สันติ พร้อมพัฒน์ หารือเรื่องการปรับโครงสร้างของขนส่งมวลชน และเสนอแนะว่ามีวิธีการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ นอกเหนือจากการเช่าหรือการซื้อ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส รันเวย์ (Runway) ที่ 3 และเรียกร้องการตรวจสอบและเรียกเก็บเงินจากผู้เช่าพื้นที่ที่เกินสัญญา
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สันติ พร้อมพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยนะครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ได้กล่าวพาดพิงถึงผม ในเรื่องของรถ เอ็นจีวี นะครับ ในเรื่องของรถ เอ็นจีวี ท่านได้บอกว่าโครงการรถ เอ็นจีวี นั้น เปึนเรื่องของรัฐบาลก่อนนะครับ ท่านเองเมื่อท่านมาเปึนรัฐมนตรีอยู่รัฐบาลนี้ท่านก็ได้ให้ ความกรุณามาทําเรื่องนี้ต่อนะครับ ถ้าความหมายเปึนอย่างนั้นผมไม่ขึ้นมาชี้แจงก็จะ ทําให้เกิดความเสียหายนะครับ ก็คงต้องกราบเรียนท่านประธานว่า โครงการเรื่องรถ เอ็นจีวี ก็เรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องการปรับโครงสร้าง ขสมก. ก็เปึนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านประธานคงจําได้ว่าในสมัยของรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช นั้น ผมเปึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีท่านทรงศักดิ์ ทองศรี เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการ ในสมัยนั้น ก็ถูกเจาะจงนะครับว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการนั้นจะขอดู ขสมก. และการท่าอากาศยาน ถ้าไม่ได้ดู ๒ หน่วยงานนี้ก็มีปัญหามากมาย หลังจากนั้นท่านทรงศักดิ์ ทองศรี ได้พ้นไปนะครับ ก็มาเปึนสมัยของ ท่านโสภณ ซารัมย์ เปึนรัฐมนตรีช่วยผม ซึ่งก็ยังยืนยันขอดู ขสมก. และ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยนะครับ ดังนั้นโครงการรถ เอ็นจีวี หรือการฟุ๋นฟู ขสมก. ก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยท่านสมัคร สุนทรเวช แน่นอนที่สุดนะครับ การจะต้องแก้ไขฟุ๋นฟู ปรับโครงสร้าง ขสมก. ซึ่งประกอบการขาดทุนมาถึงประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วมาถึงปัจจุบันก็คง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขก็คงจะต้องเกิด ปัญหาแน่นอน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของ ขสมก. นั้นจึงเปึนสิ่งจําเปึน แล้วก็ในขณะเดียวกันนั้น ขสมก. ได้หารือกับสภาพัฒน์ไปล่วงหน้าแล้วถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา โดยทางสภาพัฒน์ และ ขสมก. ได้มีความเห็นว่าควรจะเช่ารถ เอ็นจีวี ซึ่ง เอ็นจีวี ในช่วงนั้นราคาก็ต่ํามาก ก็น่าจะเปึนหนทางหนึ่งที่จะสามารถที่จะไปเยียวยาแก้ปัญหาของ ขสมก. ได้ ซึ่งผมเองนั้น ในเรื่องของการเช่ารถนั้นก็ยังไม่ได้เห็นด้วย แต่เห็นด้วยในกรณีของการฟุ๋นฟูแก้ไขปัญหา ของ ขสมก. ในเมื่อมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกันนักนะครับ ก็ได้นําเรื่องการฟุ๋นฟู ขสมก. นั้น ไปเข้า ครม. เพื่อให้ ครม. เปึนผู้พิจารณาชี้ขาดนะครับ ในสมัยท่านสมัคร สุนทรเวช เปึน นายกรัฐมนตรีนั้น ท่านก็ให้ความกรุณานะครับ ท่านก็ได้สรุปใน ครม. ว่า ส่งกลับไปให้ สภาพัฒน์พิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง และในขณะเดียวกันนะครับ ก็ได้ตั้งให้ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เปึนประธานไปกํากับไปดูแลให้เกิดความโปร่งใสที่เปึนไปได้ และมีความจําเปึนกับ ขสมก. นะครับ ก็มีการประชุมกันหลายครั้งนะครับ โดยความเห็น ของสภาพัฒน์มาโดยตลอดนะครับ ในเรื่องของการเช่า แล้วก็หลังจากนั้นผมและรัฐบาล ก็ได้พ้นหน้าที่ออกมานะครับ จากการสรุป จาก ๖,๐๐๐ คัน เปึน ๔,๐๐๐ คัน ซึ่ง ครม. เอง ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นด้วย แต่เห็นด้วยในเรื่องของการปรับปรุง ปรับโครงสร้างของ ขสมก. และในระหว่างที่มีการพิจารณาของสภาพัฒน์และท่าน พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ นั้น ก็ได้รับคําร้องเรียนมามากมาย ไม่ว่าจะเปึนผู้ประกอบการต่อรถบ้านโป์ง ราชบุรี หรือที่โคราช มีครั้งหนึ่งนะครับ ผู้ประกอบการคิดว่าโครงการนี้ผมเปึนต้นเรื่องนะครับ ได้มาบอกว่าเขารับไม่ไหว มีคนไปเรียกร้องเงินทองคันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอต่อรอง เปึน ๕๐๐,๐๐๐ บาทได้ไหม ผมบอกว่าใครเปึนคนไปเรียกร้องให้บอกมาให้เอาชื่อมา หรือเรียกมาคุยกันหน่อย เขาก็ไม่กล้าบอกเพราะว่ากลัวจะเดือดร้อน และหลังจากนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นนะครับ เรื่องรถ เอ็นจีวี ก็ได้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองก็ชื่นชมท่านนะครับ ที่ท่านนั้นได้ ส่งกลับไปให้สภาพัฒน์ดูให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง นั่นแสดงว่าท่านเห็นความไม่ชอบมาพากล แต่ผมขอกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่า สภาพัฒน์เปึนต้นเรื่องเรื่องนี้มาโดยตลอดนะครับ แล้วขณะนี้สภาพัฒน์ก็ไปเปึนประธาน การบินไทยไปเปึนอะไรมากมาย ผมไม่ทราบว่าผลประโยชน์หรือความเที่ยงตรงนั้น ทับซ้อนกันหรือเปล่านะครับ ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดส่งกลับมาที่สภาพัฒน์ก็เหมือนรัฐบาล ที่แล้วนะครับ ก็มาเหมือนเดิมนะครับว่าเช่าดีกว่าซื้อ ซึ่งผมยังเห็นว่ายังมีวิธีการอื่นที่ สามารถที่จะแก้ไขปัญหาของเงิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ ขสมก. ประกอบการขาดทุนได้ ยังมีวิธีการอื่นอีกมากมาย นอกเหนือจากการเช่าหรือการซื้อ เพราะว่าการเช่าหรือการซื้อนั้น เปึนภาระกับรัฐบาลเปึนอย่างมาก ซึ่งสํานักงบประมาณก็แย้งตลอดว่าการเช่าหรือการซื้อ เปึนภาระกับงบประมาณแผ่นดินนะครับ นี่เรื่องหนึ่งนะครับว่าจากที่บอกว่าโครงการนี้เปึน ของรัฐบาลก่อนไม่ใช่นะครับ โครงการนี้เปึนของรัฐมนตรีช่วย ซึ่งได้รับมอบหมายงานนี้ไปแล้ว ขณะนี้ท่านมาเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านก็ดําเนินของท่านไป แต่ผมนั้น ในสมัยนั้นก็ยังไม่เห็นพ้องด้วยในเรื่องของการเช่า แต่เพียงแต่เห็นพ้องด้วยที่ส่งเรื่องเข้า ครม. ไปนั้น ก็เปึนเรื่องการปรับปรุงฟุ๋นฟู ขสมก. ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. กู้เงินฉบับนี้นั้นก็ต้องบอกว่าข้างในมีปัญหามากมาย อย่างเช่น มีการบอกว่าจะกู้เงินไปทํา รถไฟฟัาสายสีม่วง รถไฟฟัาสายสีม่วงนั้นมีเงินกู้พอเพียงอยู่แล้ว พอเพียงอยู่แล้ว แต่ว่ามัน เกิดความไม่ชอบมาพากลนะครับ อย่างที่ท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขออภัยที่ต้อง เอ่ยนามท่าน ท่านได้อภิปรายที่สภานี้หลายครั้งว่างบประมาณในสัญญาแรก โครงการ ก่อสร้างในสัญญาแรกนั้น เปึนเงิน ๑๑,๖๐๐ ล้านบาทเท่านั้น สัญญาที่ ๑ นะครับ แต่ว่า ผู้รับเหมาได้ยื่นราคามาและบอร์ดของ รฟม. (การรถไฟฟัาขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ได้อนุมัติราคาไปที่ ๑๔,๙๘๐ ล้านบาท ซึ่งผมทราบว่าทาง รฟม. ได้รับแรงกดดัน อย่างมากนะครับ และเมื่ออาทิตย์ก่อน อาทิตย์ที่ผ่านมานะครับ ก็ได้เป่ดซองที่ ๒ จริง ๆ แล้วงบประมาณก่อสร้างในสัญญาที่ ๒ นั้น ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ผู้รับเหมาได้ยื่นซองมาในราคา ๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท และได้ต่อรองเหลือประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกินนะครับ เงินเหล่านี้ใช่ไหมที่ พ.ร.บ. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังนี้จะเอาไปโปะตรงนั้นนะครับ ซึ่งเกินกว่างบประมาณ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ยังมีการปรับปรุงก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส รันเวย์ (Runway) ที่ ๓ นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อันที่จริงแล้วเงินอันนี้ไม่ต้องใช้ เพราะว่าการท่าอากาศยานนั้นถ้าไปดูแล ผลประโยชน์ของการท่านี่ให้รัดกุมรอบคอบ มีเงินเกิน มีเงินเหลือที่จะสร้างสนามบิน ในเฟสที่ ๓ หรือในเฟสที่ ๒ หรือรันเวย์ที่ ๓ ได้ เพราะอะไรครับ ในขณะที่ผมเปึน รัฐมนตรีว่าการอยู่นั้น ผมไปพบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอันหนึ่ง ซึ่งท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เปึนคนเตือนผมเอง ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นั้นเปึนคนเตือนผมเองว่า การเช่าพื้นที่ของ ท่าอากาศยานในเรื่องของ ดิวตี้ ฟรี (Duty free) นั้น มีปัญหาอยู่นะครับ แล้วท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เองได้ตรวจสอบแล้วนะครับว่าการเช่าพื้นที่ร้านค้าตามสัญญา ๒๒,๐๐๐ ตารางเมตร แต่ผู้เช่าใช้เกินไป ๒๗,๐๐๐ ตารางเมตร ซ้ําร้ายพื้นที่ ดิวตี้ ฟรีจริง ๆ ที่เราเดินผ่าน ตม. (ด่านตรวจคนเข้าเมือง) เข้าไป ในสัญญาเช่านั้น ๕,๐๐๐ ตารางเมตร แต่ผู้เช่าใช้พื้นที่ไป ๑๒,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งเกินไป ๗,๐๐๐ ตารางเมตร โดยเฉลี่ย ในสัญญานั้นผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับการท่าอากาศยานเฉลี่ยป้หนึ่งขั้นต่ํา ๔,๕๐๐ ล้านบาท ดังนั้นผมจึงได้สั่งการไปนะครับว่า ให้ไปตรวจสอบแล้วตั้งคณะกรรมการ เพื่อที่จะเรียกเก็บเงินเหล่านั้นกลับคืนมาเปึนของการท่าอากาศยานนะครับ ใช้ไปเกินกว่า ครึ่งหนึ่ง ขณะนี้เช่ามา ๔ ป้แล้วนะครับก็เปึนเงินที่การท่าอากาศยาน