สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

สัญชัย อินทรสูต หารือเรื่องการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท พรบ. ฉบับนี้ และอภิปรายถึงประโยชน์ของการกู้เงินด้วยการเป็นตัวอย่างของตัวเองที่ซื้อบ้านหลังหนึ่งด้วยการกู้เงิน

นายสัญชัย อินทรสูต แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสัญชัย อินทรสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสภานี้วันนี้ พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสภา เพื่อนสมาชิกทั้งฝ์ายค้านและ ฝ์ายรัฐบาลอภิปรายหลากหลายครับ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และเมื่อสักครู่นี้มันมีความรู้สึกว่าตึงเครียดพอสมควร เพราะฉะนั้นในการอภิปราย ของผม ผมอยากจะอภิปรายให้มัน ซอฟท์ (Soft) ลงให้มันเบาลงนิดหนึ่ง ขออนุญาต ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายแบบคอมมอน เซนส์ (Common sense) ธรรมดา ๆ ใช้ความรู้สึกของสามัญชนทั่ว ๆ ไปอภิปรายครับ ท่านประธานครับ เพื่อจะได้ให้เห็นภาพ และเห็นประโยชน์ของการกู้เงินครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วทุกคนไม่มีใครอยากกู้เงิน หรอกครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเวลาเปึนหนี้แล้วมันแปลกครับท่านประธาน เวลาเสีย ดอกเบี้ยใคร เดี๋ยวก็เดือน ๆ ผมนี่ตัวยงเลยครับท่านประธานครับ ผมเปึนหนี้เขาประจํา ถึงเดือนต้องเสียดอกเบี้ยประจําเลยครับ หน้าตาอย่างท่านประธานคงไม่เคยมีความรู้สึก แบบผมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ แล้วในทางตรงกันข้ามนะครับ ท่านประธานครับ ผู้ให้กู้ไม่ใช่ว่าเขาจะสักแต่ว่าให้กู้ ใครก็ตามที่มากู้ เขาก็ต้องสกรีน (Screen) ครับ ท่านประธานครับ เขาต้องดูว่าคนนั้นมีศักยภาพมีความสามารถพอไหม ที่จะให้กู้แล้ว เขาสามารถที่ได้เงินทั้งต้นทั้งดอกคืนได้ไหม ถ้าเกิดเขาดูแล้วไม่มีศักยภาพ พอที่จะคืนทั้งต้นทั้งดอกเขาไม่ให้กู้หรอกครับ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างเช่นประเทศ พม่าครับ ท่านประธานเคยกู้เงินเราไป ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตอนนี้รู้สึกว่าจะชักดาบแล้วครับ ท่านประธานครับ ถามว่าถ้าอย่างนี้ใครจะให้ประเทศพม่ากู้ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างประโยชน์ของการกู้เงินอย่างง่าย ๆ เลยครับ ซึ่งเกิดกับตัวผมเองครับ ท่านประธานครับ เมื่อประมาณ ๔๐ ป้ที่แล้วตอนสมัยผมเปึน วัยรุ่นท่านประธาน ผมมาเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ คนต่างจังหวัดครับ ท่านประธานครับ เมื่อมาเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่มีบ้านอยู่หรอกครับ ท่านประธานครับ ต้องเช่าบ้าน เขาอยู่ ปรากฏว่ากว่าผมจะเรียนจบ ท่านประธานครับ ผมย้ายบ้านเช่า ๑๐ กว่าครั้งครับ ท่านประธาน ไม่ใช่เปึนความผิดของเจ้าของบ้านเขาหรอกครับท่านประธาน เปึนความผิดของผมนี่ละครับ เพราะว่าตามกําหนดการต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเขาทุกวันที่ ๑ ปรากฏว่าของผมนี่วันที่ ๑๐ ก็ยังไม่จ่ายเลยครับ บางครั้ง ๒ เดือนจ่ายเขาทีหนึ่ง เขาก็เชิญผมให้ไปหาที่อยู่ใหม่ ไม่ได้เชิญหรอกครับ เรียกง่าย ๆ คือ ไล่ผมนี่ละครับให้ผมไปหาที่อยู่ใหม่ ผมก็ต้องย้าย บ้านไปหาที่อยู่ใหม่ เปึนอย่างนี้ ๑๐ กว่าครั้งครับท่านประธานครับ มันก็เกิดความ เจ็บช้ําน้ําใจว่า สักวันหนึ่งถ้าผมเรียนจบเมื่อไรมีงานมีการทําเมื่อไร ผมจะซื้อบ้านเปึนของ ตัวเองเพื่อไม่ให้ใครมาไล่ผมครับท่านประธานครับ ต่อมาผมเรียนจบครับท่านประธาน สมัยนั้นเงินเดือนผมได้เงินเดือนประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าบาท ผมไปดูบ้านหลังหนึ่งเนื้อที่ ๑๐๐ ตารางวา อยู่ซอยลาดพร้าวนี่ครับ ท่านประธานครับ ราคา ๓ แสนบาท ผมไม่มีเงินครับ ท่านประธานครับ ผมก็เลยตั้งใจว่าอีก ๓-๔ ป้ข้างหน้า ถ้าผมมีเงิน ๓ แสนบาท อันนี้เมื่อไร ผมจะมาซื้อบ้านหลังนี้ ปรากฏว่า อีก ๓-๔ป้ต่อมา ผมก็ยังไม่มีเงินครับท่านประธานครับ เก็บไม่ได้เลยครับท่านประธานครับ ผมไปดูบ้านหลังนี้ เจ้าของโครงการเขาบอกว่า ตอนนี้ ไม่ใช่ ๓๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ขึ้นเปึน ๕๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว อย่าว่าแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเลยครับ ๓๐๐,๐๐๐ บาทผมยังไม่มีเลยครับท่านประธานครับ ผมก็เลยไปปรึกษาเพื่อนผมที่ทํางาน อยู่ที่ธนาคาร เพื่อนผมก็บอกว่า ถ้าอย่างนี้ชาตินี้ทั้งชาติเอ็งก็ไม่มีบ้านอยู่ มันต้องใช้วิธีกู้ เงินธนาคาร แล้วเอาเงินธนาคารไปจ่ายหนี้เจ้าของโครงการเขาแล้วเอ็งค่อย ๆ มาส่งกับ ธนาคารทั้งต้นทั้งดอกค่อย ๆ ส่ง ท่านประธานครับ ผมเปึนคนกลัวดอกเบี้ย ไม่อยากกู้ หรอกครับท่านประธาน แต่ความจําเปึนครับต้องไปกู้ครับ แล้วครั้งแรกที่ผมไปกู้นี่ ท่านประธานทราบไหมครับ เจ้าของโครงการเขาไม่ให้ผมกู้ครับ เจ้าของธนาคารเขาไม่ให้ ผมกู้หรอกครับท่านประธาน เขาบอกเงินเดือนแค่นี้จะไปพออะไรส่ง ผมต้องไปขอแรง เพื่อนผมอีกคนหนึ่ง ซึ่งทํางานที่ธนาคารให้มาช่วยค้ําประกันเงินกู้อันนี้ ธนาคารถึงให้ผม ครับท่านประธานครับ แล้วเมื่อผมกู้ได้ผมก็ซื้อบ้านหลังนี้ ท่านประธานทราบไหมครับ อีก ๔-๕ ป้ต่อมา ผมจ่ายบ้านหลังนี้หมดเลยครับ ผมค่อย ๆ ผ่อนทีละเดือนจนหมดเลย ปัจจุบันบ้านหลังนี้เปึนของผมแล้วครับท่านประธานครับ ผมก็เลยอยากจะชี้ให้เห็น ประโยชน์ของการกู้เงินว่า ถ้าวันนั้นผมไม่กู้ วันนี้ผมจะมี ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ตามนี้ หรือเปล่าท่านประธานครับ แล้วปรากฏว่าในปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้ราคาเท่าไรทราบไหมครับ เนื้อที่ ๑๐๐ ตารางวาเปึนบ้านเดี่ยว ๒ ชั้นครับท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ราคา ๔ ล้านบาท ครับท่านประธาน นี่คือประโยชน์ของการกู้แล้วถ้ามองในแง่การลงทุน ผมลงทุนไปแค่นี้ เสียดอกเบี้ยด้วย จริง ๆ แล้วมองแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ บาท เสียดอกเบี้ยก็ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมกําไรแล้วครับ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ นี่คือประโยชน์ของการกู้เงินครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยก็เหมือนกัน ครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่เรียกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างหนักเลยครับท่านประธาน ไม่ใช่ของประเทศไทยอย่างเดียว มันลามไปทั่วโลกเลย ครับท่านประธานครับ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งเปึนพี่เบิ้มของประเทศทั้งหลายแหล่ นี่ครับท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกานี่บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ปลดคนงานออกเยอะแยะ เปึนหมื่นเปึนแสนคนเลยครับท่านประธานครับ ทําให้คนงานตกงานลอยแพกันเปึนแสน เปึนหมื่นคน ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงบริษัทแล้ว ผมขออนุญาตเปรียบเทียบประเทศ ไทยของเราเปรียบเหมือนกับบริษัท ๆ หนึ่ง ผมให้ชื่อว่าบริษัทประเทศไทยแล้วกันนะครับ จะได้เห็นภาพง่าย ๆ ครับท่านประธานครับ บริษัทในโลกนี้มีเปึนหมื่นเปึนแสนบริษัทครับ ท่านประธานครับ แต่ละบริษัทจะตั้งได้ต้องมีหุ้นส่วนอย่างน้อย ๗ คนขึ้นไปไปจดทะเบียน แล้วใน ๗ คนนี้ไปหาผู้จัดการมา ผู้จัดการมีหน้าที่อย่างไรครับ ท่านประธานครับ บริหาร บริษัทให้เจริญงอกงามมีผลกําไรมาแบ่งปันให้กับหุ้นส่วนทั้งหลายแหล่ บริษัทประเทศไทย ก็เหมือนกันครับ ท่านประธานครับ แต่บริษัทประเทศไทยไม่ได้มีหุ้นส่วนแค่ ๗ คนเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ บริษัทประเทศไทยมีหุ้นส่วนทั้งหมด ๖๓-๖๔ ล้านคน ท่านประธานครับ แล้วใน ๖๓-๖๔ ล้านคนนี้ก็ไปหาผู้จัดการมา ผู้จัดการบริษัทประเทศไทยคือใครครับ ท่านประธานครับ คือรัฐบาลครับท่านประธานครับ แล้วจริง ๆ แล้วบริษัทประเทศไทยมีรัฐบาล มาแล้วหลายยุคหลายสมัยครับท่านประธานครับ ปรากฏว่ามีอยู่รัฐบาลยุคหนึ่งหอบเงิน เปึนแสน ๆ ล้านบาทหนีออกจากบริษัทประเทศไทยไป ทําให้บริษัทประเทศไทยปัจจุบันนี้เกิด วิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักสภาพคล่องในบริษัทก็ไม่มีครับท่านประธานครับ ผู้จัดการ คนใหม่คือรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในขณะที่บริษัทประเทศไทยถูกวิกฤติ ภายในประเทศด้วย วิกฤติต่างประเทศด้วย เงินก็ไม่มีแต่รายจ่ายของบริษัทประเทศไทย ครับท่านประธานครับ มีแน่นอนเลยครับ เปึนรายจ่ายประจําเลยหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย นั่นคือเงินเดือนข้าราชการทั้งหมด รวมทั้งเงินเดือนของพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี้ด้วยครับ นี่คือ รายจ่ายของบริษัทประเทศไทย เงินค่าครองชีพผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาท เงิน อสม. ๖๐๐ บาท ต่อเดือน เงินสําหรับลูกหลานเราเรียนฟรี ๑๕ ป้รวมทั้งอุปกรณ์การเรียน ไม่ว่าจะเปึน กระเปิา หนังสือ ยางลบ ดินสอ ปากกา ชุดเครื่องแบบนักเรียน นี่คือค่าใช้จ่ายที่บริษัท ประเทศไทยมีอยู่ตลอดเวลาครับ แต่ถามว่าบริษัทประเทศไทยจะเอาเงินตรงไหนมาจ่ายตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่มีหรอกครับ บริษัทประเทศไทยจะทําแบบต่างประเทศได้ไหมครับ แบบบริษัทในโลกได้ ไหมครับ ปลดคนงานออก ปลดข้าราชการบางคนออก ถามว่าทําได้ครับ ท่านประธานครับ ปลดข้าราชการ คนงานออกบางคนก็ได้ครับท่านประธานครับ แต่ถามว่าถ้าอีก ๓-๔ ป้ ข้างหน้า บริษัทประเทศไทยดีขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้น เราสามารถที่จะไปรับคนงาน รับพนักงาน รับข้าราชการที่ปลดออกกลับมาทํางานได้ไหมครับ ยากครับ ท่านประธานครับ จะขายทรัพย์สินของบริษัทประเทศไทยบางส่วนได้ไหมครับ มีครับ แปรรูปรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ก็ยังพอมีครับ แต่ถามว่าถ้าอีก ๓-๔ ป้ข้างหน้า บริษัทประเทศไทยเจริญขึ้น ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เราจะซื้อทรัพย์สินที่ขายไปคืนมาได้ไหมครับ ยากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันก็ เหลืออีกวิธีหนึ่งถึงแม้ว่ามันจะไม่เปึนวิธีการที่ดีที่สุดครับ แต่ผมก็มองว่ามันเปึนวิธีการที่ จําเปึนที่สุดในขณะนี้ครับ โดยการกู้เอามาบริหารประเทศ แล้วอีก ๓-๔ ป้ข้างหน้า เมื่อบริษัทประเทศไทยดี เศรษฐกิจโลกดี เราสามารถส่งสินค้าออกไปต่างประเทศได้ ภาวะเศรษฐกิจดี เราก็สามารถที่จะคืนเงินที่กู้เขามาต่าง ๆ ได้ครับ เพราะฉะนั้นสุดท้าย ครับท่านประธาน ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ไม่ว่าจะเปึน สมาชิกฝ์ายค้านก็ดี สมาชิกฝ์ายรัฐบาลก็ดี ขณะนี้บริษัทประเทศไทยอยู่ในภาวะง่อนแง่น เหลือเกินครับ ช่วยกันก่อนได้ไหมครับ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ยกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้ผ่านไปก่อน เพื่อให้บริษัทประเทศไทยเราแข็งแรงพอสมควรก่อน อีก ๓-๔ ป้ ข้างหน้า ถ้าท่านทั้งหลายมีปัญหา อยากจะคิดบัญชีกับผู้จัดการรัฐบาลคนปัจจุบันนี้ ผมว่าอีก ๓-๔ ป้ข้างหน้าก็ยังไม่สายครับ ดีกว่าไม่มีบริษัทประเทศไทยให้พวกเราคิดบัญชี กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ