กอรปศักดิ์ สภาวสุ อธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ไตรมาสของปีที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่าตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงและติดลบเป็นผลจากวิกฤตภายนอกและการใช้เวลานานในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความผิดพลาดของรัฐบาล และยืนยันว่าการลงทุนระยะสั้นผ่านพระราชบัญญัติจะช่วยลดปัญหาคนว่างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
ขอบพระคุณครับ ที่ผมทํา มานี่นะครับ ผมเริ่มต้นตั้งแต่ต้นป้ครับ ต้นป้ที่แล้วนะครับ แล้วก็ใช้คําว่า ไตรมาสที่ ๑ แท่งแรกนะครับ ไตรมาสที่ ๒ ไตรมาสที่ ๓ และไตรมาสที่ ๔ ของป้ที่แล้วนะครับ ป้ที่แล้วก็ ท่านละครับเปึนรัฐบาล รัฐบาลของท่าน อาจจะมีนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่ก็เปึนรัฐบาล พรรคของท่านละครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าไตรมาสที่ ๑ ก็คือ ๓ เดือนแรกของป้ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ตอนนั้นตัวเลขของ อีกสไลด์ (Slide) หนึ่งนะครับ โชว์ผิดสไลด์ อีกสไลด์หนึ่งครับ เจ้าหน้าที่ครับ ขออภัยนะครับ อันนี้ก็ไตรมาสที่ ๑ นะครับ บาร์ (Bar) แรก ๖.๐ ก็หมายความว่าตอนท่านเริ่มขึ้นมา การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ประมาณร้อยละ ๖ ไม่ใช่ผลงานของท่านนะครับ ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมาประมาณ ๖ เดือนที่แล้วครับ เพราะไม่ใช่ทําวันนี้แล้วก็ตัวเลขทางเศรษฐกิจมันขึ้นเลย ไม่ใช่ครับ มันมีระยะเวลา ๓-๖ เดือนครับ มาไตรมาสที่ ๒ ครับ เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม แล้วก็เดือนมิถุนายนก็เริ่มลดลงครับ เหลือ ๕.๓ ไตรมาสที่ ๓ ครับ เหลือ ๓.๙ แล้วท่านก็ เห็นว่าไตรมาสที่ ๔ คือปลายเดือนครับ จําได้ไหมครับ ตอนที่มีวิกฤติสารพัดวิกฤติ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกครับ เศรษฐกิจข้างนอกมันพังทลายนะครับ แล้วตัวเลขก็ติดลบมาที่ ๔.๒ พวกเราเข้าไปทํางานก็ปลายป้ครับ ทํางานกันจริง ๆ ก็ประมาณต้นเดือนมกราคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์เราก็เห็นถึงปัญหานะครับ ก็วางแผนว่าทําอย่างไรดีจะแก้ไขปัญหา ถ้าหากว่าเราทําแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ ปานกลางที่เปึนการลงทุนระยะยาวจะใช้เวลานานพอสมควร ก็ต้องรีบออกแผนกระตุ้น เศรษฐกิจฉุกเฉินขึ้นมาครับ ที่ขอความเห็นใจจากทางสภานี่ครับ และก็ให้ความเห็นชอบ ไปแสนกว่าล้านบาท แต่ก็ไม่ได้เปึนพระราชกําหนดนะครับ เปึนพระราชบัญญัติ จึงใช้ เวลานานพอสมควร กว่าเม็ดเงินจะได้ออกไปมันประมาณต้นเดือนเมษายน ซึ่งถือว่าทําได้ เร็วแล้ว แต่ไตรมาสที่ ๑ ที่ลบ ๗ มันเปึนเรื่องของเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพราะว่า พี่น้องประชาชนนั่งฟังอยู่ทางบ้าน อาจจะคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มาเปึนรัฐบาล เปึนเดือนมกราคมปุ็บก็เศรษฐกิจดิ่งเหวทันที ไปถามนักเศรษฐศาสตร์ใครก็แล้วแต่นะครับ มันใช้เวลาครับ คนเราเข้ามาปุ็บวันเดียววันรุ่งขึ้นก็ทําให้ประเทศชาติพังมันเปึนไปไม่ได้ หรอกครับ มันใช้เวลาประมาณ ๓ เดือนหรือ ๖ เดือนครับ ตรงนี้ก็ไม่ใช่เปึนชาร์ท ที่ผมทํา ขึ้นมาเองนะครับ ทางสภาพัฒน์ที่เขาช่วยทําให้ จะเห็นว่าในไตรมาสที่ ๒ เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน สีฟัานี่คือสิ่งที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราไม่มีแผนกระตุ้น เศรษฐกิจเข้าไป ตัวเลขจะติดลบประมาณ ๕.๓ และก็แผนระยะสั้น ๆ อาจจะดึงขึ้นมาได้ บ้างแต่ไม่มากนัก แต่ว่ามันปัองกันไม่ให้ลดลงไปมากกว่านี้ และเราก็เชื่อว่า พ.ร.บ. ที่ท่าน กําลังพิจารณาอยู่นี้ครับ ถ้ามีโอกาสเข้าไปในไตรมาสสุดท้ายมันก็อาจจะเปึนบวกได้ อันนี้ก็คือชี้ให้เห็นครับ สีแดงนี่ก็คือว่าถ้าหากว่ามีเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ โอกาสที่ การขยายตัวของเศรษฐกิจที่หดตัวอยู่หรือติดลบอยู่ก็จะติดลบน้อยลง และมีโอกาสเพิ่ม เปึนบวกได้ นี่ก็พยายามเอาข้อเท็จจริงมาชี้ให้เห็นนะครับ อีกสไลด์หนึ่งครับ สไลด์ เมื่อสักครู่นี้ครับ เจ้าหน้าที่ครับ สไลด์นี้นะครับก็เปึนสไลด์ที่ชี้ให้เห็นในเรื่องของคนว่างงานครับ คนว่างงานเปึนปัญหาใหญ่ที่สุดครับ ถ้าหากว่าเราไม่มีเม็ดเงินลงทุนไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วมันจะไม่เกิดการสร้างงาน พี่น้องประชาชนที่เขาเคยมีรายได้อยู่ เขาก็จะไม่มีรายได้ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งก็ย้ําหลายครั้งว่าต้องตอบให้ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะหารายได้ให้ประเทศได้อย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนครับผมอยู่ใน โลกของความเปึนจริงครับ แล้วในโลกของความเปึนจริงวันนี้มันเจ็บปวด เพราะว่าปัญหา เศรษฐกิจมันรุมเร้าครับ ความจริงแล้วถ้าหากว่าเราดูตัวเลขคนว่างงานสมัยที่ท่านอยู่ ค่อนข้างจะดีนะครับ หมายความว่าจาก ๖๐๐,๐๐๐ คน ลดลงมาเรื่อย ๆ แต่เมื่อมีปัญหา ทางเศรษฐกิจ ตัวเลขมันกระโดดไปที่ไตรมาส ๑ ป้ ๒๕๕๒ ถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็คือตอน เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ วันนี้เรามีแผนที่เราทําในเรื่องต้นกล้าอาชีพก็ดี ในเรื่องการ เอาเงินไปใส่ในมือเพื่อให้พี่น้องเขาไปใช้เงิน ใช้เงินแล้วเศรษฐกิจมันเดินได้ ของมันผลิตได้ โรงงานมันผลิตของได้ การจ้างงานก็ดูทําท่าว่าจะเริ่มดีขึ้น แต่สีม่วงนี่หมายความว่า เมื่อเงินลงไปแล้วเรามั่นใจครับว่าเราสามารถที่จะปลดให้คนว่างงานกลับไปอยู่ใน ค่อนข้างจะระดับปกติ คือประมาณ ๔ แสน ต่อ ๑ ไตรมาส นี่เปึน ๒ ชาร์ทง่าย ๆ แค่นี้ เพื่ออยากจะชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วมันลําบากครับ เรียนตรง ๆ ถามว่าวันนี้จะหารายได้ ให้กับประเทศได้อย่างไร อยู่ในโลกแห่งความเปึนจริง เราก็บอกว่ารายได้ของประเทศนั้น ถ้าหากประเทศเปึนบริษัทก็อยู่ที่ว่าเราค้าขายได้ดีอย่างไร วันนี้เราค้าขายกับคนข้างนอก มันก็เปึนบทเรียนอย่างหนึ่งครับ บทเรียนว่าเวลาลูกค้าของเราเขาจนลง เราก็ต้องจนตาม เขาไปด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลคํานึงถึงเรื่องนี้ครับ เราจึงนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้อย่างเต็มที่ครับ เพราะเราต้องพึ่งตัวของเราเอง เราไม่เพ้อเจ้อหรอกครับ ผมจําได้ พวกท่านทั้งหลายก็คงจําได้ว่าเคยมีรัฐบาลอยู่รัฐบาลหนึ่งที่บอกว่า เดี๋ยวจะนํารายได้เข้า ประเทศมหาศาล เอาบัตรเครดิตไปขาย ขายฝรั่งมังค่า จะได้มาเที่ยวเมืองไทย ขายสัก ล้านใบก็พอ ใบละล้านบาท ก็จะได้เงินเยอะแยะไปหมดเลย พวกเราผมก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ข้างล่างครับ ก็เคลิ้มไปพอสมควร ท้ายที่สุดถึงวันนี้ไม่ต้องบอกกันว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไปอยู่ ในโลกแห่งความเปึนจริงนะครับ ผมว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด นอกจากเราจําเปึนที่จะต้อง พยายามที่จะหารายได้แล้วเราต้องประหยัดครับ วิธีประหยัดอย่างหนึ่งก็คือว่า ภาระ งบประมาณของเราจะต้องให้ไปใช้ชดเชยในสิ่งที่เราทํางานแล้วมันไม่เกิดผลครับ โดยเฉพาะเรื่องการโกงกิน ท่านโกงกันมากเท่าไร ประเทศก็เสียหายมากเท่านั้น เวลา ประเทศเสียหาย คนที่โกงนี่ไม่เคยต้องมาใช้เงินหรอกครับ คนที่โกงมักจะไปรอด แต่ประเทศชาติเสียหายมากครับ ผมมีตัวอย่างความจริงไม่อยากจะพูดเลย แต่ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านน่าจะได้รู้บ้าง เพราะวันนี้เรากําลังพูดถึงความยากลําบาก ผมอยากยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ เพราะว่ามีหลายท่านพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของพี่น้อง เกษตรกร แล้วก็ตําหนิติติงว่าพอยกเลิกราคาจํานําเกษตรกรก็กลุ้มใจกันไปหมด ผมไม่เชื่อครับ ผมไม่เชื่อ เพราะว่าไม่ใช่เกษตรกรทุกคนมีโอกาสนําผลผลิตทางการเกษตร ของเขามาจํานําได้ มีไม่เกิน ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตัวเลขมันฟัองอยู่ แต่ที่มันเจ็บปวด ก็คือเวลาเราจํานํา เราซื้อของเราก็จ่ายแพงลิบลิ่วเลยครับ เราก็ซื้อเต็มที่หวังคะแนนเสียง หวังคะแนนนิยม ของเขามาอยู่ในโกดังเต็มไปหมด แต่ถึงเวลาเราจะขาย ของที่เราซื้อมา แพง ๆ ราคาดี ๆ นี่ครับ มันกลายเปึนของเสียครับ แล้วเราขาย แล้วเราก็ขาดทุน ผมไม่ได้ พูดลอย ๆ นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อน ๆ สมาชิก มีการจําหน่าย ข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล พอดีเมื่อวานนี้คุณมิ่งขวัญพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะต้อง เอาข้อมูลมาให้ดูกัน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน จําหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ หลายคนนึกถึงช่วงนั้นแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ ทําให้นึกถึงการประท้วง นึกถึงสนามบินที่ป่ด ทําให้ลืมดูเรื่องการเมืองไปสักระยะหนึ่ง แต่ในช่วงนั้นเพียงเดือนเศษ ๆ ครับ มีการขาย ข้าวที่เหลือในคงคลังทางการของรัฐบาล ขายโครงการนาป้ ๒๕๔๗-๒๕๔๘ นาป้ ๒๕๕๐ -๒๕๕๑ รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒,๐๐๙,๓๐๕ ตัน ขายโครงการนาปรัง ป้ ๒๕๕๑ รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒,๒๑๕,๕๗๘ ตัน ขายทั้งหมดภายในเดือนเดียว ขายแล้ว ปรากฏว่าราคาที่ขายครับ ข้าวดี ๆ กลายเปึนข้าวเสียครับ ไม่ต้องคํานึงเพราะเวลาเราไป ซื้อข้าวมานี่เราจํานําราคาสูง เมื่อเราจํานําราคาสูง แน่นอนครับเราขาดทุน ถ้าวันนั้น รัฐบาลในขณะนั้นขายข้าวในราคาตลาด คือราคาที่ทุกคนซื้อทั่วไป ตัวเลขว่าจะขาดทุนนี่ อยู่เพียงประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุนเพราะจํานําไว้สูงครับ แต่เปล่าครับ ไม่ทํา ขายต่ํากว่าราคาตลาดเปึนเม็ดเงินที่ขาดทุนเฉพาะต่ํากว่าราคาตลาด ๑๒,๒๙๑ ล้านบาท ๑๒,๒๙๑ ล้านบาท ต่ํากว่าราคาตลาด ความหมายก็คือพ่อค้าคนไหนที่ซื้อไปวันนี้ วันพรุ่งนี้เอาไปขายได้ราคาตลาด กําไรทันที ๑๒,๒๙๑ ล้านบาท ภายใน ๑ เดือนครับ ตรงนี้ต่างหากครับที่น่ากลัว ตรงนี้ต่างหากที่สะสมเปึนขาดทุนของกองทุนที่ผมนั่งเปึน ประธานอยู่ขณะนี้รับงานนี้มา ประธานของ คชก. นี่ครับ แล้วเอาเงินที่ไหนมาใช้ครับ ก็เงินภาษี เงินที่จัดในงบประมาณในแต่ละป้ ถ้าเราไม่มีรัฐบาลที่มีความประพฤติอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องหาเงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพื่อไปแก้ไขปัญหาที่ขาดทุน ผมเชื่อว่าที่นั่งอยู่ ตรงนี้ท่านไม่ทราบหรอก ผมไม่แน่ใจจะมีแม้แต่ ๑ คนที่ทราบ ที่ผมต้องนําเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ก็เพราะผมอยากจะกราบเรียนว่า เราไม่มีทางจริง ๆ ครับ เรามีความจําเปึนจะต้องลงทุน ต่อครับ เราจําเปึนจะต้องสร้างงานครับ แล้ววันนี้เราไม่มีรายได้ครับ แต่สิ่งที่เราจะต้องทํา ก็คือว่าเราจะพยายามทุกวิถีทางครับที่จะไประดมทุนมาแล้วเราก็บอกว่าเราจะระดมทุน โดยภายในประเทศ เพราะขณะนี้ดอกเบี้ยต่ําและเราก็อยากจะให้ผู้ฝากเงินโดยเฉพาะ ผู้สูงอายุนี่ครับท่านได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็จะออกพันธบัตรส่วนหนึ่ง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็บอกว่าจะออกทันที ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมไม่ออกเยอะก็ไม่ได้ใช้ เยอะนี่ครับ ก็ค่อย ๆ ทําไป ทยอยทําไป ถ้าทําได้อย่างนี้เปึนการระดมในประเทศ ระดมทุน ในประเทศเราพึ่งพาตัวเราเอง ถามว่าแล้วเราจะกู้ต่างประเทศหรือไม่ กู้ครับ ไม่ต้องใช้ ความกล้าหาญหรอกครับเพราะเมื่อสักครู่นี้ตอนชี้แจงไปเมื่อตอน ๔ โมงเย็น ก็บอกแล้วว่า กู้ครับ ทุกรัฐบาลก็กู้เงินจากต่างประเทศครับ ทํากันมาปกติ ๒๐-๓๐ ป้แล้วครับ แต่มีกรอบการกู้แล้วกรอบนี้เรากําหนดไว้ชัดเจนไม่กู้เกินกว่ากรอบเปึนเด็ดขาดครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ความมั่นใจกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒-๓ อย่างครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือพระราชบัญญัติฉบับนี้กระผมยังไม่ได้ขอให้ท่านอนุมัติ เพียงแต่ขอให้ท่านอนุมัติในหลักการ ผมไม่สามารถจะนํากรอบมาให้ เพราะว่าตาม มาตรา ๓ นั้นกรอบนี่จะนําเสนอหลังจากเปึน พ.ร.บ. แล้ว ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ ๒ เดือน แต่ผมก็พร้อมที่จะนํากรอบอันนั้น ซึ่งก็ไม่เหมือน ไม่ต่างจากพระราชกําหนดเลย นะครับ เพียงแต่ยังไม่ได้เข้า ครม. เท่านั้น ไม่ได้ต่างกันเลย เกือบจะเหมือนกันเลย เพียงแต่เม็ดเงินต่างกันเท่านั้น ตรงนั้นผมพร้อมที่จะเอาไปให้พวกท่านได้พิจารณากัน ในระดับกรรมาธิการ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมกราบเรียนว่า ในเรื่องของทุจริต ในเรื่องของ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่ามันก็วิวัฒนาการกันมาเรื่อย ๆ ทุกยุคทุกสมัยก็เหมือนกับว่า เปึนในลักษณะอย่างนี้ ผมก็ว่าก็คงจะต้องเปึนหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกัน ดูแลในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่เลือกเรามานี่นะครับ ไปใช้ในสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง
สําหรับประเด็นสุดท้ายคงจะต้องขออนุญาตว่าจะเข้าไปดูนะครับ เพราะจริง ๆ ไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงก็คือเรื่องงบท้องถิ่น แล้วก็มีความกังวลครับ แล้วก็ เห็นใจเพราะว่า เรื่องของงบท้องถิ่นเราก็อยากจะให้รีบออกไป เรามีเงินทิ้งไว้มันก็ไม่มี ประโยชน์ และไม่ได้เกิดการสร้างงาน ทุกเม็ดถ้าออกไปได้เร็วเท่าไรก็จะเปึนประโยชน์มาก เท่านั้น ก็จะขออนุญาตท่านประธานขออภัยที่อาจจะใช้เวลามากสักนิดครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ