กรณี จาติกวณิช พูดถึงการแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจไทย โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการกู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และหารือเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นแผนการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้ยืมเงิน 800,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดภาระหนี้สินของประชาชน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วันนี้ก็ได้มี โอกาสฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ก็เปึนการพิจารณาประกอบ ร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. .... ซึ่งก็มี วัตถุประสงค์คล้ายเคียงกันกับการพิจารณาพระราชกําหนดของพวกเราเมื่อวานนี้ก็คือ เปึนการให้อํานาจแก่กระทรวงการคลังในการที่จะกู้ยืมเงินเพื่อมาฟุ๋นฟูและแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจของประเทศชาติ ผมต้องขออนุญาตเรียนต่อเพื่อนสมาชิกแล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ ไปสู่พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายของเราอยู่ ว่างานของพวกเราในสภาแห่งนี้ ตลอดช่วงอาทิตย์นี้ถือว่าเปึนช่วงการทํางานที่มีความสําคัญต่อการร่วมมือกันในการที่จะ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก เมื่อวานนี้ก็ได้มีโอกาสตามที่ผมได้เรียนนะครับ พิจารณาพระราชกําหนด แล้วท่านก็กรุณาอนุมัติให้กระทรวงการคลังสามารถดําเนินการ ในการที่จะกู้ยืมเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็อีกครับ มีการพิจารณากฎหมายอีกฉบับหนึ่งก็คือพระราชบัญญัติอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งทั้งสองกฎหมายเปึนส่วนสําคัญของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเปึนแผนการลงทุน ครั้งประวัติศาสตร์ของทางรัฐบาล เม็ดเงินรวมก็เกือบ ๑.๕ ล้านล้านบาท นอกจากนั้น ในวันพรุ่งนี้และวันพฤหัสบดีก็จะมีการพิจารณางบประมาณแผ่นดินป้ ๒๕๕๓ ต่อเนื่อง ซึ่งก็มีเม็ดเงินโดยรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท รวมแล้ว ๓.๒ ล้านล้านบาท ที่พวกเราช่วยกัน พิจารณาเพื่อที่ประชาชนจะได้รับการเยียวยาและเศรษฐกิจจะได้รับการแก้ไข ในส่วนของ ป้ ๒๕๕๓ เอง นอกจากงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท ที่เราจะพิจารณากันในวันพรุ่งนี้แล้ว ส่วนของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่จะมีการเบิกจ่ายในช่วงป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ก็น่าจะมีเม็ดเงินอยู่ประมาณอย่างน้อย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวมเท่ากับรัฐบาล มีความพร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเปึนเงินจํานวน ๒.๑ ล้านล้านบาท หรือ ประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจโดยรวมหรือ จีดีพี ของเรา ตัวเลขเหล่านี้นะครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายคงนึกภาพไม่ออกนะครับว่ามันมีความหมาย ว่าอย่างไร พูดถึงเงินล้านล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คําถามที่ตามมาจะต้อง มากมาย ไม่ว่าจะเปึนเรื่องคําถามที่อาจจะมีว่าทําได้จริงหรือ จะเอาเงินมาจากไหน มีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไร และที่สําคัญที่สุดก็คือแล้วประชาชนเองจะได้อะไร นักธุรกิจเขาฟังผมคิดว่าเขาคิดออก แต่ในส่วนของพี่น้องประชาชนผมเห็นใจครับ เพราะว่ามันเปึนเรื่องสลับซับซ้อน เม็ดเงินก็เปึนเม็ดเงินตามที่ผมได้เรียนเมื่อสักครู่นะครับ นึกภาพยากนะครับ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือการให้ความกระจ่างผ่านการ อภิปรายผ่านการแลกเปลี่ยนในแง่ความคิดเห็นให้กับพี่น้องประชาชนจะได้สบายใจ จะได้ เข้าใจถึงความตั้งใจของทางรัฐบาล โดยรวม ๆ ถามว่าประชาชนได้อะไรนะครับ ผมก็จะ ขออนุญาตแยกเปึน ๒ หมวด
หมวดแรกก็คือ เรื่องของตัวเม็ดเงินงบประมาณ เม็ดเงินงบประมาณก็คือ เปึนเรื่องที่เราจะอภิปรายและชี้แจงกันในรายละเอียดใน ๒ วันข้างหน้า แต่ว่าในส่วนของ งบประมาณ ประชาชนสามารถสรุปได้ว่าในส่วนของเรื่องสวัสดิการ ไม่ว่าจะเปึนการ เรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ย อสม. เรื่องของการรักษาพยาบาลฟรีเหล่านั้นจะอยู่ใน งบประมาณ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้นะครับว่า ข้อเท็จจริงเนื่องจากมีข้อจํากัดในแง่ของรายได้ของรัฐบาล มีความจําเปึนที่ทําให้เราต้อง ตัดงบประมาณที่เรามองว่ายังไม่มีความจําเปึนออกไปถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรับลดเม็ดเงินงบประมาณโดยรวมลงมาเหลือ ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้นทําให้เม็ดเงินที่เปึน เม็ดเงินใหม่ที่นําไปใช้ในการลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณประจําป้ ๒๕๕๓ นั้นแทบจะ ไม่มีเลย ท่านได้ถึงกับพูดว่าไม่มีแม้แต่สลึงเดียว แต่เศรษฐกิจของเรานะครับ มีความ จําเปึนที่จะต้องพึ่งพาการลงทุน ผมขออนุญาตเรียนว่าตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจเที่ยวที่แล้ว การลงทุนในระบบเศรษฐกิจของเราแทบไม่มีผ่านมาหลายรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราถึง ได้มาอยู่ที่นี่ครับเมื่อวานนี้ แล้ววันนี้อีกทั้งวันในการพิจารณา ๒ กฎหมายสําคัญภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพื่อเราจะได้มีกําลังนะครับ มีกระสุนที่จะไปลงทุนไปต่อสู้กับ ปัญหาเศรษฐกิจเม็ดเงินรวมเกือบ ๆ ๑.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่เปึนโครงการ การลงทุนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชน สร้างงาน สร้างโอกาสในทุกจังหวัด พื้นที่ทั้งสิ้น ก็มีคําถามในรายละเอียดนะครับ ในส่วนของเพื่อนสมาชิก มีคําถามในเรื่องของความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เรากําลังพิจารณาฉบับนี้นะครับ โดยเฉพาะจะมีคําถาม เกี่ยวกับมาตรา ๑๖๙ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งผมคิดว่ามีความจําเปึนที่จะต้องชี้แจง เพื่อพวกเราจะได้เข้าใจตรงกัน ในส่วนของมาตรา ๑๖๙ ของรัฐธรรมนูญนั้น ได้พูดถึง การจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งโดยสรุปได้พูดไว้ว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะทําได้ภายใต้กฎหมาย ๔ ฉบับ กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายก็คือ กฎหมายที่เรากําลังพิจารณา ในวันพรุ่งนี้ กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง นี่คือ ๔ กฎหมายที่สามารถที่จะอ้างอิงได้ในการจ่ายเงิน แผ่นดิน อันนี้ก็มีคําถามนะครับว่าในส่วนของมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ระบุไว้ว่า เงินที่ได้จากการกู้ตามมาตรา ๓ ให้นําไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้ โดยไม่ต้อง นําส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กระทรวงการคลังอาจนําเงินที่ได้จากการกู้ไปให้กู้ต่อแก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานในการ กํากับดูแลของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐตาม กฎหมายว่าด้วยบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อใช้จ่ายหรือลงทุนเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้ ก็มีคําถามนะครับว่า การที่มาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ได้ ระบุไว้ว่าไม่ต้องนําส่งคลังนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๙ ที่ผมได้อ่าน ไปโดยสรุปเมื่อสักครู่หรือไม่ ผมก็จะขอเรียนนะครับว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้และมาตรา ๔ ที่ผมอ้างถึง ก็เปึนมาตราที่อ้างจากกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณนะครับ ซึ่งมาตรา ๒๓ ในส่วนของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ป้ พ.ศ. ๒๕๐๒ ก็ระบุไว้ชัดเจนนะครับว่า การเบิกจ่ายนั้น ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะ ตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ หรือพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอํานาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่น ประโยคสุดท้าย นี่ละครับ คือประโยคที่เราได้หยิบยกมาใช้ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ก็คืออํานาจที่อยู่ตามกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๒๓ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณนั่นเอง เพราะฉะนั้นความถูกต้องในส่วนของวิธีการของเราจึงมีความชัดเจน แล้วนอกจากนั้น มาตรา ๒๔ ของพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันก็ได้ระบุไว้ว่า บรรดาเงินที่ส่วนราชการได้รับ เปึนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะได้รับตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ ให้ส่วนราชการที่ได้รับ เงินนั้นนําส่งคลังตามระเบียบหรือข้อบังคับที่รัฐมนตรีกําหนด เว้นแต่จะมีกฎหมายกําหนด เปึนอย่างอื่น เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ พระราชบัญญัติฉบับที่เราพิจารณาอยู่ก็ได้มีการ กําหนดเปึนอย่างอื่นนะครับ ตามมาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าน่าจะมีความกระจ่างต่อคําถามที่เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับที่เรากําลังมีการพิจารณา ทีนี้มาถึงคําถามอื่น ๆ ที่มีต่อปริมาณเม็ดเงินกู้นะครับ ก็มีการถามว่ากู้จากไหน จะมีผลต่อการแย่งสภาพคล่อง ของภาคเอกชนหรือไม่ ประชาชนจะเดือดร้อนจากเงินกู้หรือไม่ จะคืนเงินอย่างไรนะครับ เหล่านี้ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่มากนักในการที่จะให้คําตอบ กู้จากไหน
ประเด็นแรกนะครับ ในส่วนของทั้งพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติ เราก็ได้มีบทบัญญัติชัดเจนว่าเราจะกู้ยืมจากภายในประเทศเท่านั้น ที่มาของสาเหตุที่เรา กล้าที่จะยืนยันว่าเราจะกู้เงินจากในประเทศเท่านั้น ก็เพราะเราตระหนักว่า ณ ปัจจุบัน สภาพคล่องที่เขาเรียกกัน ก็คือมีเม็ดเงินในระบบเกินต่อความต้องการในการใช้ และเกิน ต่อความต้องการในการใช้ในปริมาณมหาศาลอีกต่างหาก กล่าวคือถ้ารัฐบาลไม่หยิบยก เม็ดเงินส่วนนี้มาใช้ เงินก็จะอยู่เฉย ๆ ไม่ถูกหยิบยกมาใช้เปึนประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่มีการหยิบยกมาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแต่อย่างใดนะครับ ในส่วนของ วิธีการว่าจะกู้จากธนาคารไหน อย่างไร จะมีใครได้ประโยชน์หรือไม่นะครับ ผมก็ต้อง ขอเรียนว่า ทางสํานักบริหารหนี้ก็มีกระบวนการวิธีการในการเข้าถึงแหล่งเงินที่มีความ โปร่งใสมีระบบ แล้วก็ผ่านการประมูลในทุกกรณี ไม่ว่าจะเปึนการกู้ยืมโดยตรงจากทาง ธนาคาร หรือจะเปึนการออกพันธบัตรก็แล้วแต่นะครับ ในส่วนของการแย่งสภาพคล่อง ของภาคเอกชน ผมขอเรียนลําดับแรกนะครับว่า โครงการการลงทุนทั้งหมดมีเม็ดเงินโดยรวมก็คือ ๑.๕ ล้านล้านบาท ส่วนที่จะมาจากเงินกู้นั้น ก็คือเกินครึ่งเล็กน้อย ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าโครงการการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ นั้นเปึนโครงการที่จะมีการเริ่มดําเนินการในป้ ๒๕๕๒ แล้วก็มีการ ดําเนินการต่อเนื่องป้ ๒๕๕๓ ป้ ๒๕๕๔ และป้ ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นการกู้ยืมเงินก็กู้ยืม ตามความจําเปึนในแง่ของการเบิกจ่าย ไม่ได้หมายความว่าถ้าท่านกรุณาผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ในวันนี้เราจะออกไปกู้ยืมเงินทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันพรุ่งนี้ คงไม่ได้ทํา เช่นนั้นแน่นอน ก็จะมีการแบ่งในแง่ของการเข้าถึงแหล่งเงินเปึนช่วง ๆ ไป ถ้าโดยเฉลี่ย ก็อาจจะสมมุติได้นะครับ ป้ ๒๕๕๒ ป้ ๒๕๕๓ ป้ ๒๕๕๔ ป้ ๒๕๕๕ ก็อาจจะแบ่งโดย เฉลี่ยประมาณป้ละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดเงินมากถึง ขนาดที่ท่านได้มีความกังวล นอกจากนั้นผมก็จะขอเรียนว่าสภาพคล่องที่ผมบอกว่า มีเงินล้นระบบนั้นมันก็มีแนววิธีการวัดที่แตกต่างกันนะครับ ตัวเลขพื้นฐานที่สามารถจะ หยิบยกมาใช้ได้ก็คือ นิยามเรื่องของสภาพคล่องเกินต่อความจําเปึนตามนิยามของทาง ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเปึนองค์กรอิสระ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยืนยันมา นะครับว่า ณ วันนี้สภาพคล่องในระบบมีสูงถึง ๑.๗ ล้านล้านบาท ก็คือเกินครึ่งความ ต้องการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของทางรัฐบาล ๑.๗ ล้านล้านบาท คือเม็ดเงิน ในระบบที่ ณ วันนี้ไม่มีใครต้องการที่จะใช้ รัฐบาลภายในช่วง ๓ ป้ ๔ ป้ข้างหน้าก็จะ หยิบยกเม็ดเงินประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมาจากส่วนนั้น ผลกระทบต่อเอกชน ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีมากนัก แล้วผมก็เรียนไปตั้งแต่เมื่อวานนะครับว่าภาคเอกชนโดยรวม เขาก็รอคอยนะครับว่า พวกเราจะพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ เพราะ เขาอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการที่จะลงทุน ถามว่าทําไม โครงการไทยเข้มแข็งโดย ส่วนใหญ่เปึนโครงการที่จะลงทุนโดยการว่าจ้างคนในประเทศแล้วก็ซื้อสินค้าทุนจาก ในประเทศ พูดง่าย ๆ นะครับ ท่านลองนึกภาพเอา มีเงินเหลือในระบบ ผมพูดไปแล้ว รัฐบาลหยิบเม็ดเงินนั้นขึ้นมา ลงทุนสมมุติในโครงการลาดยางถนน ก็มีการว่าจ้าง ก็จ้างงาน คนไทยนั่นละครับ แล้วมีการซื้อปูน ซื้อซีเมนต์ ซื้อหิน ซื้อยางมะตอย ล้วนแล้วแต่เปึนสินค้า ผลิตในประเทศทั้งนั้น เงินจากรัฐบาลก็จะมีการผันจ่ายไปสู่มือของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในธุรกิจ เหล่านั้นที่มารับจ้างที่จะช่วยงานลาดยางถนนเส้นนั้น พูดง่าย ๆ เงินมันไม่ได้หนีไปไหน สภาพคล่องในระบบมันอยู่เท่าเดิมครับ ประชาชนได้รับเงินก็ไปจับจ่ายใช้สอย สุดท้ายผู้ที่ รับเงินไปก็เอาเงินกลับเข้าไปฝากในธนาคาร เม็ดเงินมันไม่ได้หนีไปไหนนะครับ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของสภาพคล่องนั้นท่านก็ต้องทําความเข้าใจนะครับว่าสิ่งที่รัฐบาลทําก็เพียงแค่ หยิบเม็ดเงินขึ้นมาใส่กลับเข้าไปในระบบ พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จากการใช้เงินของ รัฐบาล ผู้ประกอบการมีรายได้ มีความเข้มแข็งสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยในส่วนของ ธุรกิจของเขาได้ ก็สร้างรอบหมุนในเศรษฐกิจ สภาพคล่องไม่มีปัญหา เมื่อเอกชนต้องการ ที่จะกู้ยืมเงิน เงินก็ยังอยู่ในระบบเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านไม่ต้องกังวลมาก นะครับในส่วนของสภาพคล่อง และไม่ต้องกังวลมากนักในส่วนของผลกระทบของการ กู้ยืมเงินของรัฐบาลต่อความสามารถของภาคเอกชนที่จะกู้ยืม เพราะประเด็นในแง่ของ ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน สาเหตุที่มันมีเงินเหลืออยู่ในระบบก็เพราะภาคเอกชนเขายัง ไม่ต้องการที่จะใช้เงิน หรืออีกส่วนหนึ่งก็เปึนเพราะในส่วนของธนาคารนั้นเขาประเมินว่า ภาคเอกชนมีความเสี่ยงเกินไปที่เขาจะปล่อยกู้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็หยิบเม็ดเงินนั้น เพราะรัฐบาลไม่มีความเสี่ยงในสายตาของทางธนาคาร แล้วก็เปึนคนที่จะเอาเงินไปให้ ภาคเอกชนเองนะครับ
ส่วนแนววิธีในการกู้ยืมในส่วนของรัฐบาลก็มีหลากหลายนะครับ จะเปึน การออกพันธบัตรระยะสั้น ระยะยาว จะเปึนการกู้ยืมโดยตรงจากธนาคาร และรัฐบาลก็มี แผนที่จะออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง ก็คือ พันธบัตรออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบันของพี่น้องประชาชน เราก็มีความตั้งใจนะครับว่าเราจะให้ โอกาสผู้สูงอายุที่จะเข้าถึงพันธบัตรไทยเข้มแข็งนี้ก่อน เนื่องจากผู้สูงอายุก็พึ่งพาอาศัย ดอกเบี้ยเปึนรายได้สําคัญ แล้วเราก็ตระหนักและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ฝาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุในสภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบันค่อนข้างต่ํานะครับ ถือว่าต่ํามาก ดังนั้นรัฐบาลก็จะถือโอกาสในโครงการการลงทุนไทยเข้มแข็งของทางรัฐบาลนั้น ในการที่จะ ช่วยเหลือประชาชนในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝากที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ความเดือดร้อนของ ประชาชนที่มาจากเงินกู้ ความจริงผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ชัดเจนแล้วเมื่อคืนนี้ ประเด็นข้อเท็จจริงนะครับ เวลาเราพูดถึง หนี้สาธารณะ มันไม่ได้เปึนภาระโดยตรงของทางประชาชน ถ้าไปถามพี่น้องประชาชน โดยทั่วไปว่า รู้หรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันรัฐบาลเปึนหนี้อยู่หรือไม่เปึน ผมคิดว่าส่วนใหญ่ ประชาชนไม่ได้รับทราบครับ และถึงเปึนหนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเขา ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไว้ด้วยซ้ําไปว่าพี่น้องโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร พี่น้อง ที่ยากจนโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีภาระหน้าที่ในการเสียภาษีด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้ว ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม จากการกู้ยืมของรัฐบาลนั้นไม่มี ประเด็นที่น่าเปึน ห่วงมากกว่าก็คือ ถ้ารัฐบาลไม่ลงทุน ถ้ารัฐบาลเข้ามาแล้วอยู่เฉย ๆ เพราะไม่กล้าเสี่ยง กลัวฝ์ายค้านอภิปรายหรืออะไรก็แล้วแต่ อยู่เฉย ๆ ไม่หยิบเม็ดเงินที่เหลืออยู่มาลงทุนนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผู้ประกอบการไม่มีธุรกิจ ประชาชนไม่มีงานทํา ภาระหนี้สินของ ประชาชนเองก็จะเพิ่มขึ้นโดยปริยาย ภาระหนี้สินของภาคเอกชนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และนั่น ก็คือความเดือดร้อนโดยตรงของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นเสมือนกับว่า ณ วันนี้ รัฐบาลรับภาระแทนพี่น้องประชาชน และรัฐบาลก็มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะแบก รับภาระนี้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว
ต่อคําถามว่าเงินที่กู้มานี้จะคืนอย่างไร ผมก็ขออนุญาตเรียนว่า เมื่อกู้ มาแล้ว เมื่อลงทุนแล้ว ผลตอบแทนที่จะกลับมาไม่ว่าจะในรูปของภาษี ไม่ว่าจะในรูปของ ความกระเตื้องทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ก็จะนําถึงโอกาสของรัฐบาลที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นใน อนาคต รัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะเจียดงบประมาณทุก ๆ ป้เพื่อชดใช้ในส่วนของดอกเบี้ยและ เงินต้น เปึนเรื่องปกติที่รัฐบาลก็ดําเนินการมาโดยตลอด และผมก็ยืนยันได้นะครับว่า ส่วนเม็ดเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งครั้งนี้ไม่ได้เปึนภาระที่รัฐบาล ไม่สามารถที่จะแบกรับ และเราก็มีแผนกําหนดไว้ชัดเจนว่าเราจะคืนเงินนี้อย่างไร ข้อสําคัญก็คือ เจ้าหนี้เราก็คือพี่น้องประชาชนคนไทยกันเองนั่นเองนะครับ เพราะเรากู้ยืมเงิน จากสถาบันในประเทศ เรากู้ยืมเงินเปึนบาท ไม่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันกับ เมื่อ ๑๑ ป้ที่แล้วที่ต่างชาติมาทวงหนี้จากเรา และเรามีปัญหาไม่มีเงินตราต่างประเทศ ที่จะไปคืนเขา
ในส่วนของคําถามนะครับว่า ทําไมถึงได้มีบทบัญญัติว่าพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในแง่ของอํานาจการกู้ยืมเงิน ระบุว่ากระทําได้ภายในกําหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่า เอ๊ะถ้าให้เวลาถึงป้ ๒๕๕๔ ก็แสดงว่า ไม่เร่งด่วน บางท่านอภิปรายว่า เอ๊ะถ้าบอกว่าทําได้ภายใน ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ เท่านั้น แล้วทําไมแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งถึงเรียกว่า ๒๕๕๕ ผมขออนุญาตเรียนเพื่อความ ชัดเจนนะครับว่า ที่บอกว่ากระทําได้ภายในกําหนด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ นั้นคือการกู้ยืมเงิน ของทางรัฐบาล ส่วนของการเบิกจ่ายนั้นเรายังทําต่อเนื่องหลังจาก ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ได้ และที่มาของการกําหนดวันเวลาก็คือ ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะสื่อว่า อํานาจนี้ที่เรากําลัง ขอจากท่านให้กับทางกระทรวงการคลังนั้นเปึนอํานาจที่มีช่วงเวลาที่จํากัด ไม่ได้เปึนการ ขออํานาจถาวรในการกู้ยืมเงิน ถ้าเราขาดประสิทธิภาพในการลงทุน ขาดประสิทธิภาพ ในการกู้ยืม ทําให้ล่วงเวลาไปเกินกว่า ๒๕๕๔ เราก็จะไม่สามารถที่จะหยิบยกกฎหมาย ฉบับนี้มาใช้ได้อีก พูดง่าย ๆ ก็เปึนการสร้างกรอบวินัยและเกณฑ์บังคับในแง่ของ แผนปฏิบัติการของทางรัฐบาล ส่วนในเรื่องของรายละเอียดประเด็นนี้ผมก็ต้องขอเรียน ในชั้นนี้ว่าเห็นใจเพื่อนสมาชิก พวกเราเวลาอภิปรายงบประมาณในชั้นหลักการก็มักจะ ร้องขอถึงรายละเอียดโครงการในทุก ๆ ครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนกันนะครับ ไม่ได้แตกต่าง แต่ผมจะขออนุญาตเรียนนะครับว่า การพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีขั้นตอน ตามปกติ คือหลังจากที่มีการลงคะแนนเสียงกันแล้ว ก็จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งรายละเอียดโครงการทั้งหมดก็มีความพร้อมที่รัฐบาลจะนําเสนอในชั้นกรรมาธิการให้ พิจารณาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเปึนรายละเอียดตามกระทรวง ไม่ว่าจะเปึนรายละเอียดตามจังหวัดนะครับว่า ในแต่ละจังหวัดจะได้รับเม็ดเงินเท่าใด เพราะฉะนั้นท่านสามารถที่จะพิจารณาใน รายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเปึนกรรมวิธีปกติอยู่แล้ว ในวันพรุ่งนี้เราจะพิจารณา งบประมาณ เราก็จะพิจารณากันในวาระหนึ่งซึ่งเปึนวาระหลักการ หลังจากนั้นก็ได้มีการ จัดตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเช่นเดียวกัน และพวกเราเช่นเดียวกันกับที่ทํามาทุก ๆ ป้ ก็จะสามารถที่จะพิจารณารายละเอียดงบประมาณตามกระทรวงได้ในชั้นกรรมาธิการ ในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้เหมือนกันครับ เรามาขออํานาจการกู้ แต่ขณะเดียวกัน เราก็เข้าใจว่าท่านก็อยากที่จะรับทราบในรายละเอียดว่ากู้ไปแล้วจะเอาเงินไปทําอะไร ผมขอยืนยันครับในชั้นกรรมาธิการท่านจะได้รับรายละเอียดนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นผมก็ เพียงแค่อยากที่จะขออนุญาตนะครับว่า ถ้าท่านกรุณาผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้กับทาง รัฐบาลนะครับ ประชาชน ณ โอกาสนี้ก็จะเห็นนะครับว่า นักการเมืองโดยรัฐสภาได้มี โอกาสในวันอาทิตย์ อาทิตย์นี้ซึ่งผมถือว่าเปึนอาทิตย์ประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจไทย ในการที่พวกเราในสภาแห่งนี้จะร่วมมือกับรัฐบาลในการที่จะฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและยกระดับ คุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอบพระคุณครับ