สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

อัศวิน วิภูศิริ เสนอแนวทางแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การบริโภค และความมั่นคงทางอาชีพการงาน นอกจากนี้ยังเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการลงทุนในระบบขนส่งระบบรางเพื่อลดการใช้จ่ายในการขนส่งทางอากาศและเพิ่มความเร็วในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร

นายอัศวิน วิภูศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อัศวิน วิภูศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน กลุ่ม ๒ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมได้อ่านสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. .... และได้อ่านแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ทั้งหมดแล้วนะครับ สาระสําคัญหลักในการให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้ก็คือให้กู้เงินได้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะกู้เปึนเงินบาทก็ได้หรือจะ กู้เปึนเงินสกุลใดก็ได้นะครับ อันนี้ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจเกี่ยวกับเรื่องการว่าจะกู้เปึนเงินสกุล บาทหรือจะกู้เปึนเงินสกุลไหนนะครับ เพราะเนื่องจากว่ารัฐบาลนั้นก็คงจะใช้การพิจารณา ในสภาวะนั้น ๆ ซึ่งถ้าหากว่าในสภาวะนั้นการกู้เงินบาทจะเปึนผลประโยชน์ดีต่อ ประเทศชาติก็จะกู้เงินบาท อย่างที่ผ่านมาพระราชกําหนดนั้นบอกว่าจะกู้เปึนเงินบาทหรือ กู้ภายในประเทศก็จะเปึนการที่ดีในความเห็นของผมนะครับ เพราะว่าจะไปคิดว่าจะเปึน การแย่งไปกู้ของภาคเอกชนนั้นไม่ใช่ เพราะเนื่องจากตอนนี้ภาคเอกชนนั้นจะไปกู้ ธนาคารก็ไม่อยากให้กู้อยู่แล้วครับเพราะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนอาจจะขาดทุน เพราะฉะนั้นไม่มีการกู้ก็เกิดการไม่มีการลงทุน ไม่มีการลงทุนก็ไม่เกิดการจ้างงานจะยิ่ง เปึนผลร้ายต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไปกู้เงินก็จะทําให้เอามาลงทุนแล้วเกิด การจ้างงาน ระบบธนาคารก็ยังอยู่ได้ คนฝากเงินก็ยังมีดอกเบี้ย ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงจะต้อง กลับไปถึงเอาเงินไปฝากธนาคารโดยไม่ได้ดอกเบี้ย นี่ละครับ การกู้เงินนั้นผมคิดว่าเปึน เรื่องปกติ เปึนสิ่งปกติของการบริหารประเทศชาติเพราะในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการกู้กัน มาตลอด เรามีงบประมาณสมดุลเมื่อป้ ๒๕๔๘ และป้ ๒๕๔๙ แต่ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ มา เราก็จัดงบประมาณขาดดุล ๑๔๖,๒๐๐ ล้านบาท ในป้ ๒๕๕๑ เราก็จัดงบประมาณขาดดุลอีก ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท และในป้ ๒๕๕๒ นั้น เราจัดงบประมาณขาดดุล ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท และเรามาเพิ่มเติมงบประมาณกลางป้ อีก ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท สาเหตุที่เปึนเช่นนี้นะครับก็เพราะว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกเปึนที่ ทราบกันดีว่าขณะนี้โลกกําลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุด ตั้งแต่ผมเติบโตมา และอยู่ในวงการธุรกิจมาก็เพิ่งเห็นครั้งนี้ละครับที่รุนแรงมาก วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพในสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า ซับไพรม เมื่อสินทรัพย์ต่าง ๆ นั้นถ้าจะ เปรียบเทียบไปก็เหมือนเมื่อตอนป้ ๒๕๔๐ เรามีการให้อสังหาริมทรัพย์นั้นเติบโตกันมาก จนเกิดการเก็งกําไรเปึนฟองสบู่เกิดขึ้น และถึงวันหนึ่งฟองสบู่แตก สินทรัพย์นั้นก็ด้อยค่าลง ก็ทําให้ประชาชนต่าง ๆ ที่ไปกู้เงินเพื่อผ่อนบ้าน ซื้อบ้าน เก็งกําไรต่าง ๆ นั้นก็เกิดปัญหา เกิดวิกฤติ สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็เกิดวิกฤติ เกิดหนี้เสียกันมากมาย ส่งผลลุกลามไปยัง ทั่วโลก ทําไมถึงเปึนเช่นนั้นละครับ ก็เพราะว่าสหรัฐอเมริกานั้นเปึนนักลงทุนรายใหญ่ของ โลกไปลงทุนอยู่ทั่วโลก เมื่อเกิดวิกฤติในประเทศจําเปึนอย่างยิ่งจะต้องถอนการลงทุน หยุดการลงทุนต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อกลับไปประคองหรือดูแลธุรกิจภายในให้อยู่ได้ อันนี้ ละครับที่ทําให้ประเทศไทยนั้นก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยนั้นนอกจาก จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติของที่สหรัฐอเมริกาของโลกแล้ว เรายังได้รับผลกระทบ ภายในประเทศเองจากวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็รู้ ๆ อยู่คงไม่ต้องที่จะพูดในที่นี้ นะครับ วิกฤติการเมืองในครั้งนั้นก็ทําให้ความเสียหายเกิดขึ้นแก่ประเทศไทยเปึน อย่างมาก ความเชื่อมั่นต่าง ๆ ลดลง โดยเฉพาะประเทศไทยเปึนประเทศที่พึ่งพิง การท่องเที่ยว รายได้จากการท่องเที่ยวเปึนหลักก็ทําให้เกิดวิกฤติซ้ําเติมหนักเข้าไปอีก นะครับ นี่ละครับวิกฤติครั้งนี้ทั่วโลกทําให้ความเชื่อมั่นลดลง การบริโภคลดลง การลงทุน ลดลง ธุรกิจขาดความมั่นคง ความมั่นใจต่าง ๆ คนก็อาจจะตกงาน นี่ละครับทุกอย่างมันโยง กันไปหมด ประเทศไทยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะมีความสัมพันธ์และ เชื่อมโยงกันไปหมด ถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องคนตกงานก็ต้องทําให้เกิดการลงทุน จะทําให้ เกิดการลงทุนก็ต้องทําให้เกิดการบริโภค จะทําให้เกิดการบริโภคก็ต้องทําให้เกิดความ มั่นคงทางอาชีพการงาน เกิดความมั่นใจ นี่ละครับมันโยงกันไปหมด เพราะฉะนั้นจําเปึน อย่างยิ่งในสภาวะเช่นนี้ คนที่จะมาลงทุนนั้นเราจะหวังพึ่งพิงจากภาคเอกชนคงไม่ได้ ไม่ไหวแล้วถ้าเราจะรออย่างนั้น เราจะเห็นได้จากว่าเมื่อไตรมาสสุดท้ายของป้ที่แล้วนั้น จีดีพี เราติดลบ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น จีดีพี เราบวกมาตลอด และสุดท้าย ภาพรวมทั้งป้ จีดีพี เราบวก ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาในป้ ๒๕๕๒ ไตรมาสแรกของ ป้ ๒๕๕๒ ป้นี้น่าตกใจครับท่านประธานครับ จีดีพี เราติดลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ นี่ละครับ ถ้าหากว่าเราไม่รีบแก้ไข ไม่รีบเยียวยา จีดีพี เราอาจจะติดลบถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ อย่างที่ ผมได้กล่าวไปแล้วว่าเราไม่สามารถที่จะหวังพึ่งพิงการลงทุนจากภาคเอกชนหรือต่างชาติได้ มากแล้ว เวลานี้ความเชื่อมั่นในทั่วโลกนั้นหายไปลดลง ประเทศไทยเราเปึนประเทศ ส่งออกพึ่งพิงการส่งออก โดยเฉพาะอเมริกานั้นเปึนประเทศที่เปึนลูกค้ารายใหญ่ของเรา แล้วเกิดวิกฤติทําให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลง แน่นอนครับ จีดีพี เราลดลงแน่เราจําเปึน จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้น จีดีพี ของเราภายในประเทศ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ผมเห็นใจรัฐบาลเปึนอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรก็ดีการกู้เงินนั้นรัฐบาลก็มีกรอบบริหารความเสี่ยง ซึ่งเราก็ยึดถือกันมาตลอดนะครับ ก็คือว่ายอดหนี้สาธารณะคงค้างต่อ จีดีพี ไม่เกิน ร้อยละ ๕๐ ซึ่งผมดูแล้วถึงวันนี้ยอดหนี้ต่อ จีดีพี ของเรานั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ก็ยังไม่ถึง ๕๐ นะครับ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่าในป้หน้านั้น จีดีพี เราจะเติบโตไปแค่ไหน ถ้าหาก จีดีพี ลดลงมาอีก ยอดหนี้อาจจะกลายเปึน ๖๐ ก็ได้ ซึ่งจะเสียวินัยตรงนี้ไป ตรงนี้ก็ต้องฝากรัฐบาลที่จะต้อง ดูแลให้เปึนอย่างดีนะครับ ภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกินร้อยละ ๑๕ ก็หมายถึงว่า ในงบประมาณของทุก ๆ ป้นั้นเราจะจัดเงินที่จะไปชําระหนี้ต่างชาติไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ซึ่งตรงนี้ผมดูแล้วเมื่อป้ที่แล้วนี้ ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าเปึนห่วง เหมือนกันตรงที่ว่า ใน ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์นั้นเปึนดอกเบี้ยทั้งหมดไม่ได้มีการลดเงินต้น ตรงนี้รัฐบาลก็คงจะต้องทําความเข้าใจกับประชาชนนะครับว่า ในการกู้เงินนั้นแม้จะ ไม่เสียหายแต่ต้องมีวินัยทางการเงิน จะทําอย่างไรที่ยอดหนี้จะลดลงและประมาณเมื่อใด และสําหรับรายจ่ายการลงทุนต่องบประมาณนั้นต้องไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๒๕ อันนี้คือ วินัยทางการเงินของรัฐบาล ซึ่งผมดูแล้วก็ยังอยู่ในวินัยทุกอย่าง เพราะฉะนั้นผมไม่น่าห่วง กับพระราชบัญญัตินี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมห่วงและก็อยากจะฝากท่านประธานไปยัง คณะรัฐบาลนะครับ เพราะผมได้อ่านแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ นั้น ก็ได้เห็นว่า การลงทุนในหมวดต่าง ๆ นั้นแม้จะยังไม่มีรายละเอียดมากแต่ก็พอประมาณได้ เมื่อวานนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ตอบก่อนที่สภาจะมีการเลื่อนการอภิปรายไปในตอนสุดท้ายว่า ได้ให้ความสนใจให้ความสําคัญกับการลงทุนเรื่องแหล่งน้ําเปึนพิเศษของในการแก้ปัญหา ครั้งนี้ ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยแล้วก็ดีใจมาก เพราะเนื่องจากว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการ รับรู้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ผมแม้จะเปึน ส.ส. ในระบบสัดส่วน แต่ผมก็ลงพื้นที่ใน จังหวัดพิจิตร ดูแลอยู่ตลอดเวลา พี่น้องของเราส่วนใหญ่นั้นเปึนชาวเกษตรกรก็ทํานา ทําไร่ ความต้องการของเขานั้นสําคัญที่สุดเลยครับ ท่านประธานครับ คือเรื่องน้ํา ถ้ามีน้ํา นี่มันแก้จนได้จริง ๆ เพื่อจะเรียนฝากไปยังรัฐบาลนะครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับว่า คนทํานามีนาอยู่ ๒๐ ไร่ แต่ทํานาอยู่ในที่ต้องรอฟัารอฝน รอธรรมชาติอย่างเดียวนั้น ก็ทํานาได้ป้ละครั้งเดียว นา ๒๐ ไร่ ยังไม่แน่ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดน้ําท่วม ภัยแล้งได้ แต่อีกคนหนึ่งที่มีนาอยู่ ๒๐ ไร่เช่นกัน อยู่ในฝัืงที่มีระบบชลประทานสมบูรณ์ อยากจะทํานาเมื่อไรก็สูบน้ําเข้านา ป้หนึ่งเขาสามารถทํานาได้ ๓ ครั้งครึ่ง หรือ ๒ ป้ ๗ ครั้ง แล้วก็ได้ผลแน่ ๆ อันนี้ละครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีนา ๒๐ ไร่ แต่มีระบบน้ํา ชลประทานที่ให้เขาสามารถทํานาได้ ๓ ครั้ง ๓ ครั้งครึ่ง ก็เท่ากับเขามีนาถึง ๖๐-๗๐ ไร่ และจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องน้ํานั้น เปึนปัญหาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเราก็ศึกษา ผมจําได้ว่าแรก ๆ ที่เราเข้ามาในสภานี้เป่ดขึ้นมา ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาเรื่องน้ํา และก็ได้ผลสรุปออกมา แต่ผมอยากให้ รัฐบาลนั้นได้ใส่ใจกับการบริหารจัดการน้ํา ถ้าหากว่ารัฐบาลคิดจะแก้จนให้กับประชาชน ทั้งประเทศจริง ๆ ต้องหยิบปัญหาเรื่องน้ําขึ้นมาเปึนวาระแห่งชาติที่จะต้องทํากันอย่าง จริง ๆ ทุกวันนี้การบริหารจัดการน้ํานั้นไม่มีการบูรณาการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างคนต่างทํา ไม่มีมาสเตอร์ แพลน ที่เราจะ เดินเกมอย่างไร เดินหน้าอย่างไรให้เปึนระบบ เวลาจัดงบประมาณก็จะจัดสรรงบประมาณ ลงไปยังพื้นที่แบบกระจาย ๆ ไป สุดท้ายไม่ได้ผลครับ ไปขุดลอกคูคลองแต่ไม่มีการส่งน้ํา ไป หน้าน้ํามาก็ทําให้น้ํานั้นที่เคยท่วมก็อาจจะลดเร็ว เพราะว่าคลองไหลสะดวกขึ้น แต่ไม่สามารถจะเก็บกักน้ําได้ ผมยกตัวอย่างผมได้ไปศึกษาโครงการหนึ่งซึ่งผมได้เข้าไปทําแล้วก็ศึกษาอย่างจริงจัง มีเหมืองอยู่แห่งหนึ่งมีที่ ๒๐๐ ไร่ เหมืองยิปซั่มในจังหวัดพิจิตรที่ ๒๐๐ ไร่ ขุดลึกลงไปถึง ๕๐ เมตรใหญ่มากน้ําเต็มอุดมสมบูรณ์ ผมคํานวณน้ําแล้วมีประมาณ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และได้มีการสูบน้ําขึ้นมาใช้ในป้นี้ ผมพยายามติดต่อขอเครื่องสูบน้ํามาสูบ ๒ เครื่อง ปรากฏว่าทําให้ประชาชนทํานาได้เวลานี้ ถ้าผมคํานวณใช้น้ําทั้งหมดเพียงแค่ ๑๐ ล้าน ลูกบาศก์เมตรไม่ต้องถึง ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรทํานาได้ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ทําให้ประชาชนนั้น ได้ทํานาได้ ๒ ครั้งเปึนครั้งแรก แต่ว่าการบริหารจัดการ ณ ตรงนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะในป้หน้านั้นน้ําจะเข้าไปเติมในเหมืองนี้ได้อย่างไร เพราะหน้าน้ํานั้นน้ําไม่ได้ไหลเข้าไป ทั้งหมด ป้หน้าก็จะไม่มีน้ําอีก นี่คือการขาดการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องลง ไปดูว่าตรงไหนเปึนแหล่งที่จะสามารถทําได้อย่างไร แล้วร่วมกันคิด ไม่ใช่เฉพาะขุดแก้มลิง ให้มีน้ําขังไว้ช่วงหนึ่งแล้วก็อีกช่วงหนึ่งก็ไม่มีน้ํา นี่ละครับที่ผมบอกว่าผมเปึนห่วงเรื่อง ในรายละเอียดของการทํางาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องตั้งสติคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี การส่งเงิน ลงไปอย่างเดียวนั้นบางครั้งไม่ได้ผลครับ แม้จะใส่ลงไปหลายล้านบาท หลายแสนล้านบาท ก็จริง ถ้าหากว่าไม่มีการบูรณาการตรงนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่รัฐบาลให้ความสําคัญมากก็คือเรื่องขนส่งระบบโลจิสติกส์ เปึนเงินถึง ๕๗๑,๕๒๓ ล้านบาทตามแผนปฏิบัติการครั้งนี้ อันนี้ผมได้อ่านดูแล้วก็เห็นด้วยกับ หลาย ๆ เรื่อง แต่สําหรับประเทศไทยนั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดูจะอ่อนไปนิดหนึ่งในแผน ตรงนี้ก็คือการขนส่งระบบราง ซึ่งรัฐบาลให้ความสําคัญน้อยมาก ประเทศไทยนั้น เปึนประเทศที่ไม่ใหญ่ จากกรุงเทพฯ เปึนจุดศูนย์กลางไปเหนือสุดประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร ไปอีสานสุดประมาณ ๕๐๐ กิโลเมตร ไปใต้ประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร จริง ๆ แล้วเหมาะแก่การที่จะใช้การขนส่งระบบรางเปึนอย่างยิ่ง ผมไม่ต้องพูดถึงว่า รถไฟฟัาความเร็วสูง แต่ถ้าจะพูดสักนิดหนึ่ง ถ้าเราลองยกตัวอย่างว่าถ้าไปเชียงใหม่มี รถไฟฟัาความเร็วสูงระดับ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนชินคังเซน (Shinkansen) ของญี่ปุ์น ๓ ชั่วโมงเศษ ๆ เราถึงเชียงใหม่คงไม่มีใครใช้เครื่องบินเราจะลดการใช้จ่ายของ การขนส่งทางระบบอากาศลงได้ ซึ่งจะลดเงินตราการใช้จ่ายของประเทศลงไปได้อย่างมาก คราวนี้การขนส่งระบบรางนั้นมีความสําคัญต่อการลงทุนทางด้านธุรกิจเปึนอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะการขนส่งโดยสารของประชาชนเท่านั้นนะครับ ผมจึงอยากจะให้ รัฐบาลได้ให้ความสําคัญตรงนี้กับการขนส่งระบบราง รถไฟนั้นเพียงแค่เปลี่ยนเปึนรางคู่ ให้หมดทั้งประเทศก็จะทําความเร็วได้มากขึ้นและการขนส่งสินค้านั้นก็จะลดต้นทุนลงได้ เปึนอย่างมาก จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานั้นผมไม่ห่วงเรื่องของการกู้เงิน เพราะว่าเรามีวินัยตรงนี้อยู่ สิ่งที่ห่วงก็ได้ฝากท่านประธานไปแล้วว่าการกู้เงินนั้นวินัยทาง การเงิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี หนี้สินภาระหนี้ แต่ถ้าหากว่า จีดีพี มันลดลงไปอีกมันจะ เสียวินัยทางการคลังอย่างไรบ้าง อันที่ ๒ คือรายจ่ายที่ต้องผ่อนชําระหนี้ไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นั้น เท่าที่ดูนั้นมีแต่การจ่ายดอกเบี้ยเท่านั้นเงินต้นยังไม่ได้จ่าย แล้วก็ฝาก ไปเรื่องของการบริหารจัดการน้ําทางการเกษตร การลงทุนทางด้านโลจิสติกส์เกี่ยวกับเรื่อง ระบบราง อันนี้ละครับที่อยากจะให้ท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลให้ความสําคัญ ผมมีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ