าประเทศไทยนั้นเคยมีทําอย่างนี้ตอนป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๔๑ ป้ ๒๕๔๒ เปึนป้ที่ต่อกัน ตอนรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเชาวลิตมาเปึนนายกรัฐมนตรี ชวน แล้วก็ตอนต่อกันมาตอนนั้น เขาบอกทําอย่างนั้นใคร ๆ ก็รู้ ตอนนั้นประเทศไทย อื้อฉาวไปทั้งโลกนะครับ เรื่องต้มยํากุ้ง ดิซีส (Disease) หรือวิกฤตการณ์ต้มยํากุ้ง ตอนนั้น เราดังมากครับ นี่เราไม่นับเรื่องหนังนะครับ หนังต้มยํากุ้งก็ดัง แต่มันดังคนละแบบครับ แต่คราวนี้กลับมาตอนนี้เรายังคงแข็งแรงอยู่ แล้วปัญหาทั่วโลกมันก็กําลังวิกฤติอยู่ แล้วเราไปดึงกลับให้ตัวเองออกมาเปึนปัญหาเอง อันนี้ผมว่าเรื่องนี้น่ากลัว ผมยืนยันด้วย ความเคารพนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้น่ากลัวแล้วก็ขอตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเปึนไปได้ เปึนผม ผมจะไม่ทําอย่างนี้เด็ดขาดนะครับ อันนี้เรื่องที่ ๑ พอกลับมาเรื่องที่ ๒ ที่จะต้อง ย้อนกลับมาคุยกันอีกนะครับ ในตัวเลขงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท ปรากฏว่าท่านไป ตั้งเปึนรายจ่ายประจําประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๘๔.๕ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ พูดง่าย ๆ คิดหลวม ๆ นะครับ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เปึนรายประจําหมดเลย เปึนเงินเดือนข้าราชการ เปึนค่ารถ ค่าน้ํามัน ค่าไฟฟัา ค่าอะไรไม่รู้ แล้วงบลงทุนมีอยู่ เท่าไรครับ มีเหลืออยู่เพียง ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วนโยบายรัฐบาลบอกว่าของบกลางป้กระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วนี่จะมี เอสพี ๑ (SP1) เอสพี ๒ (SP2) เอสพี ๓ (SP3) ๑.๔๓ ล้านล้านบาท ก็ท่านมาขออย่างนั้น แล้วปรากฏว่างบลงทุนตรงนี้ทําไมท่านไม่ใส่เข้าไป เพราะไหน ๆ ก็จะขออยู่แล้ว วันนี้ เสียเวลา ๔ วัน ยินดีประชุมกันก็ยินดีประชุม ท่านจะต่อพรุ่งนี้อีก ๑ วัน เราก็ยินดีให้ อันนี้ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ อันนี้ชัดเจน ตรรกะในการคิด ความมีเหตุ มีผลในการคิด คําอธิบาย ผมว่าสิ่งที่ถูกที่ต้อง ท่านต้องอธิบายเรื่องนี้ต่อสาธารณชนให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นคนจะตั้งคําถามอย่างนี้ตลอดนะครับ ว่าทําไม ทําไม แล้วก็ทําไมนะครับ กลับมาอีกนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะบอก ถ้าท่านจะอ้าง อันนี้ผมพูดเผื่อไว้เฉย ๆ นะครับ ผมเดาเอาว่า เดี๋ยวท่านจะบอกว่า โอ๊ะอันนี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจก็แยกออกมาเปึน พระราชบัญญัติแล้วนี่ พระราชกําหนดแล้วนี่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าพูดอย่างนั้นมันไม่จบ มันก็จะวนอยู่อย่างนี้ละครับ วนไป ๓ รอบอยู่อย่างนั้น สรุปคําถามสั้น ๆ ทําไมไม่รวมอยู่ในพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป้ให้รู้แล้วรู้รอด แล้วทําให้มันสวยงามเดินสายโรดโชว์ ก็สง่างาม บอกงบประมาณผมป้ที่แล้ว ๑.๙ ๑.๙๕ ป้นี้ผม ๒.๐ ๒.๑ ๒.๒ ก็ยังได้ เพราะฉะนั้นอีกข้อหนึ่งนะครับที่จะบอกว่าถ้าท่านไปอ้าง ติดข้อกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ อันนี้ตรง ๆ นะครับ ในภาพใหญ่ผมขออนุญาตนะครับ อย่าหาว่านั่น นี่เลย เอ็น รีซัลท์ (End result) เอาท์พุท (Output) เอาท์คัม (Outcome) ท่านนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลังต้องตอบได้สิ่งนี้ท่านต้องเตรียมแก้ไขมาตลอด ผมมีอยู่ ๓ ข้อครับที่อยากติงก่อนจะผ่านประเด็นนี้นะครับ
ข้อ ๑ ความจริงตอนเริ่มงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ ท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมา ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมอย่างที่บอกว่าประมาณ ๓๐ ธันวาคม ท่านก็รายงานตัว ต่อรัฐสภาแถลงนโยบายแล้ว จริง ๆ ตรงนั้นเปึนโอกาสทองที่ท่านจะตัดงบ ตัดค่าใช้จ่าย แต่บังเอิญท่านไม่ได้ตัด พอท่านไม่ได้ตัดตรงนั้น โอเคนะ นั่นผมพูดจริง ๆ นะครับ อันนี้ เพราะว่าปกติเวลาผมบริหารจัดการลูกน้องผมบางครั้งเปึนพัน เปึนหมื่น ผมต้อง พิจารณาแล้ว เอ้าทําไมคุณไม่ทําตรงนั้น ของบางอย่างสุภาษิตโบราณเขาเรียกว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ มันต้องมาตั้งแต่ตรงนั้นแล้วครับ ปรากฏว่าท่านไม่ตัด นี่ท่านพลาด ไปข้อ ๑ นะครับ กระทรวงพาณิชย์ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อการส่งออกนะครับ กระทรวงอุตสาหกรรมท่านให้ ๕๐๐ ล้านบาท แล้วกระทรวงอะไรอีกกระทรวงครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเปึนรายได้อันดับ ๑ ท่านให้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท สรุป ๓ กระทรวงจากงบกระตุ้น เศรษฐกิจ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ท่านให้งบเพื่อ ๓ กระทรวงหลักเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ผมว่ามันน้อยแล้วนะครับ เพราะว่าอะไร นั่นคือรายได้หลักที่จะนําเข้ามาสู่มือขวา เอาท่องเที่ยวเข้ามา มือซ้ายเปึนการส่งออกแน่นอนอุตสาหกรรมต้องหนุนเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปคุยกันนะครับ ปรากฏว่าในงบกลางป้ท่านให้ตรงนั้น แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ซึ่งผมว่าน้อย แต่ถ้ามาดูนะครับ ความจริงเศษกระดาษมันเปึนสี ๆ ผมนั่งพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดนะครับ ผมขออนุญาตพูด ผมย้ํานะครับ ผมจะไม่พูด เปึนวิชาการเพื่อให้คนทางบ้านได้เข้าใจ ฟังตามช้า ๆ แล้วท่านจะเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ นะครับ งบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท ผมย้ํา ป้ ๒๕๕๓ ปรากฏว่าคนที่ได้งบสูงสุด อันดับ ๑ ๑๓ กระทรวง กระทรวงที่ ๑ เลยนะครับ กระทรวงศึกษาธิการ ๒๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ได้ไป ๓๔๕,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการได้ไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้คือ เหตุผลที่ผมได้พยายามบอกท่านนายกรัฐมนตรีและบอกคณะรัฐมนตรีบอกว่า ทําไม จะพัฒนาเด็กและเยาวชนผมเห็นด้วย จะเรียนฟรี ๑๕ ป้จะได้ผลมากได้ผลน้อย อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมต้องถามว่าทําไมต้องไปเอางบกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ตรงนั้น จริง ๆ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่น่าไปแย่งงบกระตุ้นเศรษฐกิจ มันต้อง อยู่ในงบปกติ คุณมีตั้ง ๓๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐.๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือข้อแรกนะครับ ที่อยากวิเคราะห์
พอมาอันที่ ๒ ได้งบอันดับ ๒ ไล่ ๆ กันนะครับ งบกลางกับงกระทรวง การคลังอันนี้เข้าใจได้ครับ ๒๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๑๒.๗ เปอร์เซ็นต์ได้เปึนอันดับ ๒ นี่ เข้าใจ แต่ที่ผมไม่เข้าใจและมึนงงหนักขึ้นไปกว่าเดิมอีกว่า ตายแล้วคิดอะไรกัน คณะรัฐมนตรีชุดนี้ ท่านดูงบประมาณนะครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทํารายได้เปึนอันดับของประเทศ ท่านให้งบเท่าไรครับจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านให้ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ว่าน้อยแล้วนะครับ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ว่า น้อยแล้วนะครับ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ครับอันนี้ท่านให้เพียง ๔,๐๔๑ ล้านบาท ผมบอกเลย ถ้าท่านคิดยังอยู่ในกรอบเดิมและไม่คิดเปึนวิกฤติเศรษฐกิจผมบอกเลยเรื่องนี้ผิด ผมพูด ชัดเจนนะครับ เพราะวันนี้เปึน ไครซิส เมเนจเมนท์ (Crisis management) เปึนวิธีการ บริหารในภาวะวิกฤติ ท่านคิดกรอบปกติไม่ได้ ถ้าท่านปล่อยให้ข้าราชการประจําคิดเขาก็ จะคิดว่างบป้นี้เท่านี้ ถ้าเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็จะบวกเพิ่มเข้าไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ถัวเฉลี่ย ถ้าลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาก็จะลบถัวเฉลี่ย ป้นี้ท่านลบอยู่ประมาณ ๑๒ จุดกว่าเปอร์เซ็นต์ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เขาก็ลบมาอย่างนั้น ผมว่าคิดอย่างนั้นไม่ได้ครับ กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาท่านให้เพียง ๔,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑.๗ ล้านล้านบาท เท่ากับ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ พอมากระทรวงที่ ๒ นะครับ กระทรวงพาณิชย์ น้ําหนักอยู่ตรงการผลิตสินค้า ตรงการ ส่งออก ตรงการค้าขายหาเงินเข้าประเทศ ท่านให้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ๖,๓๐๐ ล้านบาท ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็แปลกอีกครับ พอมากระทรวงอีกกระทรวงหนึ่ง กระทรวง อุตสาหกรรม รายได้หลักเส้นเลือดหลัก ๓ เส้นของประเทศท่านให้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ ๕,๗๐๐ ล้านบาท ผมเอาบวกกันแล้วนะครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ท่านให้ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวง อุตสาหกรรม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ๓ กระทรวงซึ่งเปึนรายได้หลักของประเทศ เปึนเส้นเลือด หลักของประเทศ ท่านให้เท่าไรรู้ไหมครับรวมกัน ครั้งที่แล้วผมว่า ๒ เปอร์เซ็นต์เศษก็น้อย แล้วนะครับ เที่ยวนี้เหลือ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่หรือครับท่านกําลังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วท่านเอางบไปอยู่ตรงไหนหมด แล้วท่านมาขอกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้กระตุ้น เศรษฐกิจ มันตอบกันหรือเปล่าครับ มันมีตรรกะหรือเปล่า อันนี้ผู้ใหญ่ทุกคนนั่ง คอนเซนซัส (Consensus) ประชุมกันแล้วบอก โอ้โห ตายแล้วคิดได้อย่างไร น่าเปึนห่วง ประเทศไทยเหลือเกิน อันนี้ผมต้องพูดตรง ๆ นะครับว่า น่ากังวลใจมาก ผมกลับมาพูดอีก เรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องสัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่ผมทําให้ท่านดูอย่างนี้ ทํามืออย่างนี้ ผมว่า คนทั้งประเทศจําสัญลักษณ์นี้ได้ดี ลักษณะโครงสร้างของประชากรไทย ๖๓ ล้านคน ๖๔ ล้านคน ๖๕ ล้านคน ๘๕ เปอร์เซ็นต์มีฐานะปานกลางลงไปยากจน ถ้าจะว่าจริง ๆ นะครับ เปึนชาวนาประมาณ ๒๐ กว่าล้านคน เปึนเกษตรกรชาวไร่ ปลูกถั่ว ถ้าเปึนภาษาโบราณเขาบอก ปลูกถั่ว ปลูกงา ปัจจุบันนะครับ ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย ปลูกมันสําปะหลัง ปลูกปาล์มน้ํามัน ปลูกข้าวโพด ปลูกผลไม้ต่าง ๆ ลําไย ทุกเรียน เงาะ มังคุด มันสําปะหลังอะไรเยอะไปหมด เอาเปึนว่าอย่างนั้นดีกว่านะครับ ประชากรตรงนี้เกือบ ๔๐ ล้านคน ท่านดูนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้งบเท่าไรครับ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับท่านให้ความสําคัญ กับคนเกือบ ๔๐ ล้านคน ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณชาติ ผมพูดตรงนะครับ ผมกังวลใจเรื่องงบอันนี้ ด้วยเหตุด้วยผลจริง ๆ ครับ ผมไม่ได้คิดอะไรที่เปึนการเมือง นะครับ ผมยืนยัน ผมคิดด้วยเหตุด้วยผล ด้วยตรรกะตรงนี้นะครับ งบประมาณที่ทุกคน ทํามานี่ทั้งหมดเลยนะครับ กระทรวงเกษตรได้ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ท่านต้อง เอามาใช้เยอะมากครับ อย่าเพิ่งกังวลใจเลยนะครับ ผมคงต้องพูดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีคลัง อย่าเพิ่งกังวลใจครับ เราต้องคุยด้วยเหตุด้วยผล ตรงนี้ต้องคุยด้วยเหตุด้วยผล ท่านอาจจะบอกวันนี้สงสัย ผมไม่ได้ทานข้าวเย็นมากระมัง ทําไมมาพูดจาดูซีเรียสจังเลย ผมบอกเลยนะครับ ผมประชุมวันแรกนี่ผมหวังว่า พ.ร.ก. จะผ่าน ถ้าผมคิดด้วยเหตุผล ด้วยจิตวิญญาณจริง ๆ ของความเหมาะสมทางการเงินการคลัง แต่ผมคิดว่า พ.ร.บ. ยังน่าจะชะลอกลับไป ทบทวน นี่ปรากฏเปล่าครับ ผ่านหมดเลย พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ผ่าน พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ผ่าน นี่ ๑.๗ ล้านล้านบาท แต่ความมีเหตุมีผลนี่ผมต้องย้ําอีกครั้ง ก่อนจะผ่านประเด็นนี้ไปนะครับว่า ท่านไม่ควรดึงออกไปเปึนเงินนอกงบประมาณ ธรรมาภิบาลการเงินการคลังเรื่องนี้มีปัญหา แล้วผมว่าทุกคนจะตรวจสอบลําบาก แล้วเหตุผลกับตรรกะในการจัดสรรงบประมาณตรงนี้ก็ดูไม่เข้าท่า
ข้อต่อไปนะครับที่ผมอยากจะคุย ผมอยากกลับมาบางเรื่องครับ ผมว่า สมาชิกกับเพื่อนสมาชิกทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลอภิปรายกันมา ๒ วัน เมื่อคืนก็ตี ๑ ใช่ไหม ตี ๑ กว่า เช้าวันนี้ก็เริ่มกันมาอีก ก็คุยกันมา แต่บางอันผมอยากติงครับ ผมขออนุญาต หยิบมาบางประเด็น บางเรื่องเขาวิเคราะห์กันไปเยอะแล้ว ผมติงหมดไม่ได้ ผมติง บางเรื่องเท่านั้นนะครับ อันแรกเลยที่อยากจะพูดถึงครับ คืองบ เอสเอ็มแอล งบ เอสเอ็มแอล ที่เข้าไปสู่หมู่บ้าน หมู่บ้านเล็ก หมู่บ้านกลาง หมู่บ้านใหญ่ เรื่องนี้มีเหตุผล ในการคิดและตั้งแนวคิดนี้มาตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณหรือรัฐบาลก่อน ๆ ที่คิดเรื่องนี้ ๔ ประการครับ หมู่บ้านเล็ก กลาง ใหญ่ ที่จัดสรรให้เงินเขาไปใช้
ข้อ ๑ เปึนการกระจายงบประมาณเข้าสู่หมู่บ้าน ตามขนาด ตามความ จําเปึน เล็ก กลาง ใหญ่
ข้อ ๒ ชาวบ้านเขาตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลกันเอง เงินไม่รั่วไหล นี่เปึน ประเด็นสําคัญ เปึนธรรมาภิบาลด้วย แล้วสอนให้เขารู้จักคิด ภูมิปัญญาเขาด้วยนะครับ
ข้อ ๓ ชาวบ้านเขาจะรู้ความต้องการของตัวเองที่ชัดเจน ใครจะไปรู้จัก หมู่บ้าน ตําบล ท้องถิ่นนั้นได้ดีเท่ากับเขาว่าเขาอยากได้อะไร เขาต้องคิดเขาเอง
แต่ข้อ ๔ เปึนข้อที่สําคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยด้วยนะครับ ให้เกียรติและเคารพในความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านนั้น ๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ปรากฏว่าอะไรครับ นี่ถ้าไม่ผิด ท่านไปเช็กดูนะครับ มีการตัดพรวดลงไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทหายไปเลย สําหรับงบประมาณป้ ๒๕๕๒ ที่งบกระตุ้นกลางป้ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ถูกโยกไปเปึน งบประมาณอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ไปเรียกว่างบเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าสมมุติข้อมูลนี้ เปึนความจริงนะครับ แสดงว่าอะไรครับ วิธีคิดท่านไม่ได้กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นลงไป ลึก ๆ จริง ๆ ชาวบ้านเขาควรจะมีอิสระเสรีภาพในเงินที่เขาจะใช้ในหมู่บ้านนั้น ให้เขาคิด เขาเองสิครับ ความต้องการของเขา นี่ท่านเอามาเปึนงบเศรษฐกิจพอเพียง นั่นแปลว่า อะไร การตัดสินใจจะมาอยู่ส่วนกลางและชาวบ้านต้องการตรงหรือเปล่าความ ต้องการเขา อันนี้ผมขอติงนะครับ ผมว่าท่านยังอาจจะไปพิจารณาอะไรทบทวนกลับไปมา ได้นะครับ ผมเสนอด้วยความคิดนะครับว่า เรื่องนี้เปึนสิ่งที่น่าสนใจนะครับ
ต่อมาอีกอันหนึ่ง เรื่องนี้ความจริงมีคนฝากหลายคนให้ผมมาพูดนะครับ ผมคิดว่าบางทีมันอาจจะไม่มีความจําเปึนแต่ผมก็อยากจะตอกย้ํา เพราะเขาบอกว่า ชาวบ้านหลายคนฝากบอกมา เขาบอกว่าทางรัฐบาลจะโดยท่านใดท่านหนึ่งนะครับ ก็ไม่ต้องมานั่งเอ่ยชื่อกัน บอกว่าคนจ่ายภาษีนี่การที่ขึ้นภาษี ๆ ขึ้นภาษีสรรพสามิต ขึ้นภาษีอะไรที่จะมาตอนนี้เพราะรัฐบาลมีนโยบายหลัก ตอนนี้พูดง่าย ๆ เราไม่มีเงิน ใช่ไหมครับ ขาดสภาพคล่อง ๑. ก็ต้องกู้ ๒. ก็ต้องขึ้นภาษี เขาบอกว่าการจ่ายภาษีนี่ ผมย้ํานะครับ อันนี้เปึนข่าวที่ลงไปทางหนังสือพิมพ์ ชาวบ้านโทรมาบอกท่านผู้แทน ผู้แทนก็มาบอกให้ผมบอกว่าท่านมิ่งขวัญท่านพูดภาพรวมนี่ ท่านไปฝากไปทีว่าการพูด อย่างนี้มันเสียความรู้สึกของชาวบ้าน ท่านฟังนะพูดว่าอย่างไร คนจ่ายภาษีนี่มีเฉพาะ บริษัทห้างร้านหรือธุรกิจใหญ่ ๆ เท่านั้น ส่วนชาวบ้าหรือคนจนเขาไม่ต้องมาเสียภาษี อะไรหรอก ผมไม่รู้ว่าหนังสือพิมพ์ลงโดยที่ฟังท่านแล้วท่านพูดว่าอย่างไรนะครับ แต่ข่าว ที่ออกมาเปึนอย่างนี้ คําถามที่เปึนพี่น้องประชาชนที่เปึนชาวบ้านเขาบอกว่า จริงหรือ พูดอย่างนี้จริง ๆ หรือ คําตอบ คนจนหรือคนรวยนะครับทุกคนเสียภาษีเหมือนกันหมด แต่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถามว่าคนจนเติมน้ํามันต้องเสียภาษีหรือเปล่า และภาษี สรรพสามิตเสียไหม เสียครับ จ่ายแวต (VAT) หรือเปล่า จ่ายครับ แล้วภาษีสรรพสามิต ภาษีอื่น ๆ นะครับ จะซื้อเหล้า ซื้อบุหรี่ ของกิน กระดาษทิชชู สบู่ กะป่ น้ําปลา จ่ายภาษี แน่นอน เพราะฉะนั้นคนจนฝากมาอันนี้เปึนเสียงเรียกร้องนะครับบอกว่าอย่าพูดอย่างนี้ เขาเสียใจ ย้ํานะว่าเปึนคนไทยเหมือนกันเขาเสียภาษีจะทางตรงทางอ้อมเขาเสียภาษี อันนี้เขาฝากบอกมานะครับ อันนี้ผมก็เปึนผู้สื่อสารที่ดีถ่ายทอดผ่านท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรีนะครับ
เรื่องต่อไปอีกเปึนอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญ เรื่องนี้ผมย้ํานะครับ มันเปึนภาค ๒ ที่ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว เรามีการคุยกันถึงเรื่อง เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ต่าง ๆ เรากําลังจะบอกว่าอยู่ ๆ รัฐบาลนี้จะกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะกู้จากอะไร จากแหล่งเงินภายในประเทศ ตรงนี้เปึนประเด็นนะครับ ตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมเขามีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เขาอยากให้ รัฐบาลช่วย เขาอยากได้เงินจากธนาคารพาณิชย์ แนวโน้มปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ ปล่อยเงินลําบาก แต่อันนี้มันคุยด้วยเหตุด้วยผมนะครับ เข้าใจกันได้ว่าธนาคารตอนนี้ ทําไมปล่อยสินเชื่อยาก เหตุผล
ข้อ ๑. ธนาคารคงคิดอยู่อย่างนั้น สถาบันการคงคิดอย่างนั้นนะครับ แล้ว ผมว่าใคร ๆ ก็คิดอย่างนั้น เศรษฐกิจไม่ดี ปล่อยไปส่งเดช ๑๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐,๐๐๐บาท รายยิบรายย่อยเดี๋ยวก็หาย เพราะฉะนั้นก็กล้า ๆ กลัว ๆ ก็ยังไม่ปล่อยชะลอดึง ตรวจเงื่อนไขกันละเอียดถี่ยิบเลย ต่อมา
ข้อ ๒. ธนาคารรอเก็บเงินเอาไว้เพราะได้ข่าวเรื่องจะมีการเสนอ พระราชบัญญัติกับพระราชกําหนด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้มีแนวโน้ม ที่จะเก็บตรงนี้มา
ข้อ ๓. โดยอัตโนมัติท่านอาจจะไม่ตั้งใจ สภาพคล่องในตลาดจะหาย แน่นอน งานนี้ท่านจัดรรให้ดี ๆ นะครับ อันนี้ผมพูดด้วยความเปึนห่วงจริง ๆ ถ้าเกิด การกู้เงินนั้น คําถามนะครับ ท่านจะไปกู้ถ้าท่านกู้สถาบันการเงินหรือธนาคาร ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมก็ย้ํา ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับถ้าผมเปึนสถาบันการเงินหรือธนาคารผมให้ รัฐบาลกู้ดีกว่า เพราะฉะนั้นเอกชน เอสเอ็มอี ต่าง ๆ เขาจะหาเงินกู้ยากนะครับ อันนี้ เปึนเรื่องนะครับ แล้วก็ธรรมาภิบาลสําหรับท่านด้วย
มาอีกเรื่องหนึ่งนะครับ มันมีการออกข่าวมาบอกว่า เอสเอ็มอี ต่างชาติจะมี การช่วยเหลือด้วยนะครับ ผมอยากย้ําเตือนท่านนะครับ จริงอยู่ เอสเอ็มอี มีทั้งไทย ทั้งต่างชาติ มีทั้งลูกผสม เดี๋ยวนี้มีทุนข้ามชาติเยอะนะครับ ผมอยากจะบอกว่าขอให้ พิจารณา เอสเอ็มอี ไทยก่อนที่เหลือค่อยว่ากัน ผมย้ํานะครับ เอสเอ็มอี สัญชาติไทยแท้ โดยคนไทยขอให้พิจารณาตรงนี้ก่อน ถ้าวงเงินมีไม่มากนัก แต่ถ้ามีเหลือเยอะแยะ ไม่เปึนไรค่อยไปว่ากับ เอสเอ็มอี ต่างชาตินะครับ ทีนี้ถามว่า เอสเอ็มอี ต่างชาติต่างประเทศนี่ทําไมผมถึงบอกว่า เปึนทางเลือกที่ ๒ เปึนลําดับที่ ๒ ถ้าจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังนะครับ เหตุผล เอสเอ็มอี ต่างประเทศนั้น แน่นนอนครับนโยบายต้องสอดคล้องกับบริษัทแม่ แล้วอาจจะไม่แน่นอน ถ้าเขาขาดงบ ขาดสภาพคล่อง นั่นแสดงว่าอาจจะไม่แน่ บริษัทแม่เขาอาจจะมีปัญหาก็ได้ ตัวเขาอาจจะ มีปัญหาก็ได้ วันดีคืนดีถ้าเขาเกิดมีปัญหามาก ๆ เขาบอกพอแล้ว ผมเลิกลงทุน ประเทศไทย ผมย้ายไปประเทศอื่น วันนั้นความเสียหายจะตกกับประเทศเรานะครับ อันนี้ ผมย้ําแต่ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องนี้นะครับ ผมก็เคยทําบริษัทที่เปึนมัลติ เนชั่นแนล (Multi national) มาก่อน ผมอยากจะย้ํานะครับ ด้วยความเปึนเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เอสเอ็มอี ไทยต้องได้รับการพิจารณาก่อน แล้วท่านระวังนะครับ เรื่องระบบตรงนี้มันจะทําให้ ทุกอย่างล้มระเนระนาดเปึนโดมิโนไปหมด
ข้อต่อไปนะครับ วันก่อนผมพูดว่าเรื่องพระราชบัญญัติกับพระราชกําหนด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามันผ่านจะทําอย่างไร วันนี้นะครับ การพูดเมื่อวันจันทร์กับการ พูดวันพฤหัสบดีต่างกันแล้ว บัดนี้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ผ่านพ้นไปแล้วเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเรื่องข้อกฎหมายท่านอย่าลืมนะครับ ผมขอย้ําตระหนักว่า ทั้งหมดจะต้องเปึน การกู้จากภายในประเทศเท่านั้น และขอย้ําว่าควรแสดงความโปร่งใสธรรมาภิบาล ให้ผลประโยชน์กับประชาชนอย่างชัดเจน ตรงนี้ถ้ามันต้องเลือกนะครับ ท่านต้องกู้ สถาบันการเงินกับธนาคาร กับออกพันธบัตรให้ประชาชน ผมย้ําเลยนะครับ ชัดเจนครับ ผมฝากให้คนทั้งประเทศได้ยินด้วยนะครับ ถ้าท่านฝากเงินธนาคารได้ดอกเบี้ยอยู่ ๑ หรือ ๑ เศษ ๆ ท่านอาจจะต้องมารอซื้อพันธบัตรจากท่าน ผมรู้ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเตรียมไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เท่านั้นไม่พอนะครับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าท่านบอกว่าเงินออมประชาชน ผมย้ํานะครับ นโยบายของพรรคท่าน ท่านบอกว่าประชาชนต้องมาก่อน อันนี้ผมไม่ได้เอาการเมืองมาผูกนะครับ ผมพูดเพื่อ ประโยชน์ประชาชนจริง ๆ ออกพันธบัตรให้ประชาชนครับ คราวนี้แหละจะได้เห็นกัน ชัด ๆ เจน ๆ กันทั้งประเทศเลย ท่านให้ประชาชนมาก่อนหรือเปล่า แล้วผมย้ํานะครับ เรื่องนี้ผมช่วยท่านคิดนะครับ ด้วยความคิดเชิงบวก มันจะเปึนการแสดงให้เห็นความ โปร่งใสธรรมาภิบาล ประชาชนจะได้ประโยชน์ที่ชัดเจน แต่ถ้าท่านไม่ทํานะครับ ท่านอ้าง บอกว่าออกพันธบัตรมาจะทําให้ดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ผมขอดักคอท่านไว้ล่วงหน้า นะครับ อย่างไรดอกเบี้ยในตลาดก็สูงขึ้นแน่นอน เพราะมันเกี่ยวโยงกันไปหมดครับ เรื่องนี้ ผมย้ํานะครับ เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้าท่านมากู้ ไม่ว่ากู้สถาบันการเงิน กู้ธนาคาร กู้ที่ไหนก็ตาม ออกพันธบัตรก็ตาม มันจะเกิดการกระเพื่อมอย่างรุนแรงในวงเงินของ ประเทศ แล้วโดยเฉพาะมวลรวมเศรษฐกิจซึ่งไม่ใหญ่นักเมื่อเทียบกับเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอันนี้ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปอีกนะครับก็คือว่า สิ่งที่ท่านอยากทํา ผมอยากย้ํา อีกทีหนึ่งนะครับ ผมไม่แน่ใจนะครับ ผมได้ยินว่าประมาณ ตอนนี้ที่แน่ ๆ แล้วท่านบอกว่า ผมดีใจนะครับที่ผมได้ยินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า เราเตรียมพันธบัตรก้อนแรกไว้แล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะขายให้กับข้าราชการ ที่เกษียณอายุราชการแล้ว ผมเข้าใจ ถูก คนชราต้องได้รับประโยชน์ เขาไม่มีงานทําแล้ว เขาเกษียณอายุไปแล้ว เขาจะหวังกินดอกเบี้ย ได้พึ่งดอกเบี้ยนี่เปึนสิ่งที่ใช้เงินออมมาทั้ง ชีวิต อันนี้ผมเห็นด้วย ผมขอยกย่องสรรเสริญท่านว่าท่านตัดสินใจถูก แต่ผมต้องถามท่าน ต่อไปนะครับว่า เงินอีก ๗๗๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนั้นท่านจะคิดอย่างไร ถ้าท่านคิดว่า ครึ่ง ๆ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ปล่อยเปึนพันธบัตร อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ปล่อยสถาบัน ผมก็จะตาม ถามท่านอีกนะครับ ถ้าผมมีโอกาสแล้วผมจะฝากกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ถามท่านด้วยว่าอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปอยู่ที่ไหน ท่านจะไป ปล่อยที่ไหน ผมย้ํานะครับ ถ้าท่านคิดว่าสภาพคล่อง เงินประชาชนฝากไม่พอ สมมุติ นะครับ ผมแนะทางออกท่านครับ ผมพูดไว้เลยนะครับ ข้อที่ ๑ ครับ เงิน กบข. มีตั้งหลาย แสนล้านบาท เงินประกันสังคมหลายแสนล้านบาท ตรงนี้อยากจะย้ํานะครับว่า ถ้าท่านได้ ปล่อยพันธบัตรจริง ๆ นะครับ ทางออกที่โปร่งใส และธรรมาภิบาลที่สุด แล้วเปึนการทําให้รัฐได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ์าย ท่านต้องกู้จาก กบข. หรือกู้จากเงินประกันสังคมเท่านั้น อันนี้เปึนคําแนะนํา ผมรู้นะครับ ท่านเชื่อไหมครับ ผมเปึนคนที่ชัดเจนในจุดยืนพวกนี้ ผู้ใหญ่สอนบอกว่า การตัดสินใจใด ๆ ก็ตาม ข้อมูล ความจริง ตัวเลข ต้องชัดเจน และเมื่อตัดสินใจไปแล้วนะครับ ทุกการตัดสินใจ ท่านต้องตอบสังคมได้ว่า ทําไมทําไมท่านถึงตัดสินใจอย่างนั้น เหตุผลคือ อะไร ผมจะให้คนถามท่านในสภาดัง ๆ อีกครั้งเมื่อเวลานั้นมาถึงนะครับ ผมย้ํา
สิ่งที่ผมอยากเตือนท่านครั้งสุดท้ายนะครับ ผมอยากให้ขอร้องถ้าเปึนไปได้ ท่านจัดสรรให้ประชาชน อัตราดอกเบี้ยนะครับ เขาไปฝากเงินอยู่ ๑ กว่าท่านพิจารณา ตามความเหมาะสมแล้ว แต่ความเหมาะสมทางวินัยการเงิน การคลัง แล้วแต่ความกรุณา ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกว่า ขอความกรุณาให้ดอกเบี้ยที่สูงพอสมควร อย่าเอาเปรียบเขานะครับ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะเกิดปัญหาขึ้นมา ท่านอาจจะทําได้แบบนี้ แล้วมันเปึนความผิดพลาดจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมันจะเกิดผลดังนี้คือให้ดอกเบี้ย ไม่จูงใจคนก็ไม่ไปซื้อพันธบัตร พอตอนนั้นท่านก็บอกว่า เอาผมขายเขาไม่ซื้อ ผมก็ จําเปึนต้องไปหาอีกทีหนึ่ง อันนี้ผมบอกเลยนะครับ กบข. รออยู่ เงินประกันสังคมรออยู่ แต่ถ้ามันไม่มีทางออกจริง ๆ ถ้าท่านตอบคําถามได้อย่างชัดเจน ฉะฉาน อันนั้นคือสถาบัน การเงินกับธนาคาร ขอให้เปึนทางเลือกสุดท้ายนะครับ สิ่งหนึ่งที่ท่านจะต้องทําอย่างนี้ มันจะเปึนการาลดช่องว่างระหว่างเงินกู้กับเงินฝากลงโดยอัตโนมัติครับ อย่างไรก็ตาม นะครับ ผมอยากเตือน อันนี้เปึนคําเตือนฝากด้วยความหวังดีนะครับ ท่านระวังเรื่อง สภาพคล่อง เรื่องเงินกู้ เรื่องธุรกิจ เพราะถ้าหากท่านปล่อยธนาคารนะครับ ธนาคารเกิด พูดภาษาชาวบ้านว่า อิ่มแล้ว เขาจะไม่ปล่อยกู้เอกชน ดอกเบี้ยจะแพงขึ้นมหาศาล เงินกู้ จะหาอยาก และในที่สุดจะเกิดสิ่งไม่พึงปรารถนา นั่นคือจะเกิดหนี้นอกระบบขึ้นมาอย่าง มากมายมหาศาล และมันจะวุ่นวายเหมือนเหตุการณ์ป้ ๒๕๔๐ โดยไม่ได้ตั้งใจนะครับ
อันต่อไปนะครับ เรื่องนี้ชาวบ้านเขาฝากมาบอก อันนี้เปึนของขวัญมาให้ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีกรณ์โดยเฉพาะ ท่านอย่ารู้สึกโกรธหรือเกลียดผมเลย นะครับ ผมมีความจําเปึนเขาฝากมาบอกจริง ๆ เขาบอกว่า รัฐมนตรีกรณ์เปึนผู้เชี่ยวชาญ เรื่องหุ้น เขาว่าอย่างนั้น ผมก็ไม่ทราบท่านเชี่ยวชาญจริงหรือเปล่านะครับ ท่านประธาน ครับ เขาบอกว่าท่านเติบโตมาจาก ไฟแนนซ์เซียล แมน (Financial man) ทางด้านการเงิน การคลัง เพราะฉะนั้นท่านจะรู้เรื่องหุ้น เขาก็บอกว่าท่านบอกว่า ท่านให้สัมภาษณ์บอกว่า หุ้นขึ้นเศรษฐกิจดี อย่างน้อยที่สุดเราก็มี อินดิเคเตอร์ (Indicator) หรือมีตัวชี้วัดอันหนึ่งว่า เศรษฐกิจมันมีรัฐธรรมนูญคือหุ้นขึ้นวันละ ๑๐ จุด ๘ จุด มาหลายวัน มันจะโดยอะไรก็ไม่รู้ แล้วแต่นะครับ มีคนมาตั้งคําถามกับผมเยอะมากบอกว่า หุ้นขึ้นเศรษฐกิจดีจริงหรือ มีคนถามอย่างนั้น ผมตอบตามภาษาผมนะครับ ผมเคยคุยกับท่านกรณ์ ท่านประธาน ครับ ท่านกรณ์ ท่านเชี่ยวชาญเรื่องตรงนี้จิรง ๆ ผมอาจจะสู้ท่านไม่ได้ แต่ผมได้ตอบไป อย่างนี้นะครับ เฮดจ์ ฟันด์ (Hedge Fund : กองทุนเก็งกําไร) ครับ ส.ส. สายอีสานบอก โอ๊ย เฮ็ดอีหยัง ข้อยบ่เข้าใจนะครับ มันคนละเฮดจ์นะครับ เฮ็ดอะหยัง เฮ็ดหยัง นี่แปลว่า ทําอะไรภาษาอีสานนะครับ แต่เฮดจ์ ฟันด์นี่คือกองทุนการเงินที่ ถ้าเราพูดตรง ๆ นะครับ อันนี้เฮดจ์ ฟันด์นี่คือ ผมต้องพูดตรงได้นะครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรณ์ เฮดจ์ ฟันด์คือกองทุนที่เขามีหน้าที่นะครับ ง่าย ๆ อายุ๓๕ โดยประมาณ คนการเงินนี่เปึนมนุษย์ทองคําครับ อายุ ๓๔-๓๕ ป้นี่ มีเงินกองให้หน้าตัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แสนล้านบาท แล้วคุณก็ไปเล่นหุ้นได้ทั่วโลกที่คุณอยากจะเล่น ทําอย่างไรก็ได้ป่ดไตรมาสแรก ตกลงคุณกําไรมากี่หมื่นล้านบาท คนพวกนี้ไม่ทํางานนาน นะครับ ๓๘ ป้นี่ถือว่าแก่แล้ว เขาเลิกทํางานแล้ว แล้วนอกนั้นที่เหลือชีวิตที่เหลือเขาใช้เงิน ท่านเชื่อไหมครับ ผมมาอยู่ที่นี่ผมรู้สึกว่าอายุน้อยจังเลย เพราะผมเจอเพื่อนสมาชิก เจอเพื่อน ส.ว. พี่ ๆ ทั้งหลายเขาอายุเยอะกันเยอะ คราวนี้มันกลับมาโยงอะไรเรื่อง เฮดจ์ ฟันด์ เกี่ยวครับ กองทุนเฮดจ์ ฟันด์ เขาจะต้องเก็งกําไรเขาดูตลาดที่ไหนก็ได้ แต่คราวนี้ประเทศไทยไซส์ (Size) หรือขนาดของมาร์เก็ต (Market) ของตลาดมันเล็ก เพราะฉะนั้นพอเอาเงินเข้ามา นิดเดียวมันก็บวก ๆ คราวนี้จะบังเอิญอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ผมได้ตอบเขาไปชัดเจน นะครับ ไม่ใช่เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอธิบายเรื่องหุ้นให้ประชาชน เข้าใจด้วย ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้นะครับ ราคาหุ้นจะขึ้นจะลงจริง ๆ ถ้าตามหลักธรรมชาติ มันต้องมาจากผลประกอบการหรือกําไรของการทํากิจการที่ดี แต่ปรากฏว่าตอนนี้มีอะไร ที่เปึนตัวดีบ้างครับ ไม่มีเลย ผลประกอบการในแต่ละไตรมาสของแต่ละหุ้นก็ไม่ดี บางบริษัทก็ขาดทุนอุตลุด บางบริษัทก็ขาดสภาพคล่อง ผมขี้เกียจเอ่ยชื่อบางบริษัทผมไป นั่งคุยกับเขานะครับ เงินร้อยกว่าล้านบาททําธุรกิจเปึนหมื่น ๆ ล้านบาทยังหากู้ ไม่ได้เลยครับ คราวนี้คําถามนี้มันเกี่ยวอะไรบ้าง ก็มาเกี่ยวครับ พอทีนี้ปรากฏหุ้นขึ้นอุตลุด เลยนะครับ แล้วเขาก็บอกว่าบังเอิญตั้งแต่วันจันทร์ พ.ร.ก. กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่าน นะครับ ตัวเลขอยู่ตรงไหนไม่รู้ผมจดมานี่หุ้นตกไป ๑๐ กว่าจุดครับ วันอังคาร พระราชบัญญัติเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผ่าน หุ้นตกไปอีก ๑๐ กว่าจุดครับ พอมา วันพุธรู้ว่าจะเอางบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาทเข้าหุ้นก็ตกไปอีก วันนี้ฉลองชัยกระมัง ๔ วันหุ้นตก ๔ วันซ้อนนะครบ ตกวันละ ๑๐ กว่าจุด แล้วอย่างนี้จะให้คิดว่าอะไรหรือครับ เศรษฐกิจมันดีหรือครับ ถ้าตอบตรง ๆ นะครับ ถ้าผมคิดแบบในแง่ลบแล้วเขาเปึน การเมืองเท่านั้นบอกว่า ที่เขาตกนี่แสดงว่าคนเริ่มไม่ไว้ใจแล้วว่าเศรษฐกิจการเงินของ ประเทศนี้จะเละตุ้มเป็ะขนาดไหน อันนี้ก็ต้องพูดกันตรง ๆ อย่างนี้นะครับ แต่ผมก็ยัง มองโลกในแง่ดีอยู่นะครับว่า ถ้าผมคิดด้วยเหตุด้วยผลด้วยตรรกะนะครับ ตลาดโลกลง นะครับ ถ้าตลาดโลกขึ้นตลาดโลกลงก็จะมาเกี่ยวหนี้ เฮดจ์ฟันด์บางทีก็บอกว่าปัืนราคา ขึ้นไปแล้ว ภาษาหุ้นเขาเรียก ค้างยอดดอยหรือเปล่า กระโดดรถไฟทันไหม แล้วก็มีคําอีก คําหนึ่ง พ่อแม่พี่น้องชาวบ้านชาวนาอาจจะเกาหัวแกลก ๆ มันพูดอะไรของมันวะ ผมต้อง พูดคําว่า แมลงเม่า คนที่เข้าไปและหนีออกไม่ทันไปค้างเติ่งบนยอดดอย ก็ค้างอยู่ อย่างนั้น ขาดทุนเงินหายวับเปึนหมื่น ๆ แสน ๆ เพราะฉะนั้นถึงมีการเอาป๋นมายิงตัวเอง ตายเมื่อหลายป้ก่อนนะครับ ตรงนี้ต้องบอกเลยนะครับ เรื่องหุ้นมันไม่ใช่องค์ประกอบ องค์ประกอบเดียวที่จะทําให้เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี คราวนี้มาอีกเรื่องเรื่องราคาน้ํามันครับ ท่านประธานครับบังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ครับ คราวที่แล้วตอนผมพูด เรื่องราคาน้ํามัน พูดเรื่องข้าว ท่านไปนั่งอยู่ตรงไหนครับ ขออภัยครับ ต้องกราบขออภัย ท่านประธานครับผมไม่เห็น ผมก็ เอ๊ะ ท่านนายกรัฐมนตรีหายไปไหน แล้วทําไมท่านมาอยู่ ข้างหลังละครับ ท่านใช้สิทธิ ส.ส. นะครับ ผมขออภัยนะครับ ท่านครับ ท่านไม่ถือผม นะครับ แล้วทีนี้ผมจะหันข้างไหนดีละครับ อันนี้ผมเดาว่า