จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงความเข้าใจที่ไม่ตรงกับคำพูดของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายก่อนหน้านี้ โดยแถลงว่ากรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับอาชีวศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะยังไม่ได้กู้เงินและยังไม่ได้อนุมัติ แต่ขอให้ตรวจสอบและไม่ให้เกิดการทุจริต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกรณีที่ สกสค. คือ สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมี หน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สกสค. นั้นได้ดูแล ในเรื่องเงินกู้ของครูโดยเฉพาะ ช.พ.ค. (การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากร ทางการศึกษา) ซึ่งเป็นกรณีที่มีสมาชิกอยู่หลายแสนคนทั่วทั้งประเทศที่เป็นครู หมายความว่า เมื่อมีครูเสียชีวิต ก็จะหักเงินก้อนหนึ่งเข้ามารวมไว้ในกองทุนนี้ แล้วก็ถ้ามีครูคนใดเสียชีวิต ก็จะได้เงินจาก ช.พ.ค. ไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระผมมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่ขออนุญาตท่านประธานเพื่อชี้แจงทําความเข้าใจกับเพื่อน สมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้
ประเด็นแรก กรณีท่าน ส.ส. สุนัย จุลพงศธร ได้กล่าวถึงกรณีงานด้าน อาชีวศึกษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดซื้อครุภัณฑ์ตามพระราชกําหนดแล้วก็ พระราชบัญญัติที่เรากําลังจะกู้เงินที่สภากําลังพิจารณาอยู่นี้ ซึ่งความจริงก็ขอกราบเรียน กับท่านประธานครับว่า ท่านสุนัย จุลพงศธร ก็ไม่ได้พาดพิงกระผมโดยตรง เพียงแต่ได้ พาดพิงถึงงานด้านอาชีวศึกษา ซึ่งกระผมได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการท่านหนึ่งเปึนผู้ดูแลกํากับงานด้านอาชีวศึกษา คือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เปึนผู้รับผิดชอบกํากับดูแลงานด้าน อาชีวศึกษา อย่างไรก็ตามวันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับ มอบหมายจากกระผมให้เดินทางไปรับเสด็จ ท่านก็เลยไม่มีโอกาสมาชี้แจง ก็ขออนุญาต ทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกครับว่า มีหนังสือร้องเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีกับ ร้องเรียนมาที่กระผมจริง กรณีของการจัดซื้อครุภัณฑ์ของอาชีวศึกษาตามพระราชกําหนด กับพระราชบัญญัติที่เราจะกู้เงินนี้ แต่ว่ากรณีการจัดซื้อยังไม่ได้เกิดขึ้นนะครับ เพราะว่า เรายังไม่ทันได้กู้ เม็ดเงินก็ยังไม่มีนะครับ เพราะว่าสภาก็ยังไม่ได้อนุมัติเพิ่งเห็นชอบ พระราชกําหนดไปเมื่อวานเท่านั้นเอง แต่ว่าอย่างไรก็ตามประเด็นนี้ก็เปึนประเด็นที่กระผม ต้องขอเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกให้ได้รับความสบายใจว่า เมื่อกระผมได้รับ หนังสือร้องเรียนนี้ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับหนังสือ ร้องเรียนเช่นเดียวกันครับ แล้วก็ท่านก็ได้รายงานให้กระผมทราบเบื้องต้นว่า ท่านได้สั่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ขณะเดียวกันเมื่อกระผมรับทราบจากหนังสือ ร้องเรียนฉบับนี้ก็ได้สั่งการไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เรียบร้อยแล้วว่าขอให้กํากับดูแลเรื่องนี้อย่าให้มีการทุจริต และขอให้ รายงานผลให้กระผมทราบด้วยกรณีของการตรวจสอบนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่กระผมได้ สั่งการไป อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้ติดตามเรื่องนี้แล้วก็ขอบคุณ สภาที่ได้กรุณาติดตามเรื่องนี้ กระผมอยากฝากให้เพื่อนสมาชิกและสภาช่วยติดตามด้วย ทุกฝ้ก้าว กระผมเองกราบเรียนกับท่านประธานเลยครับว่า กระผมไม่ประสงค์อยากเห็น การทุจริตใด ๆ เกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะในยุคที่ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ภายใต้ความร่วมมือของสภากระผมยินดีให้ความร่วมมือนะครับ แล้วก็ต้องการให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันตรวจสอบด้วยนะครับ แล้วก็ถ้าพบว่ามีการทุจริตใด ๆ กระผมจะดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ของกระผมเหมือนกับที่กระผมได้เคยกราบเรียนต่อ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปนะครับ นี่คือประการแรกที่ขออนุญาตเรียนเบื้องต้น
ประการที่ ๒ กรณีท่าน ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล ได้อภิปรายถึงกรณีที่ สกสค. คือ สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมี หน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สกสค. นั้นได้ดูแล ในเรื่องเงินกู้ของครูโดยเฉพาะ ช.พ.ค. (การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากร ทางการศึกษา) นะครับ ซึ่งเปึนกรณีที่มีสมาชิกอยู่หลายแสนคนทั่วทั้งประเทศที่เปึนครู หมายความว่าเมื่อมีครูเสียชีวิตก็จะหักเงินก้อนหนึ่งเข้ามารวมไว้ในกองทุนนี้ แล้วก็ถ้ามีครูคนใดเสียชีวิตก็จะได้เงินจาก ช.พ.ค. ไป เปึนเงินปัจจุบันประมาณ ๖๙๐,๐๐๐ บาท ถ้าครูคนใดเสียชีวิตก็จะได้เงินจาก ช.พ.ค. ไปในจํานวนนี้ ท่านเจริญ จรรย์โกมล ได้อภิปรายว่า เดิม สกสค. นั้นได้ประสานงานโดยการปล่อยกู้ให้กับสมาชิก ช.พ.ค. ที่เปึนเพื่อนครูจํานวนรายละไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประสานงานกับธนาคารออมสินไปตกลงกันว่า จะเพิ่มยอดกู้ให้กับครูจาก ๒๐๐,๐๐๐ บาท เปึน ๖๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ขณะเดียวกันเกิดปัญหาก็คือ ที่ท่าน ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล ได้อภิปรายปรากฏว่ามีการหักเงินจากวงเงินกู้ ๖๐๐,๐๐๐ บาท รายละ ๓๗,๕๐๐ บาท เปึนค่าประกันชีวิต คือบังคับให้ครูทุกคนที่กู้เงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ต้องทําประกันชีวิต ขณะเดียวกันก็มีการหักเงินอีก ๑๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วครูก็จะถูกหัก เงินประมาณเกือบ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเรื่องนี้ท่านเจริญ จรรย์โกมล อภิปรายว่าจะปล่อยไปอย่างนี้หรือ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการปล่อยไปได้อย่างไร ก็ขอกราบเรียนกับท่านประธานและท่าน ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล ว่าขอให้ได้รับความสบายใจ ว่าทันทีที่กระผมทราบเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระผมไม่ได้ปล่อยเรื่องนี้ไปเลยครับ แล้วก็ได้เชิญรองเลขาธิการ สกสค. เพราะวันนั้น เลขาธิการไม่อยู่ไปราชการต่างจังหวัด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากระผมได้เชิญรองเลขาธิการ สกสค. และคณะมาชี้แจงว่า ทําไมจึงต้องมีการบังคับทําประกันชีวิต ๓๗,๕๐๐ บาท และเหตุใดจึงต้องมีการบังคับหักเงินอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับคําชี้แจงเบื้องต้นว่า ที่บังคับทําประกัน ๓๗,๕๐๐ บาท นั้นเปึนเงื่อนไขที่ไปตกลงไว้กับธนาคารออมสินว่า ถ้าธนาคารออมสินจะปล่อยกู้ให้ครูเพิ่มขึ้นจาก ๒๐๐,๐๐๐ บาท เปึน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ต่อรายนั้นจะต้องมีการทําประกันชีวิตไว้ด้วย โดยทําด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อนครูหรือ ทายาทของครู เพราะว่าถ้าสมมุติว่าครูเสียชีวิต ครูก็จะได้รับเงิน ๖๙๐,๐๐๐ บาท แต่เนื่องจากมีหนี้อยู่ ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นจะเหลือเงินแค่ ๙๐,๐๐๐ บาท สําหรับ ที่จะยกให้กับทายาท ก็เลยเปึนห่วงทายาทว่าจะได้รับเงินน้อยแค่ ๙๐,๐๐๐ บาท ก็เลย บังคับให้ทําประกัน ๓๗,๕๐๐ บาท เพราะถ้าทําประกัน ๓๗,๕๐๐ บาท ก็จะได้เงินเอา ประกัน ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นก็จะได้มารวมกันแล้วจะได้เปึน ๖๙๐,๐๐๐ บาท เหมือนเดิม ท่านชี้แจงกระผมโดยประมาณอย่างนี้ แต่กระผมก็ถามไปเหมือนกันว่า แล้วทําไมถึงจะต้องไปบังคับ ถ้าสมมุติว่าเพื่อนครูเขาบอกว่าไม่ต้องห่วงทายาทของเขา เขาพร้อมที่จะให้ทายาทเขาได้แค่ ๙๐,๐๐๐ บาท และเขาไม่ต้องการจ่ายเงิน ๓๗,๕๐๐ บาท จะเป่ดเปึนทางเลือกได้หรือไม่ ไม่บังคับได้หรือไม่ การบังคับก็ทําให้เพื่อนครูที่เขาไม่อยากเปึน เขาก็ร้องเรียนเข้ามา ที่ไม่อยากทําประกันจะไปบังคับเขาเพื่ออะไรเพราะอะไร ขอให้ไป เตรียมการชี้แจงเหตุผลมา และจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้หรือไม่ จะแก้โดยวิธีใด รวมทั้ง การบังคับหักอีก ๑๐,๐๐๐ บาทด้วยเปึนค่าอะไร หักทําไม ทําไมต้องหัก ทําไมถึงไม่เป่ด โอกาสให้เขากู้ ๖๐๐,๐๐๐ บาท และเขาก็กู้ได้แล้วไม่ต้องทําประกันใด ๆ อันนี้เขาก็รับไปครับ แล้วก็บอกว่าภายในสัปดาห์นี้เขาจะชี้แจงกับกระผมว่าที่สุดจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้หรือไม่ ในลักษณะไหน อย่างไร ขณะเดียวกันกระผมกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า โดยนโยบายของกระผมที่ท่านเจริญ จรรย์โกมล อภิปรายเมื่อสักครู่ว่า การที่ไปเป่ดโอกาสให้ครูกู้เพิ่มจาก ๒๐๐,๐๐๐ บาท เปึน ๖๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับเปึนการส่งเสริมการสร้างหนี้ให้กับครูใช่หรือไม่ ความจริงคําถามนี้ กระผมก็ถามกับ สกสค. ไปเหมือนกันครับ เพราะว่าขอกราบเรียนว่า โดยนโยบายของ กระผมนั้นกระผมต้องการแต่เพียงต้องการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินที่ครูมีอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือว่า ถ้าครูคนใดมีหนี้สินอยู่ เช่น ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท เราต้องการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครู นั่นก็คือว่าให้ครูเขาเปลี่ยนหนี้จากนอกระบบ หรือหนี้ใดก็ตามที่ดอกแพงมาเปึนหนี้ใหม่ที่มีดอกถูกกว่า แล้วก็นําไปสู่การลดเงินต้น นําไปสู่การลดดอก หรือนําไปสู่การยืดระยะเวลาการชําระหนี้ หรือนําไปสู่การยืด ระยะเวลาชําระดอก หรือพักการชําระดอก นั่นคือนโยบาย แต่ว่ากรณีของการไป เป่ดโอกาสให้เพื่อนครูได้กู้เพิ่มนั้นมันจะเปึนการสวนนโยบายหรือไม่ และเปึนการส่งเสริม การสร้างหนี้ให้กับครูหรือไม่ ซึ่ง สกสค. ก็ชี้แจงกับกระผมว่าที่เขาทําอย่างนี้เพราะไปทําการ สํารวจ แล้วปรากฏว่าเพื่อนครูส่วนใหญ่อยากเพิ่มวงเงินกู้ ก็เลยเปึนที่มาที่เขาได้ไป ทําสัญญา แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่ากระผมจะรับฟังทั้งหมดนี้แล้วก็จะเปึนที่ยุตินะครับ สัปดาห์นี้เขาจะต้องนําคําชี้แจงทั้งหมดที่เปึนคําถามของกระผม รวมทั้งคําถามของ เพื่อนสมาชิกในสภามาตอบกับกระผมด้วย และจะต้องมีเหตุผล ไม่เช่นนั้นกระผมก็คง จะต้องดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าที่กระผมมีอํานาจในการที่จะปรับปรุงแก้ไขให้ เปึนไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม และที่ควรจะเปึนต่อไป โดยคํานึงถึงประโยชน์ สูงสุดขององค์กร ของกระทรวง และของเพื่อนครูเปึนสําคัญ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะ กราบเรียนชี้แจงทําความเข้าใจเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้รับความสบายใจว่ากระผมได้ ติดตามและให้ความสําคัญกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
มีอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ขออนุญาตชี้แจงทําความเข้าใจ ก็คือเพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งเปึนห่วงในเรื่องของคุณภาพ คือท่าน ส.ส. ขยัน วิพรหมชัย ซึ่งท่านได้อภิปราย ในเรื่องของการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก รวมทั้งในระดับต่าง ๆ เพื่อต้องการให้เห็น การศึกษานั้นมีคุณภาพมากขึ้น แล้วเด็กก็จะได้ไม่จําเปึนจะต้องย้ายจากชนบท เพราะ โรงเรียนมีคุณภาพแล้วเข้ามาเรียนในเมืองทั้งหมด เพราะมีแต่โรงเรียนในเมืองเท่านั้น มีคุณภาพ ซึ่งขออนุญาตกราบเรียนว่าแนวความคิดของท่าน ส.ส. ขยัน วิพรหมชัย นั้น ก็ตรงกับแนวความคิดของกระทรวงศึกษาธิการ และตรงกับนโยบายที่กระผมได้ ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ ขออนุญาตเรียนว่ากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายต้องการที่จะ ทําให้โรงเรียนทั้งหมดที่มีอยู่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่แน่นอนขณะนี้ต้องยอมรับ ความจริงว่าคุณภาพของโรงเรียนมีหลายระดับ มีทั้งโรงเรียนที่มีคุณภาพระดับสูง ระดับกลาง แล้วก็ระดับที่จําเปึนจะต้องมีการปรับปรุงโดยเร่งด่วน แต่ว่าโดยนโยบาย เราต้องการปรับคุณภาพทั้งหมด เพราะฉะนั้นขณะนี้จึงมีเปัาหมายชัดเจนครับ ว่าเราจะมี การดําเนินการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทุกระดับ เริ่มต้นตั้งแต่ระดับสูงที่สุดมีประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ โรงเรียน ที่กระทรวงศึกษาธิการถัดจากนี้ไปจะปรับปรุงคุณภาพให้เดินหน้า ไปสู่มาตรฐานระดับสากล ระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเปึนการพัฒนาทางด้านกายภาพ คือ สถานที่เรียนตึกราม อาคาร เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ห้องแล็บ (Lab) ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งในเรื่องของการที่เราจะเน้นการพัฒนาห้องสมุด ซึ่งเปึนแหล่งเรียนรู้ ไม่ใช่พัฒนา เฉพาะ ๒๐๐-๓๐๐ โรงเรียน จะพัฒนาโรงเรียนในหลายระดับที่จะต้องมีห้องสมุด ๓ ดี ที่เปึนนโยบายที่กระผมกําหนดไว้ แล้วก็มีแล้วครับ เงินอยู่ในพระราชกําหนดและ พระราชบัญญัติที่ท่านจะอนุมัตินี่ครับ ถ้าท่านเห็นชอบเราจะทําห้องสมุด ๓ ดี ในสถานศึกษาในหลายระดับ ๓ ดีที่ว่า คืออะไรครับ
๑. เราจะต้องมีหนังสือดีในห้องสมุด
๒. จะต้องมีบรรยากาศดีในห้องสมุดที่ส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมการเรียนรู้ แล้วก็
๓. จะต้องมีบรรณารักษ์ดี ไม่ใช่เดินเข้าห้องสมุด บรรณารักษ์ดูเราตั้งแต่หัว จรดเท้า กลัวเข้าไปขโมยหนังสือ กลัวว่าเราจะไปทําหนังสือเขาขาด ยืมก็ไม่ได้ จับนิด จับหน่อยก็มีปัญหา ต่อไปนี้ห้องสมุด ๓ ดีจะต้องไม่เปึนอย่างนั้นในทางนโยบาย แล้วก็ได้ มีการจัดเตรียมไว้แล้วว่า เราจะทําห้องสมุด ๓ ดีให้เกิดขึ้นเปึนมิติใหม่ของห้องสมุด ในสถานศึกษาของประเทศไทยของเรา อันนี้ก็จะเปึนตัวอย่าง
นอกจากนั้นก็จะมีการพัฒนาครู การพัฒนาครูนั้นเราจะทําทุกระดับ ไม่ใช่ทํา ๑๐,๐๐๐ คนป้นี้ ป้หน้า ๒๐,๐๐๐ คน ครูประเทศไทยมี ๕๐๐,๐๐๐ คน ๒๐ ป้ก็ยังพัฒนา ไม่จบ แต่เราจะทําพร้อมกันทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็จะพัฒนาทั้งครูใหญ่ แล้วก็ครูน้อย ครูใหญ่คือผู้อํานวยการ ผู้บริหาร ก็จะมีการพัฒนาครบทั้งหมดภายในป้นี้ ขณะเดียวกัน ครูน้อยครูผู้สอนก็จะมีการพัฒนารายวิชา กลุ่มครูวิทยาศาสตร์ กลุ่มครูคณิตศาสตร์ กลุ่มครูสังคม กลุ่มครูภาษาอังกฤษ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มครูภาษาไทย อันนี้ก็คือสิ่งที่ได้วางไว้ แล้วก็มีการจัดเงินงบประมาณอยู่ในพระราชกําหนด พระราชบัญญัติที่ได้ดําเนินการไว้นี้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน หลักสูตรเราก็จะมีการปรับปรุงพัฒนาในป้หน้า จะมีการใช้หลักสูตรใหม่ในการเรียนการสอนในระดับ สพฐ. แล้วก็ขณะเดียวกันเราจะใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการที่จะช่วยให้มีการสอนทางไกลสําหรับโรงเรียนที่ครู ไม่ครบชั้น เช่น ในชนบทไกล ๆ บางโรงเรียน มีตั้งแต่ชั้น ป. ๑ ถึงชั้น ป. ๖ ๖ ชั้นเรียน แต่มีครูแค่ ๓ คน เพราะฉะนั้นครู ๑ คน ก็เลยต้องสอน ป. ๑ กับ ป. ๒ ๑ คน สอน ป. ๓ กับ ป. ๔ ๑ คน สอน ป. ๕ กับ ป. ๖ ๑ คน ในที่สุดคุณภาพเด็กจะหวังให้ดีนี่ยาก แต่เพราะเราขาดแคลนทรัพยากรครู แล้วก็หาครูเข้าไปสอนก็ไม่ได้ บางโรงเรียนสอน ไม่ตรงวิชาเอก เอาครูพลศึกษาไปสอนภาษาอังกฤษ เอาครูภาษาไทยไปสอนวิทยาศาสตร์ ในที่สุดก็เลยทําให้คุณภาพของเด็กด้อยลงมา เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วย นั่นก็คือว่าจะมีการต่อยอดโรงเรียนวังไกลกังวล ถ่ายทอดจากโรงเรียนวังไกลกังวลไปยัง โรงเรียนที่ด้อยคุณภาพ ที่ยังขาดครูในจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกล ทั่วทั้งประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อันนี้ก็คือแนวทางที่ได้กําหนดไว้ แล้วล่าสุดที่อยากกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า วันนี้เมื่อสักครู่นี้คณะรัฐมนตรีเพิ่งมี มติอนุมัติ ๙,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับทําอะไรครับ สําหรับพัฒนาคุณภาพโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาทั้งโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งมีตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ป. ๖ บวก ม. ๑ ถึง ม. ๓ แล้วก็ โรงเรียนระดับมัธยมที่มีตั้งแต่มัธยมต้นจนกระทั่งถึงมัธยมปลายทั้งประเทศ โดยจะพัฒนา ทั้งครู ทั้งด้านกายภาพ ทั้งด้านเทคโนโลยี แล้วก็ทั้งทางด้านนักเรียน แล้วก็การบริหาร จัดการเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนทั้งระบบในระดับมัธยมให้สูงขึ้นภายใน ระยะเวลาป้ ๒๕๕๕ โดยตั้งเปัาหมายว่าต่อไปนี้เราจะทําให้เด็กมีผลการสอบโอเน็ต ในกลุ่ม ๕ สาระหลักเปึนอย่างน้อย คือ ๑. ภาษาอังกฤษ ๒. วิทยาศาสตร์ ๓. คณิตศาสตร์ ๔. วิชาสังคม และ ๕. ภาษาไทยที่เด็กเราอ่อนอยู่ทุกวันนี้ได้คะแนนเฉลี่ย ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการสอบโอเน็ตภายในป้ ๒๕๕๕ จะต้องทําให้เขาได้คะแนนเฉลี่ย รวมกันไม่ต่ํากว่า ๕๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็คือเปัาหมาย แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปแล้ว ในเช้าวันนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานก็คือเราเห็นความสําคัญ ของการพัฒนาคุณภาพ อย่างน้อยที่สุดต่อจากนี้ ๒๐๐–๓๐๐ โรงต้องได้รับการพัฒนาไป เปึนโรงเรียนระดับมาตรฐานสากลและในระดับอําเภอทุกอําเภอจะต้องมีอย่างน้อย ๑ โรงเรียน ที่เปึนโรงเรียนที่ได้ระดับมาตรฐานมีทุกอย่างครบถ้วนทั้งในเรื่องเครื่องไม้ เครื่องมือ ในเรื่องกายภาพ การพัฒนาครู รวมทั้ง ๆ อื่น และที่กระผมขออนุญาตเพิ่มเติม กับท่านประธานก็คือว่าภายใต้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลชุดนี้ถัดจากนี้ไป เราจะไม่ทําแค่ระดับชาติ ระดับอําเภอแล้วครับ จะต้องลงไปถึงระดับตําบลถัดจากนี้ไป เงินงบประมาณที่ท่านจะอนุมัติในพระราชกําหนดที่ท่านอนุมัติไปเมื่อวานและ พระราชบัญญัติที่จะอนุมัติวันนี้รวมทั้งพระราชบัญญัติงบประมาณที่กําลังจะพิจารณา วันที่ ๑๗ วันที่ ๑๘ ที่จะถึงนี้ คือพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ เราจะดําเนินการเดินหน้าสร้างโรงเรียน ๓ ดีระดับตําบล อย่างน้อย ๑ ตําบลจะต้องมีโรงเรียนดี ๑ โรงที่มีศักยภาพมีคุณภาพ ครบถ้วนเพื่อให้เด็กในตําบลได้มีโอกาสเข้ามาเรียน จะได้ไม่ต้องไปอําเภอ จะได้ไม่ต้องไป จังหวัด จะได้ไม่ต้องออกันเข้ามากรุงเทพฯ นี่คือนโยบายแล้วก็จะทํา เพราะได้มี การเตรียมเงินงบประมาณทั้งหมดไว้แล้ว อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนต่อ ท่านประธานถึงแนวทางทิศทางในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ
สุดท้ายครับ มีประเด็นที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายเปึนห่วงเรื่อง ครูวิทยาศาสตร์ขาดแคลน อยากให้เร่งการพิจารณาพัฒนาและก็ผลิตครูรุ่นใหม่ ก็ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าไม่เฉพาะครูวิทยาศาสตร์ที่เปึนนโยบายต่อ จากนี้ไปมันมีครูที่ขาดแคลนอยู่อย่างน้อย ๕ สาขา คือวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม ภาษาไทย แล้วก็ภาษาอังกฤษที่ต้องได้รับการพัฒนา ขณะเดียวกันเราจะมีการดําเนินการ ผลิตครูรุ่นใหม่เหมือนที่เพื่อนสมาชิกให้ความเห็นเมื่อสักครู่เรียกว่าครูพันธุ์ใหม่ ครูพันธุ์ใหม่ ที่ว่าจะเปึนการเร่งผลิตอย่างน้อยครูวิทยาศาสตร์ ครูคณิตศาสตร์ ครูภาษาอังกฤษ ที่เราขาดแคลน ครูพันธุ์ใหม่ที่ว่าคืออะไรครับ จะมี ๓ ลักษณะครับ ครูพันธุ์ใหม่ รูปแบบที่ ๑. ก็คือครูที่เราจะรับเด็กนักศึกษาที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายแต่มีผลการเรียนดี เช่น อาจจะต้อง ๓ ขึ้นไป ๓.๒๕ ขึ้นไป เปึนต้น หรือเท่าไรกรรมการเขากําลังดูกันอยู่ แล้วก็เมื่อเขามีผลการเรียนดีเราจะรับเข้ามาโครงการครูพันธุ์ใหม่เขาต้องมีการเรียน ๕ ป้ ตลอดระยะเวลานั้น ผลเวลาจบเขาจะต้องจบไม่ต่ํากว่า ๒.๗๕ ไม่ต่ําว่า ๓ หรือไม่ต่ํากว่า ๓.๒๕ ด้วย เพื่อเขาจะได้เปึนครูพันธุ์ใหม่ตามที่เราตั้งเกณฑ์ไว้ว่าต้องทั้งเก่งทั้งดี และเมื่อ เขาเรียนจบ เขาจะมีหลักประกันข้อหนึ่งครับว่าอย่างน้อยที่สุดเขาจะต้องได้รับการบรรจุ เปึนครู นี่ก็คือทิศทางการสร้างครูพันธุ์ใหม่ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ หรือรูปแบบที่ ๒ นักวิทยาศาสตร์ คนที่เขาจบวิทยาศาสตร์มาแล้ว คนที่เขาจบคณิตศาสตร์เขาเปึนวิศวกร เขาเปึนสถาปนิก เขาเปึนนักฟ่สิกส์ เปึนนักเคมี เรียนจบแล้วแต่ประสงค์จะมาเปึนครู เรียกว่าโครงการ ๔ บวก ๑ คือเขาจบแล้วเขาจะมีโอกาสเข้ามาอบรมวิชาการเรียน การสอนวิชาครู ๑ ป้ครับ และเรากําหนดเกณฑ์ไว้ว่า ถ้าเขาผ่านเกณฑ์ระดับนี้เขาสามารถ ที่จะเข้าโครงการครูพันธุ์ใหม่ได้และจะมีหลักประกันคือจะได้รับการบรรจุเข้าไปเปึนครู สุดท้ายรูปแบบที่ ๓ ก็คือว่ามันจะมีบางพื้นที่ที่ไม่ว่าครูใดก็ไม่อยากจะไปเรียนไม่อยากจะ ไปสอน เช่น พื้นที่ห่างไกล พื้นที่บนภูเขาสูง ท่านสุนัยครับ