สุนทรี ชัยวิรัตนะ เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 ที่เหลืออยู่ก่อนออก พ.ร.บ.กู้เงินเพิ่มเติม และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าจะมีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนครบถ้วน พร้อมทั้งหารือเรื่องโครงการผู้สูงอายุและค่าตอบแทน อสม. โดยเสนอให้ลดขั้นตอนการรับงบประมาณ คัดค้านการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่กระทบเกษตรกร และเรียกร้องให้รัฐบาลถอนโครงการกองทุนหมีแพนด้าเพื่อพัฒนาความโปร่งใส
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย การที่รัฐบาลได้ส่งร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ จํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนําไปใช้ในมาตรการฟุ๋นฟูและ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ถ้าหากว่าการกู้เงินในครั้งนี้ของ รัฐบาลกระทําในขณะที่ตอนนั้นรัฐบาลใช้เงินงบประมาณประจําป้ ๒๕๕๒ เต็มจํานวน ไปแล้ว ดิฉันคงจะไม่ขัดข้องค่ะ ถ้าท่านจะนํา พ.ร.บ. เพื่อเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา แต่ในความเปึนจริงค่ะท่านประธาน ตอนนี้เท่าที่ทราบจากข้อมูลว่าการเบิกจ่าย งบประมาณป้ ๒๕๕๒ เพิ่งจะมีการเบิกจ่ายไปประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังเหลืองบที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายของงบประมาณป้ ๒๕๕๒ อีก ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ตรงจุดนี้ ถ้าทางรัฐบาลได้มีการเร่งดําเนินการในการปล่อยให้มีการดําเนินการตามโครงการของ ป้ ๒๕๕๒ โดยปล่อยงบประมาณออกมา ตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะนําเงินตรงนี้ไปกระตุ้น เศรษฐกิจได้โดยที่ยังไม่ต้องทําการออก พ.ร.บ. ขออํานาจในการกู้เงิน ต้องเรียนค่ะว่า แล้วที่รัฐบาลบอกว่าจะขอเงินเพื่อไปกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจในระยะที่ ๒ อีกตั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศของเรายังเหลือเงินงบประมาณอยู่ อย่างนี้ทําไม รัฐบาลถึงไม่ไปเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้เกิดการสร้าง งานจากงบประมาณป้ ๒๕๕๒ ก่อนละคะ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าพรรคฝ์ายค้านของเราจะ ไม่เห็นด้วยในการที่ท่านจะขอกู้เงิน แต่ว่าทางพรรคของเราอยากให้ท่านช่วยเร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างท่ออยู่ให้นําออกมาใช้ก่อน ถึงมาค่อยคิดพิจารณาในการ จะกู้เงิน และการจะกู้เงินก็คิดว่า ถ้ายังมีเงินเหลืออยู่ ณ ปัจจุบันอาจจะยังไม่ต้องขอกู้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ อาจจะขอกู้เพียงเท่าที่จําเปึนก่อน แต่อย่างนี้ท่านขอกู้โดยที่ เอกสารที่ท่านส่งมาให้สู่การพิจารณาของสภาก็มีแค่แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ระยะที่ ๑ ป้ ๒๕๕๒-๒๕๕๓ ท่านประธานคะ สิ่งที่ส่งมาประกอบการพิจารณาในการขอกู้ ต้องบอกค่ะท่านประธาน ไม่ได้มีรายละเอียดโครงการว่าจะดําเนินการเมื่อไร จะมีการ จัดหาเงินกู้มาจากที่ใด ไม่บอกว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไรในการคืน แล้วอย่างนี้จะให้พรรค ฝ์ายค้านของเราผ่านร่าง พ.ร.บ. ให้ท่านได้อย่างไรคะ ตรงจุดนี้ถ้าเปึนไปได้ก็อยากจะเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปก่อน เมื่อมีความพร้อมก็จัดทําแล้วก็ดูให้ สมควรว่าน่าจะเปึนโครงการที่เปึนเรื่องหลัก ๆ ของประเทศเปึนโครงการที่มีความจําเปึน ค่อยนํากลับมาสู่การพิจารณาของสภา แล้วก็โครงการที่นํากลับมาสู่การพิจารณาในครั้งใหม่ ก็น่าจะเปึนโครงการที่มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ อย่าให้ประชาชนต้องกังขา อย่าให้ พี่น้องที่อยู่ในสภาของเรา ท่านสมาชิกทุกท่านมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะไปลงทําอะไร กันบ้าง จะไปใช้เงินอย่างไร ถึงตอนนั้นดิฉันก็คิดว่าสภาของเราก็คงจะไม่มีใครใจร้ายที่จะ อยากเห็นประเทศไม่มีเงินมาช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ต้องเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อจะมีการออก เสนอเข้าสภาตัวดิฉันเองก็ฟังข่าวมาค่ะ ท่านประธาน บอกว่าสภาพัฒน์ได้มีการออกมาแถลงข่าวว่าไตรมาสแรกของ ป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ปรากฏว่าจีดีพีของประเทศไทยติดลบที่ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไรคะ ก็หมายความว่าขณะนี้ในไตรมาสที่ ๑ ของป้ ๒๕๕๒ ปรากฏว่า จากความหมายนะคะท่านประธาน ก็หมายถึงตอนนี้รายได้เฉลี่ยของประชาชนลดลงค่ะ แล้วมาจากที่ไหน ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้จากตัวเลขที่ติดลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ก็ทําให้เราเข้าสู่ ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยของประเทศเรา ก็ยอมรับค่ะท่านประธาน ว่าส่วนหนึ่งอาจจะมา จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มันตกต่ําลงอยู่ ณ ปัจจุบัน ประกอบกับในประเทศของเราเกิด เหตุการณ์ร้ายแรงทางการเมืองขึ้นหลายอย่าง มีทั้งการป่ดสนามบิน มีทั้งการทําความ ต้องเรียกว่า ๒ มาตรฐานบ้างก็ทําให้เปึนการทําลายเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของประเทศไทย แล้วก็เปึนการทําลายความน่าเชื่อถือในประเทศไทยส่วนหนึ่งนะคะ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ส่งผลถึงการส่งออก การท่องเที่ยวของเราทําให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนต่าง ๆ ตรงนี้ ต้องเรียนว่าตัวดิฉันเองก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านเข้ามาเปึน นายกรัฐมนตรีในสภาวะเศรษฐกิจที่เปึนอย่างนี้นะคะ และการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าการกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.ก. เมื่อวาน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และวันนี้ พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะจัดหาเงินทุนโดยการระดมเงินทุนจากตลาดภายในประเทศ ก็ต้องถามว่าตรงนี้ ท่านอาจจะออกเปึนพันธบัตรโดยขายให้ธนาคารพาณิชย์หรือว่าสถาบันการเงินใช่ไหมคะ แล้วอย่างนี้เมื่อท่านไปขายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินในประเทศจะเปึนการดึงความเสี่ยง ก็คือประชาชนนะคะ อาจจะเปึนข้าราชการบําเหน็จบํานาญที่มีเงินฝากเล็กน้อยไปฝากเงิน ไว้กับทางธนาคาร เมื่อรัฐบาลจะไปขอกู้เงินก็มีพี่น้องหลายคนบอกว่า เงินเก็บไม่อยากจะให้ สถาบันการเงินที่ตัวเองฝากนํามาปล่อยกู้ให้กับทางรัฐบาลเลย ไม่ใช่เขาไม่รักประเทศค่ะ ท่านประธาน แต่เปึนด้วยความว่ากลัวว่ารัฐบาลกู้เงินบ่อย ๆ แล้วกู้บ่อยมากเครดิตไม่ดี เกิดไม่มีเงินมาจ่ายคืน ตัวประชาชนที่เปึนเจ้าของเงินฝากเปึนเจ้าหนี้ของธนาคารจะมี ความเสี่ยงหรือเปล่า ตรงจุดนี้เราโทษเขาไม่ได้ค่ะ เพราะว่าบางครั้งเมื่อเราสูงวัยขึ้น ท่านประธานคะ ลูกหลานอาจจะไม่ดูแล เขาต้องการเงินที่เขาฝากกับธนาคารตรงนี้เอาไปใช้ ในการดูแล ตรงจุดนี้เราต้องยอมรับเขาด้วย และที่สําคัญค่ะท่านประธาน ดิฉันไม่แน่ใจว่า การที่ตลาดในประเทศของเรามีสภาพคล่องอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่การที่ รัฐบาลบอกว่าถ้าผ่านร่างขอกู้ได้จะไปขอกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินในประเทศ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สมมุติว่าสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันสามารถกระตุ้นแล้วได้ผลคือ ฟุ๋นตัวขึ้นมาได้อย่างที่ท่านคาดหวังเอาไว้ แล้วถึงตอนนั้นภาคเอกชนที่เขาต้องการจะ ลงทุนจะไปหาแหล่งเงินทุนจากที่ไหนคะ ตรงจุดนี้ก็ต้องฝากท่านให้ช่วยคิดด้วยว่า ทําไมประชาชนถึงเกิดความกลัวในการที่ต้องกู้เงินเยอะ ๆ อย่างที่เปึนข่าวทุกวันนี้นะคะ เมื่อมาดูค่ะท่านประธาน การที่รัฐบาลบอกว่าพระราชบัญญัติกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในวันนี้ที่กําลังเข้าสู่การพิจารณาของสภา ก็เพื่อจะไปให้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ ๒ ดิฉันก็ยังไม่แน่ใจนะคะท่านประธานว่า เมื่อประมาณหลายเดือนที่ผ่านค่ะ สภาเราได้มี การผ่านร่างงบประมาณกลางป้ ๒๕๕๒ จํานวน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทไปเพื่อกระตุ้นภาวะ เศรษฐกิจในระยะที่ ๑ ก็อยากจะถามค่ะว่าผลการดําเนินงานในโครงการต่าง ๆ นี่ค่ะ ประสบผลสําเร็จได้ผลเปึนอย่างไรบ้าง มีการประมวลผลหรือเปล่า มีการติดตามโครงการ หรือเปล่าในการที่จะมาดําเนินการต่อในระยะที่ ๒ ดิฉันคิดว่านะคะคิดในแง่ดี ถ้าสมมุติว่า ได้ผลอย่างสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดิฉันก็คิดว่าน่าจะดําเนินการต่อเหมือนกัน ในระยะที่ ๒ แต่ท่านประธานคะในความเปึนจริง ดิฉันก็ต้องขอเรียนค่ะว่าจริง ๆ แล้ว มันไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ท่านคาดหวังไว้ค่ะ มาดูง่าย ๆ นะคะ วันนี้ดิฉัน ขอยกตัวอย่างโครงการต่าง ๆ ที่คิดว่าน่าจะนํามาบอกกล่าวให้กับทางรัฐบาลได้ทราบค่ะ ก็คืออันดับแรกค่ะ โครงการเรียนฟรี ๑๕ ป้ โครงการนี้ถ้าถามความรู้สึกของดิฉันว่า ดีหรือเปล่า ต้องตอบเลยค่ะว่าดี แต่ว่าท่านประธานคะดีตรงไหน ดีตรงที่เด็กมีโอกาสได้ เรียนมากขึ้นอีก ๓ ป้ แต่ดิฉันคิดว่าโครงการเรียนฟรีไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ มันน่าจะเปึนโครงการที่จัดสวัสดิการให้กับประชาชนมากกว่า และที่สําคัญค่ะมีพี่น้อง ประชาชนหลายคนมาบ่นกับดิฉันว่าการเรียนฟรีในงวดนี้น่าจะไม่ต้องจ่ายสตางค์ค่าเล่าเรียน แต่ทราบไหมคะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปรากฏว่าตอนที่ผู้ปกครองไป ลงทะเบียนเขาไม่ได้จ่ายเงินจริงค่ะ แต่เมื่อมีการเป่ดเทอมแล้วปรากฏว่ามีหลายโรงเรียน มีจดหมายไปถึงผู้ปกครอง ขอให้จ่ายเงินสนับสนุนโดยความสมัครใจเพื่อส่งเสริม การศึกษาของเด็กนักเรียน ตรงจุดนี้ท่านลองไปหาดูนะคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนมา ค่อนข้างมากว่าเปึนอย่างนั้น แล้วถามว่ามีผู้ปกครองไหนไหมที่ไม่จ่าย ไม่มีหรอกค่ะ ผู้ปกครองทุกคนรักลูกรักหลานอยากให้ก้าวหน้าในการศึกษา ทุกคนก็เต็มใจจ่าย ให้กับโรงเรียน แล้วตรงจุดนี้ตัวเลขที่ดิฉันได้มาปรากฏว่าการรับจํานํา ยอดการรับจํานํา ทรัพย์สินในช่วงการเป่ดเทอมท่านประธานทราบไหมคะว่ามีการจํานําสูงถึง ๑๖๐,๗๐๐ ล้านบาท ถ้าเรียนฟรีจริง ๆ ทําไมยอดจํานําช่วงเป่ดเทอมถึงสูงอย่างนี้คะ แล้วที่สําคัญค่ะมีคนบ่นมาอีกค่ะว่า เมื่อก่อนเรียนฟรี ๑๒ ป้ จ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกหลาน ประมาณ ๒,๗๐๐ บาท แต่ป้นี้เรียนฟรี ๑๕ ป้ ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกหลาน ๓,๕๐๐ บาท แล้วอย่างนี้เรียนฟรีจริง ๆ หรือเปล่าคะ นี่เขาฝากถามมานะคะ ดิฉันก็ฝาก ทางท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลให้ตรวจสอบ อีกโครงการหนึ่งค่ะ โครงการเช็คช่วยชาติ ต้องเรียนค่ะท่านประธานว่าตรงจุดนี้ยังมีผู้ที่ยังไม่ได้ไปรับเช็คอยู่อีกประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท อยากถามค่ะว่าตรงจุดนี้มีเงินเหลือจะนําไปทําอะไรคะ แล้วก็มีการ ประเมินไหมว่ามีการแจกจ่ายเช็คให้กับคนที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์นี้จริง ๆ แล้วกี่คน ยกตัวอย่างเช่น ท่านเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ท่านสมคิด บาลไธสง ก็ต่างได้รับจดหมายเรียก ให้ไปรับเช็คช่วยชาติกันทั้งนั้น ท่านทราบไหมคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเงินเดือนคนละ ๑๐๐,๐๐๐บาท แต่มันเข้ากฎเกณฑ์ตรงไหนคะที่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงจุดนี้ค่ะ มีคนที่ได้รับแล้วไม่ไปรับเงินอย่างนี้อีกเยอะแค่ไหนคะ เงินตรงนี้ท่านจะไปทําอะไร แล้วที่สําคัญ พี่น้องเกษตรกรแล้วก็ผู้หาเช้ากินค่ําฝากดิฉันมาถามเลยนะคะว่า ทําไมมีการผิดพลาด อย่างนี้แล้วพวกท่านไม่คิดจะกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ โดยการให้กับเกษตรกรแล้วก็ ผู้หาเช้ากินค่ําหรือคะ ถ้าอยากกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ ต้องลงไปตรงนี้ค่ะ เรามีการ ขึ้นทะเบียนคนจนเอาไว้ตรงนั้นเราสามารถไปดูยอดได้ ซึ่งถ้าท่านอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้เงินจริง ๆ ท่านน่าจะลงไปหาพวกเขาบ้าง พวกเกษตรกรมาบ่นน้อยใจว่า เงิน ๒,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้ เงิน ๕๐๐ บาทก็ไม่ได้ เงิน ๖๐๐ บาทก็ไม่ได้ ราคาผลผลิตทาง การเกษตรก็ยังตกต่ําอีก การที่ท่านเข้าไปช่วยเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร ท่านทราบไหมคะ คนได้ผลประโยชน์ก็คือนายทุน แต่ว่าเม็ดเงินที่ลงไปสู่ประชาชนคือเกษตรกรนี้ มีเพียงน้อยนิด ตรงจุดนี้เขาก็น้อยใจค่ะ เขาถามว่าท่านอภิสิทธิ์จริง ๆ แล้วเอาแต่ ประชาชนที่มีการขึ้นทะเบียนกับทํางานแล้วขึ้นทะเบียนกับทางรัฐบาลและคนรวย เอาใจคนรวยให้ความสําคัญจริงไหม ทําให้ปล่อยปละละเลยเกษตรกรแล้วก็ผู้หาเช้ากินค่ํา ตรงนี้ดิฉันได้รับคําฝากถามมานะคะ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือ เรื่องเกี่ยวกับโครงการผู้สูงอายุ การจ่ายเบี้ย ผู้สูงอายุ แล้วก็โครงการเกี่ยวกับค่าตอบแทน อสม. ดิฉันยอมรับว่าเปึนโครงการที่ดี ในการที่ท่านไปจ่ายเบี้ยเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุแล้วก็จ่ายค่าตอบแทนในการทํางานให้กับ อสม. แต่ว่าต้องยอมรับค่ะ น่าจะลดขั้นตอนการทํางานลงบ้างนะคะ อสม. กับผู้สูงอายุ คงไม่มีใครคิดจะโกงเงินของรัฐบาลของประเทศเราหรอกค่ะ มีแต่คนรักชาตินะคะ เพราะฉะนั้นน่าจะลดขั้นตอนความยุ่งยากในการรับงบประมาณตรงนี้บ้าง แต่ว่าก็ ไม่แคล้วมีเสียงบ่นเข้ามาค่ะท่านประธาน เขาถามว่ามีการให้เบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท กับผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาทกับ อสม. แจกให้ ๒,๐๐๐ บาทกับคนที่มีรายได้ไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท แต่กลับมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตไม่ว่าจะเปึนเรื่องน้ํามัน เรื่องบุหรี่ เรื่องเหล้า ต้องยอมรับค่ะ พี่น้องประเทศไทยเราไม่มีใครเดินมาทํางานค่ะท่านประธาน ทุกคนต้องใช้น้ํามัน พี่น้องอยู่ตามต่างจังหวัดเปึนเกษตรกรในการทําการเพาะปลูกก็ต้อง ใช้น้ํามัน จําได้เลยค่ะ มีคนบอกดิฉันว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านนายกรัฐมนตรีของเรา เคยพูดไว้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่า ท่านบอกว่าการขึ้น ภาษีสรรพสามิตน้ํามันจะไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ํามันและต้นทุนการผลิตสินค้า เพราะ รัฐบาลจะเข้ามากํากับดูแลและบริหารจัดการในกรณีที่ราคาน้ํามันในตลาดโลกแพง รัฐบาลก็ยังมีเงินกองทุนที่จะนํามาอุดหนุนราคาน้ํามันโดยไม่ต้องขึ้นราคาอีก แต่ปรากฏว่า ท่านทราบไหมคะ ผ่านไป ๓-๔ วันเมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีสรรพสามิตปรากฏว่าน้ํามัน ก็ขึ้นราคาทันที ๕๐ สตางค์ หลังจากนั้นขึ้นตามมา ๖๐ ๘๐ ๖๐ ๘๐ ตอนนี้ดิฉัน นับไม่ถ้วนแล้วว่าขึ้นมากี่ครั้งแล้วนะคะ และที่สําคัญท่านประธานคะ ดิฉันขอเวลา อีกนิดหนึ่งค่ะ ต้องยอมรับขอชมท่านรัฐบาลนิดหนึ่งค่ะ มีคนเขาบอกดิฉัน ดิฉันเคยไป คุยกับพี่น้อง เขาบอกว่าจําได้เลยผลงานของรัฐบาลชุดนี้ที่น่าประทับใจก็คือ การที่ท่าน ทําให้หมีแพนด้าก็คือหลินฮุ่ยกับช่วงช่วง มีลูกได้ แล้วก็มีการออกไปรษณียบัตร ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อ ปรากฏว่าตอนนี้ดิฉันทราบมาว่ามีชื่อที่คัดเลือกแล้ว ๔ ชื่อ เพื่อจะให้ประชาชนร่วมกันโหวตว่าจะให้ลูกหมีแพนด้าน้อยชื่อว่าอะไร แต่ตรงจุดนี้ ท่านประธานคะ ไปรษณียบัตรที่ออกมาให้ร่วมโหวตชื่อของหมีแพนด้าน้อยมีมูลค่า ๕ บาทต่อใบ ปกติไปรษณียบัตรมีมูลค่าแค่ ๒ บาท ท่านประธานคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วการที่ต้องขายใบละ ๕ บาท ท่านกําลังหากินบนผลประโยชน์ของประชาชน หรือเปล่าที่เอากําไรถึง ๓ บาท ถึงท่านจะบอกว่าเปึนการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาแพนด้า ดิฉันก็อยากจะถามว่าในขณะนี้ประชาชน เกษตรกรคนยากจนเดือดร้อนท่านคิดถึง แพนด้ามากกว่าคนหรือเปล่าคะ และที่สําคัญดิฉันว่าชื่อ ๔ ชื่อที่เลือกไม่เข้าตาเลยค่ะ มันน่าจะชื่อ กู้ กู้ หรือว่า หนี้ หนี้ หนีหนี้นะคะ น่าจะเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันของเรา มากกว่า สรุปสุดท้ายเลยค่ะท่านประธาน ดิฉันเองก็อยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านทางท่านประธานไปทางท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐบาลค่ะ ในการพิจารณาพระราชบัญญัติให้กระทรวงการคลังในการไปขอกู้ในครั้งนี้ ถ้าเปึนไปได้ ท่านคะ ขอความกรุณาท่านถอนออกกลับไปก่อนค่ะ แล้วค่อยนํามาเสนอใหม่ ขอให้มี รายละเอียดโครงการต่าง ๆ ว่าจะลงที่ไหน ทําอะไร ให้มันมีความชัดเจนกว่านี้เพื่อให้ ความเคลือบแคลงสงสัยที่มีอยู่ในใจประชาชนและพี่น้องในสภาเราหมดไป ที่สําคัญ ขอความกรุณาท่านให้ช่วยดูแลในเรื่องการกระจาย การลงโครงการต่าง ๆ ขอให้มีการ กระจายแล้วก็ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศด้วย ที่สําคัญค่ะท่านประธานต้องบอกว่า ขอให้ท่านดูแลความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันเพื่อจะได้ไม่มีข้อครหาอีกว่า ท่าน ๒ มาตรฐานค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ