อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการลงทุนในปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง และตอบข้อสังเกตที่มีต่อรัฐบาลในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการของรัฐบาล และการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้จ่ายของรัฐบาล นอกจากนี้ยังพูดถึงการลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าเงินที่กู้มาจะใช้เพื่อส่งเสริมการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนในด้านการเกษตรและการอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของประเทศและลดหนี้สาธารณะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงการอภิปรายวันนี้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑๓ ชั่วโมง ก็มีประเด็นที่หลากหลาย ซึ่งรัฐบาลคงไม่สามารถที่จะตอบได้ทุกประเด็น นะครับ แต่ในแง่ของนโยบายของรัฐบาลบางเรื่องที่มีการกล่าวถึงกระผมกับรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องก็ได้ใช้โอกาสชี้แจงไปคิดว่าคงจะไม่จําเปึนที่จะต้องพูดซ้ําในประเด็นเหล่านั้น ก็คงจะเหลือเพียงในแง่ของการขมวดประเด็นในเรื่องของวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลมาขอให้ ท่านทั้งหลายซึ่งเปึนผู้แทนของปวงชนชาวไทยให้การสนับสนุนพระราชกําหนดเพื่อให้ รัฐบาลกู้เงินเพื่อไปลงทุนแล้วก็ดําเนินการสิ่งที่เราเรียกว่าปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง บังเอิญว่าท่านผู้อภิปรายท่านสุดท้ายก็ได้พูดครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ก็คงจะใช้ โอกาสนี้ในการชี้แจง แล้วก็บางเรื่องก็เรียนว่ามีข้อสังเกตที่เปึนประโยชน์ รัฐบาลก็จะรับไป ประกอบการทํางานต่อไป บางเรื่องก็เปึนข้อท้วงติงซึ่งกราบเรียนว่ารัฐบาลก็ได้พิจารณา แล้ว และอาจจะมีมุมมองความเห็นที่แตกต่างจึงได้ตัดสินใจอย่างที่เราได้ดําเนินการไป ก็ขอใช้เวลาไม่มากนักในการชี้แจงโดยสังเขปดังนี้
ขอเริ่มต้นที่ประเด็นที่มีการพูดพาดพิงถึงที่มาที่ไปของการแก้ปัญหา เศรษฐกิจของรัฐบาล และโดยเฉพาะการทํางานในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา กราบเรียนอย่างนี้ ครับว่ามีการพูดกันมากว่า วันที่รัฐบาลเข้ามากระผมได้พูดถึงเรื่องของประมาณการ เศรษฐกิจหรือกระผมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดถึงประมาณการ เศรษฐกิจ ประมาณการจัดเก็บรายได้อะไรต่าง ๆ ซึ่งคลาดเคลื่อนบ้าง หรือว่าไม่มั่นคง แน่นอนบ้าง ร้ายที่สุดบางท่านก็ไปไกลถึงขั้นว่าเหมือนกับจะกล่าวเท็จหรืออะไรทํานองนั้น ก็ขอเรียนอย่างนี้ครับว่า
ประการแรก ในภาวะเศรษฐกิจที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ ต้องยอมรับ ก่อนว่าการทํานายหรือการพยากรณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีที่ไหนในโลกครับไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้กระทั่ง องค์กรที่ทุกประเทศต้องใช้ยึดถือในการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก เช่น กองทุน การเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ หรือธนาคารโลกหรือใครต่อใครก็ปรับตัวเลข เศรษฐกิจหลายครั้งในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา แต่วันที่กระผมพูดตัวเลขการเติบโตทาง เศรษฐกิจว่า ๐-๓ เปอร์เซ็นต์ กระผมทวนความจํานิดหนึ่งนะครับ วันนั้นกระผมบอก นั่นคือตัวเลขที่หน่วยงานราชการได้ประมาณการเศรษฐกิจไว้ล่าสุด ณ วันที่กระผม เข้ามา ๐-๓ เปอร์เซ็นต์ กระผมก็เพียงทําหน้าที่ในการรายงานว่า นี่คือการประเมินของ หน่วยงานราชการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว และกระผมก็ได้พูดครับว่ากระผมเชื่อว่า จะมีการแกว่งตัวและกระผมจะไม่ประมาท ระหว่าง ๐-๓ เปอร์เซ็นต์ กระผมทราบตั้งแต่ต้นว่า น่าจะใกล้เคียง ๐ มากกว่าใกล้เคียง ๓ กระผมถึงพยายามบอกว่า เปัาหมายอันดับแรก คือทําอย่างไร พยายามอย่าให้เศรษฐกิจติดลบ ต่อมาเมื่อมีตัวเลขเศรษฐกิจของป้ที่แล้ว ก่อนที่กระผมเข้ามา ๓ เดือนสุดท้ายป้ที่แล้วบอกว่า ติดลบเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านจําได้ กระผมยังให้สัมภาษณ์เลยว่า กระผมเชื่อว่า ๓ เดือนแรกป้นี้ติดลบใกล้เคียงหรือหนักกว่า แล้วสุดท้ายก็ออกมาเปึนลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ก็คือหนักกว่า เพราะกระผมก็คาดการณ์ว่า สภาพการณ์จะต้องเปึนเช่นนั้น วันที่คุณโอฬาร ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ออกมาพูด ว่าเศรษฐกิจจะติดลบ ๔ เปอร์เซ็นต์ กระผมก็ทวนความจํานะครับ วันนั้นสิ่งที่ถ้าบอกว่า เปึนการตอบโต้ กระผมไม่ได้ตอบโต้เรื่องลบ ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ วันนั้นที่เปึนข่าวก็คือว่า คุณโอฬารพูดว่า นอกจากจะติดลบ ๔ เปอร์เซ็นต์แล้ว จะเปึนอัตราการติดลบที่สูงที่สุดในโลก กระผมจึงให้สัมภาษณ์ว่าลบ ๔ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ยังไม่ทราบ แต่กระผมมั่นใจว่าเราจะ ไม่ติดลบมากที่สุดในโลก แล้ววันนี้แม้ตัวเลขเรา ๓ เดือนแรกติดลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ปรากฏว่ามีหลายประเทศในภูมิภาคนี้ติดลบมากกว่า ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ เลวร้ายสุดไปถึง ๑๑-๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าที่หลายท่านพยายามว่า กระผมเคย ยืนยันเอาตัวเลข ๐-๓ เปอร์เซ็นต์มาจากไหน กระผมไปตอบโต้คุณโอฬารในวันนั้นก็ต้อง ทวนความจําว่าคําพูดเปึนอย่างนี้ แล้วกระผมก็ได้ยอมรับมาโดยตลอดว่าปัญหาสําคัญที่สุด คือทําอย่างไรให้การเจริญเติบโตกลับมาเปึนบวกให้ได้ ซึ่งขณะนี้ก็ยังตั้งเปัาว่า ไตรมาส สุดท้ายคือ ๓ เดือนสุดท้ายของป้นี้จะพยายามทําให้เปึนตัวเลขที่เปึนบวก ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อเปึนเช่นนี้ก็มีคําถามต่อว่า ในขณะนั้นทําไมรัฐบาลผลักดันงบประมาณ กลางป้ไม่ทบทวนงบประมาณ วันนี้ท่านก็บอกว่าที่จริงถ้ามีโครงการอะไรซึ่งเห็นว่าไม่เหมาะสมอยากจะยกเลิก อยากจะ อะไร ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงเปึนกฎหมายก็ให้มาเสนอกฎหมายในนี้ ฝ์ายค้านก็ยินดีที่จะให้ ความร่วมมือ ต้องกราบเรียนตามความเปึนจริงนะครับ กระผมคิดว่าวันนั้นรัฐบาลคง ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปทบทวนงบประมาณมากนัก
ประการที่ ๑ เปึนการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ผิดครับ เพราะการ ทบทวนงบประมาณอย่างที่ท่านเสนอ จะทําให้คนเข้าใจว่ารัฐบาลจะปรับนโยบาย การคลังไปเปึนลักษณะซึ่งขาดดุลน้อยลง ซึ่งสวนทางกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะ กว่าจะมาเพิ่มได้ต้องไปปรับลดก่อนตามข้อเสนอของท่าน เราทําไม่ได้ครับ ส่งสัญญาณที่ สับสนในทางเศรษฐกิจแน่นอนในเรื่องของทิศทางนโยบายการคลัง
ประการที่ ๒ ส่งสัญญาณผิดทางการเมืองด้วย เพราะถ้ารัฐบาลนี้เข้ามา บอกว่าต้องการสร้างความสมานฉันท์ สิ่งแรกคือมารื้อโครงการซึ่งรัฐบาลก่อนได้ผ่านสภา ไปแล้ว ก็จะทําให้เกิดความรู้สึกอีกว่า เมื่อไรที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ต้องมารื้อ โครงการ ต้องมาโละทิ้งสิ่งที่รัฐบาลชุดก่อนทําไว้ ซึ่งไม่ใช่ความปรารถนาของกระผม ฉะนั้นในเรื่องสัญญาณเปึนไปไม่ได้
ประการถัดมาก็คือว่า ถ้าไปทําเช่นนั้นมันจะยุ่งยากมากและเสียเวลามาก กระผมจําได้ว่าการปรับลดงบประมาณเคยทํากันในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่แล้วใครที่ คิดว่าง่าย ไม่ง่ายเลยครับ แล้วรัฐบาลจะเสียเวลามาก หน่วยราชการจะเสียเวลามาก ข้าราชการจะเสียเวลามากกับเรื่องของการไปดูรายละเอียดว่าจะยกเลิกโครงการไหน ลดโครงการไหนเท่าไร ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น ภาพใหญ่นโยบายจะเสีย นั่นคือเหตุผลว่า ทําไมไม่ได้ทํา แล้วพูดก็พูดเถอะครับ ไม่ง่ายหรอกครับที่ท่านบอกว่า เอามาเถอะมาผ่าน สภาแห่งนี้ เราก็ทราบการประชุมสภาสมัยที่แล้วขลุกขลักพอสมควร แล้วแม้แต่งบกลางป้ ที่รัฐบาลมาเสนอก็ต้องยอมรับนะครับว่าฝ์ายค้านก็ไม่ได้ยกมือสนับสนุนให้ อันนี้ก็เปึน เรื่องที่เราต้องเคารพซึ่งกันและกัน แต่ว่าจะบอกว่าวันนั้นถ้ารัฐบาลปรับลดงบประมาณ เปลี่ยนโครงการเข้ามา ฝ์ายค้านยกมือให้ กระผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเปึนเช่นนั้นจริง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเปึนเช่นนั้นเราก็บอกว่าเราทําอะไร งบกลางป้กระตุ้น เศรษฐกิจรอบแรก กับที่มาขอกระตุ้นในวันนี้หลักมันต่างกัน กระผมพูดเรื่องไฟไหม้ ใช่ครับ แล้วกระผมแจงละเอียดลงไปด้วยว่า ไฟไหม้นี่สิ่งแรกช่วยคน ๒. ดับไฟ แล้ว ๓. ก็คือมาปฏิรูปในเรื่องของโครงสร้างอาคารอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป เพื่อปัองกันภัยสําหรับ อนาคต ช่วยคนนี่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกก็คือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลว่าทําไมเราเอาเงินนี่เปึนลักษณะของสวัสดิการ หรือบางคนก็บอกว่า เปึนประชานิยม ทําตรงนี้ก่อน แล้วที่ต้องทําตรงนั้นด้วยก็เพราะว่า ถ้าเราทําโครงการ ลงทุนแบบที่ขอในวันนี้ครับ หน่วยราชการไม่พร้อมทํา ขออนุมัติเงินจากสภาไปก็ยังไม่ได้ทํา เพราะยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นแนวทางวันนั้นก็คือ ไปในแนวทางของการช่วยให้ ประชาชนมีกําลังซื้อบรรเทาผลกระทบ กระผมคงมองต่างจากท่านนะครับ ที่ท่านบอกว่า เรียนฟรี ๑๕ ป้ ทําไมมาตัดสินใจทําตอนนี้ อีก ๑๕ ป้กว่าจะเห็นผล กระผมก็บอกว่า ๑. ถ้ามองในเรื่องคุณภาพ โอกาสการศึกษา เพราะอีก ๑๕ ป้จะเห็นผล ทําไมไม่เริ่มวันนี้ครับ จะให้ประเทศไทยรอไป ๑๖ ป้ ๑๗ ป้ ๑๘ ป้ หรืออย่างไร ที่สําคัญก็คือว่าทําอันนี้ในเชิง เปัาหมายปฏิรูปการศึกษาหรือคุณภาพการศึกษาอีก ๑๕ ป้ เห็นผล แต่ในเชิงเศรษฐกิจได้ เลยครับ ไม่ได้รอ ๑๕ ป้ เพราะเอาละไม่ว่าท่านจะมีข้อร้องเรียนมาจากโรงเรียนต่าง ๆ ว่า เรียนฟรีจริงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการติดตามอยู่ สิ่งหนึ่งที่ ท่านปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า ในโครงการเรียนฟรี รัฐบาลได้จ่ายเงินออกไปแบ่งเบาภาระ ผู้ปกครองไปแล้ว ถ้าไม่ทั้งหมดก็บางส่วน นั่นคือการเติมกําลังซื้อให้ผู้ปกครอง ซึ่งหมายถึง การได้ผลทางเศรษฐกิจทันที ไม่ได้เกี่ยวกับว่าโครงการนี้ลงทุนในเด็กแล้วต้องรอ ๑๕ ป้ กว่าจะเห็นผลผลิต โครงการเช็คช่วยชาตินี่ครับ วิจารณ์กันมากบอกว่าช่วยคนถูกกลุ่ม หรือไม่อย่างไร กราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่จริงไม่ใช่ว่า ๑๕,๐๐๐ บาทแล้วได้นะครับ ๑๕,๐๐๐ บาทลงมา คนที่ได้เยอะส่วนใหญ่ ๖,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาทครับ แต่ถามว่าทําไมไม่ทํา ๑,๔๐๐ บาท ทําไมไม่ทํา ๑,๖๐๐ บาท กระผมว่าท่านรู้คําตอบ นะครับ เพราะว่าป้ที่แล้วตอนที่ข้าวของแพงมาก ๆ ท่านจําได้ไหมครับ เราช่วยกันคิดเรื่อง คูปองคนจนเอามาแก้ปัญหาเปึนวิธีที่ดีที่สุดเลยครับ ถึงวันนี้กระผมก็คิดอย่างนั้น แต่ที่สุด ท่านจําได้ไหมครับ ทําไมรัฐบาลท่านปฏิเสธไม่ทําเรื่องคูปองคนจน ท่านมาบอกกับสภา เองครับว่าฐานข้อมูลไม่มี หาตัวไม่เจอ คําของอดีตนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ บังเอิญ หาตัวไม่เจอเลยทําไม่ได้ นี่คือคําตอบครับ กระผมก็กราบเรียนว่ากระผมก็อยากจะทํา เช่นนั้น แต่วิธีที่เราทําก็คือเราก็ช่วยเกษตรกรช่วยคนตกงานด้วยโครงการอื่นไม่ว่าจะเปึน การแทรกแซงพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของต้นกล้าอาชีพซึ่ง ท่านรองกอร์ปศักดิ์ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเปึนไปตามแผนในขณะนี้ฝ๊กได้ ๖,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ อะไรไล่ไปตามจํานวนตามเปัาหมายนี่ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่หมายความว่า มีโครงการนี้แล้วไม่ช่วยคนที่เราพึงจะช่วย แต่ช่วยในโครงการอื่น ๆ และเบี้ยยังชีพก็ดี เรียนฟรีก็ดีก็ไปถึงคนยากคนจนจํานวนมาก กระผมต้องถามกลับเหมือนกันว่าเราจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาทครั้งเดียวให้กับคนซึ่งมีรายได้ต่ําในระบบที่เปึนเงินเดือนประจํารายได้ต่ําที่สุด โวยวายกันมากว่าเราช่วยผิดกลุ่ม แต่ท่านเคยคิดไหมครับ สมัยรัฐบาลก่อน ๆ เพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการกลุ่มนี้ทุกเดือน ทําไมเราไม่มาตําหนิกันละครับว่าทําไมไม่เอา เงินตรงนั้นไปช่วยเกษตรกร ทําไมไม่เอาเงินตรงนั้นไปช่วยคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เราอย่าแบ่ง แยกกันอย่างนั้นครับ ตรงไหนเราช่วยใครได้เราช่วยครับ สมัยที่ท่านทําเงินเพิ่มช่วยเหลือ ข้าราชการผู้มีรายได้น้อยกระผมก็สนับสนุน กระผมไม่ได้บอกว่าน่าจะเอาเงินอันนี้ไปช่วย คนที่จนกว่า เพราะกระผมเชื่อว่ามันก็มีมาตรการอื่นซึ่งไปช่วยคนที่จนกว่าได้ฉันใดฉันนั้นครับ วันนี้กระผมจ่าย ๒,๐๐๐ บาทครั้งเดียวทําไมมันกลายเปึนเรื่องผิดละครับ ถ้าอย่างนั้น ทําไมเวลาที่ท่านเพิ่มเงินข้าราชการไม่ผิด ทําไมไปลดเงินเรื่องประกันสังคมในอดีตที่ทํากัน มาไม่ผิด เราต้องเข้าใจว่าประชาชนหลายกลุ่มเดือดร้อน เขาอาจจะไม่ได้จนที่สุดแต่เขา เดือดร้อน และเขาสมควรได้รับการช่วยเหลือ เรามีฐานข้อมูลที่ช่วยได้เราก็ช่วยครับ อันนี้ก็ อยากจะกราบเรียน ส่วนที่ไม่ได้โอนเข้าธนาคารกระผมเคยชี้แจงไปหลายครั้งว่ารูปแบบนี้ ที่เราทําในที่สุดทําให้เขาได้รับส่วนลดในเรื่องการซื้อของซึ่งถ้าโอนเข้าธนาคารจะทําไม่ได้ นะครับ ฉะนั้นตรงนี้ทั้งหมดก็อยากจะกราบเรียนว่านั่นคือเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ รอบที่แล้ว ถามว่าได้ผลไหม กระผมก็ตอบเหมือนที่ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ตอบละครับ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน จะบอกได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์กระผมก็ไม่กล้าพูดละครับ แล้วก็รู้ตั้งแต่ต้นว่ามันไม่มีทางได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จะบอกว่าไม่ได้ผลเลยกระผมก็ คิดว่าก็คงไม่ใช่ และเหตุผลที่เปึนเช่นนั้นก็คือว่าท่านดูตัวเลขบางตัว นับตั้งแต่เรื่องของ เช็คช่วยชาติหรือมาตรการนี้เปึนที่ทราบออกไปผลมันมีครับ คือมันยังไม่สามารถทําให้ เศรษฐกิจติดลบกลายมาเปึนบวกได้ แต่ตัวเลขบางตัวที่มันแสดงออกถึงความแย่ของ เศรษฐกิจมันเริ่มดีขึ้น เช่น เรายังไม่สามารถทําให้เขาหยุดเลิกจ้างได้ แต่จํานวนการเลิกจ้าง การลาออกจากงานลดลงมามีนาคม เมษายน พฤษภาคมเริ่มลด การใช้กําลังการผลิต เพิ่มขึ้นมา ลดลงบ้างยังมีแกว่งอยู่กระผมยังไม่กล้าที่จะฟันธงตรงนั้น แต่ว่าน่าสนใจก็คือว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอแบค (ABAC) ไปสํารวจความคิดเห็นของประชาชน แล้วก็เทียบการสํารวจ ความคิดเห็นเดือนมิถุนายนกับพฤษภาคมกับเมษายน พบว่าสัดส่วนของคนที่มอง เศรษฐกิจดีขึ้นเพิ่มขึ้นโดยลําดับ สัดส่วนของคนที่บอกว่าจะตัดสินใจใช้เงินมากขึ้นเพิ่มขึ้น ตามลําดับ แจกแจงลงไปถึงว่าจะซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะไปซื้อรถหรือจะไปซื้อบ้าน หรือจะไปซื้อหวยมีตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งเปึนตัวยืนยันอยู่ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกได้มี ผลในทางจิตวิทยาและกําลังซื้อพอสมควรที่หยุดยั้งการหดตัวของเศรษฐกิจหรือชะลอ การหดตัวของเศรษฐกิจได้ พอมาถึงวันนี้เราก็มองต่อ มองต่อว่าเศรษฐกิจที่เปึนปัญหา ครั้งนี้ที่ทุกท่านมองตรงกันว่ามาจากเศรษฐกิจโลกการส่งออก การท่องเที่ยวมันหายไป ถามว่าเราจะทดแทนด้วยอะไร เราจะต้องตัดสินใจอย่างไร ทางเลือกทางหนึ่งที่เรามีก็คือเราอยู่เฉย ๆ เราบอกว่าเศรษฐกิจหดตัวเก็บรายได้น้อย ไม่มีเงิน ที่จะมาใช้จ่ายเราก็จ่ายเท่าที่มี แต่ถ้าเราทําอย่างนั้นความเสี่ยงก็คือเศรษฐกิจที่หดตัวมากขึ้น เรื่อย ๆ รายได้ลดลงเรื่อย ๆ กลับกลายเปึนว่ารัฐบาลเองก็ไม่มีเงินใช้จ่ายหรืออาจจะมีหนี้ เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลยครับ แล้วสุดท้ายเศรษฐกิจจริงที่มีปัญหาก็จะไป ล้มทับสถาบันการเงินอย่างที่ท่านบอกว่าท่านกลัวว่าจะเกิดขึ้นที่สุด เราก็ต้องตัดสินใจ ลงทุน การตัดสินใจลงทุน ตัวเลขที่ท่านพูด ๑.๔๓ ล้านล้านบาท ตรงนี้จะได้แยกแยะให้ ชัดเจนนะครับ นั่นคือเปัาหมายที่เราคิดว่าต้องเปึนเงินที่เข้าไปทดแทนในระบบใน ๓ ป้ ซึ่งถามว่าเปึนเงินที่มากไหม มาก แต่ว่าถ้าคิด ๓ ป้นี่ครับ ท่านครับ มันก็เท่ากับการลงทุน ป้ละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งควรจะเปึนการลงทุนที่เราพึงจะทําในขณะนี้ ไม่เพียงแต่รักษาสภาพเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพิ่มความเข้มแข็ง เพราะเราก็ดูจุดอ่อนที่เขา ประเมินขีดความสามารถการแข่งขันมาโดยตลอด เรื่องแหล่งน้ํา เรื่องโรงเรียน เรื่องขนส่ง คมนาคม สื่อสาร หรือเรื่องสาธารณสุข แต่ตรงนี้ทําความเข้าใจเสียเลยนะครับ ท่านไม่ต้องกลัวว่าเราจะไปกู้ ๑.๔๓ ล้านล้านบาท แยกไว้แล้วครับ แยกไว้แล้วว่า ที่กู้นี่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องป่ดหีบ อย่างน้อย ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุน เร่งด่วนอย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่ตามมาอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนต่างระหว่าง ๑.๔๓ ล้านล้านบาทกับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ขอ ก็คือไปลงทุนอยู่ในกรอบงบประมาณประจําป้ปกติ หรือทํา อย่างที่ท่านพูดละครับ คือดึงเอกชนมาลงทุนในกิจการสาธารณูปโภค กิจการสาธารณะ ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ได้แยกแยะไว้แล้วเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วก็เปึนการ ตัดสินใจเด็ดขาดไปเลยว่า นี่คือเงินที่เราจะกู้ทั้งหมดเปึนกรอบ แล้วก็ไม่ได้กู้ทันทีทั้งหมด แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกู้เต็มจํานวนด้วยนะครับ กระผมกราบเรียนอย่างนี้เลย ถ้าเศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น กรอบที่ขออนุมัติไว้อาจจะไม่ใช้ทั้งหมดครับ แต่ต้องการมีอันนี้ไว้ เปึนเครื่องมือเพื่อให้คนได้มั่นใจว่าในภาวะที่ประเทศไทยยังต้องการการลงทุนหรือความ เข้มแข็งอยู่นั้นรัฐบาลมีเงิน มีเครื่องมือพร้อมที่จะทําแล้ว อันนี้จะได้เห็นนะครับว่า เราดําเนินการเพื่อที่จะให้มันเปึนไปตามแผนที่บอกว่าขั้นแรกช่วยคน ขั้นที่ ๒ ลงทุน แล้วเดี๋ยวขั้นที่ ๓ กระผมจะเรียนต่อเรื่องของการเพิ่มความสามารถการแข่งขันที่ท่านถาม เปึนคําถามสุดท้าย
ทีนี้ก็มีรายละเอียดบางเรื่องที่ท่านก็พูดเข้ามานะครับว่า ทําไมทําเรื่องนั้น อย่างนั้น ทําไมทําเรื่องนี้อย่างนี้ก็พาดพิงมา เช่น ท่านถามว่าตรวจสอบทําไม แล้วท่านก็ บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เปึนเจ้าหลักการ กําลังสร้างบรรทัดฐานอะไรหรือไม่ ขอชี้แจง เลยนะครับว่า ๑. เรายังยึดหลักการครับ การตัดสินใจว่ากู้เงินทําไมแบ่งเปึน พ.ร.ก. พ.ร.บ. ก็ยึดหลักการว่าเร่งด่วนเปึน พ.ร.ก. ไม่เร่งด่วนเปึน พ.ร.บ. แทนที่จะทําเปึน ก้อนเดียวแล้วเปึน พ.ร.ก. ทั้งหมด แต่ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ก็คือว่า ในอดีตการออก พ.ร.ก. อย่างนี้ หรือการกู้เงินที่ผ่านมานี่นะครับ ไม่เคยบอกสภาก่อนเลยครับเอาไปทํา อะไร แล้วก็ไม่มีการเข้าไปตรวจสอบได้เข้มข้นเท่า ก็มาสมัยมิยาซาว่านี่ครับที่ทางรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ได้มีการติดตาม มีคณะกรรมาธิการ ให้ตั้ง คณะกรรมาธิการ แล้วก็มีหน่วยงานที่มาประเมินตรวจสอบ ซึ่งจําเปึนครับ เพราะว่า หลายโครงการตอนนี้ต้องมาประเมินครับ แล้วมันไม่ได้ประเมินแล้วผ่านไปแล้วนะครับ มันประเมิน ประเมินเปึนระยะ ๆ อย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจง หมายความว่าอะไรผิดพลาด อะไรเปึนจุดอ่อนเรายังปรับปรุงแก้ไขได้ระหว่างการ ดําเนินการ เพราะเรากําลังพูดถึงการทํางานตรงนี้ ๓ ป้ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นบรรทัดฐานที่เราสร้างก็คือว่าใส่ในกฎหมายครับ เอากรอบการใช้เงินมาให้ ท่านดูก่อน นี่บรรทัดฐานใหม่ที่สร้างขึ้นมาจริง ๆ แล้วเราก็เชื่อว่าแนวทางนี้ก็จะช่วยให้มีความเข้มข้นพอสมควรในการติดตามตรวจสอบ การใช้เงินนี้ว่า คุ้มค่าหรือไม่ เปึนธรรมหรือไม่ โปร่งใสหรือไม่นะครับ ต่อไปก็จะขึ้นเว็บไซต์ เลยครับ แหล่งน้ําที่ไหนบ้าง จังหวัดไหนบ้าง อําเภอไหนบ้าง ตําบลไหนบ้าง ถนนไร้ฝุ์น ที่ไหนบ้าง สถานีอนามัยแห่งไหนบ้าง โรงเรียนที่ไหนบ้าง จะขึ้นเว็บไซต์ให้หมด และเชิญชวน ทุกท่านรวมทั้งพี่น้องประชาชนให้ติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัด และดูแลไม่ให้มีการรั่วไหล ส่วนการตัดสินใจในเรื่องอื่น ๆ ท่านก็พูดอยู่ และก็พาดพิงมานะครับ ความจริงอาจจะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง เรื่องรถเมล์ความจริงกระผมก็กราบเรียนว่า การตัดสินใจ ถ้ามันง่ายก็คงจบไปนานแล้วครับ ของท่านก็เริ่มจาก ๖,๐๐๐ คัน ๑๑๐,๐๐๐ มาเปึน ๔,๐๐๐ คัน ๖๙,๐๐๐ กระผมเอามาดูกระผมก็ว่า เอ๊ะ ๖๙,๐๐๐ มันสูงไปหรือเปล่า ก็ไปดู กันอีกทีก็คิดว่าน่าจะลดมาได้เหลือ ๖๔,๐๐๐ ๖๔,๐๐๐ เสร็จมีคนท้วงบอกจริง ๆ ถ้าเกิด ใช้วิธีอื่นเลย อาจจะดีกว่า ก็ให้กรรมการสภาพัฒน์เขาไปดู กระผมเชื่อว่าไม่เสียหายครับ และสุดท้ายน่าจะได้คําตอบที่ดีที่สุด
ส่วนเรื่องเกษตรกร ต้องขออนุญาตใช้เวลาสักนิดครับ มาตรการของ ภาคการเกษตร กระผมเข้ามา รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อนุมัติ เงินไว้เพื่อแทรกแซงพืชไว้ ๓ ตัว ข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด โดยได้มีการกําหนดโครงการ จํานํา และกําหนดราคารับจํานําไว้สูงกว่าราคาตลาด เข้ามาปัูบโควตาเต็ม ถามว่าไม่ทํา ต่อได้ไหม เราก็บอกไม่ทําต่อคงไม่เปึนธรรม เพราะพืชผลการเกษตรแต่ละจังหวัดออก ไม่พร้อมกัน พอโควตาเต็มมาถึงปัูบจะมาบอกว่า พี่น้องบางจังหวัดไม่ได้ เราก็บอก เราหยุดไม่ได้ก็ต้องทําต่อ ก็ทําต่อมาจนเสร็จสิ้นฤดูกาลก็มีตัวเดียวครับ คือ ข้าว ข้าวนาปรัง ซึ่งเราก็พยายามครับว่าจะบีบราคาจํานําให้ลงมาต่ํากว่าราคาตลาดได้หรือไม่ แต่ต้อง ยอมรับความเปึนจริงก็คือว่า โดยที่ราคาจํานําข้าวนาป้สูงกว่าราคาตลาดพอสมควร บีบลงมาวันนั้นแทบจะเปึนไปไม่ได้ในทางการเมือง เพราะจะเกิดปัญหามากมายในสังคม แต่วันนี้เราก็ตัดสินใจครับว่า การทําอย่างนี้ไม่ใช่วิธีการแทรกแซงที่ดีที่สุด ที่จริงก็อธิบาย กันไปแล้วนะครับว่าไม่ได้เปลี่ยนม้ากลางศึกอะไรเลยครับ โครงการทั้งหลายก็ทําให้เสร็จ พอมันสําปะหลังเสร็จก็มาปรับเข้าสู่รูปแบบประกัน ข้าวก็กําลังพิจารณาที่จะปรับเข้าสู่ รูปแบบประกัน มันไม่มีการเปลี่ยนม้ากลางโครงการ ปัญหามีเรื่องข้าวอันเดียวครับ คือ พี่น้องในภาคกลางเดี๋ยวนี้แทบจะเรียกได้ว่าปลูกต่อเนื่องตลอด แยกยากนิดหนึ่งว่า ฤดูกาลหนึ่งจบ ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นตอนไหนอย่างไร ก็จะหมุนเวียนกันไปทั้งป้เท่านั้นเอง แต่ว่ากําลังปรับระบบเข้ามา แต่ที่ต้องพูดสักนิดหนึ่งนะครับก็คือว่า ท่านก็มาตําหนิ นิดหน่อยว่า ยุทธศาสตร์การบริหารข้าวผิดพลาด กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เราคงเห็น ต่างกัน ท่านคงจําได้ป้ที่แล้วตอนที่ข้าวแพงมาก ๆ กระผมเสนอให้ท่านขายข้าว ข้าวใน สต็อกจะได้ไม่ทับราคาให้มันตกต่ําในตลาด แล้วกระผมก็เสนอด้วยว่าข้าวที่ขายขณะนั้น ได้กําไรแน่นอน เอาเงินมาช่วยเรื่องปุิย เอาเงินมาช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต แล้วก็ไปทํา คูปองช่วยคนที่ซื้อข้าว วันนั้นท่านตัดสินใจไม่ขายนะครับ แล้วไปขายทีหลังตอนราคาตก ขาดทุนเสียหายไป ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กระผมก็กราบเรียนว่า วันนี้กระผมเห็นด้วยกับท่าน ป้ที่แล้วไม่เห็นตรงกันนะครับ แต่ป้นี้เห็นตรงกัน กระผมเห็นว่าไม่จําเปึนต้องรีบร้อนขาย ข้าว นั่นคือเหตุผลว่า กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเขาหวังดี เพราะเขาก็กังวลว่าสต็อกมันเยอะ ถ้าเก็บไว้มาก ๆ จะเปึนปัญหาเขาก็อยากจะรีบระบาย แต่กระผมเห็นแล้วว่า ถ้ารีบระบาย ออกมาจะเปึนปัญหาในเรื่องของราคา กระผมจึงได้ประชุม กขช. (คณะกรรมการนโยบาย ข้าวแห่งชาติ) วันที่ ๒๙ เมษายน และก็มีมติ ครม. ว่าต้องไปทํายุทธศาสตร์การระบายข้าว มา ก็เห็นตรงกับท่าน แล้วก็ตอนนี้ก็จะพยายามบริหารจัดการทั้งเรื่องข้าวโพด เรื่องข้าว เรื่องมันสําปะหลัง ให้การขายออกมาได้ราคาดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ แต่ต่อไปข้างหน้าก็ไปปรับ ในเรื่องของระบบประกันซึ่งคงไม่ใช้เวลาที่จะพูดตรงนี้นะครับ ส่วนกรณียางพารานั้นวันที่ กระผมเข้ามาก็ประมาณ ๓๐ บาท วันนี้ก็ประมาณ ๕๐ กว่าบาทนะครับ อาจจะไม่สูงเท่าป้ที่ แล้ว แต่ว่าราคาพืชผลไปเปรียบเทียบป้นี้กับป้ที่แล้วกระผมว่าไม่ค่อยเปึนธรรม เพราะว่า ทั่วโลกพูดง่าย ๆ ราคามันตกไปเกือบครึ่งต่อครึ่งนะครับ ก็เปึนไปตามที่ท่านดอกเตอร์ ไตรรงค์ ประทานโทษเอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านอธิบายไปแล้วว่ามันเกิดจาก เรื่องของอุปสงค์ อุปทาน สภาพในตลาดโลกอย่างไรกระผมก็คงจะไม่พูดซ้ํา
ส่วนกรณีเรื่องของน้ํามันตรงนี้คงต้องขออนุญาตนะครับว่า กระผมย้ําสิ่งที่ กระผมพูดไปเมื่อตอนหัวค่ําก่อนที่ท่านจะอภิปรายนิดหนึ่งว่า กระผมไปเทียบราคาน้ํามัน วันนี้กับราคาน้ํามันครั้งที่แล้วที่ราคาน้ํามันดิบเท่ากับปัจจุบันขณะนี้ถูกกว่านะครับ กระผมคิดว่าท่านไม่รู้จะใช้คําว่าอะไรนะครับ ซุกซนนิดหน่อยครับ เวลาท่านอ้างตัวเลข คือท่านไปเทียบกับตัวเลขราคาน้ํามันดิบวันที่ ๑๔๗ เหรียญ กระผมว่าอันนี้เปึนความ ซุกซนทางวิชาการมาก ๆ เพราะว่าราคา ๑๔๗ เหรียญอยู่แป็บเดียวครับ แล้วยังไม่ได้เปึน ตัวกําหนดต้นทุนต่าง ๆ และที่สําคัญก็คือว่าถ้าท่านใช้บัญญัติไตรยางศ์อย่างนั้นนะครับ ช่วงที่ท่านเปึนรัฐบาลอยู่น้ํามันแพงเกินไปเกือบตลอดละครับ ยกเว้นช่วงที่มัน ๑๔๗ เหรียญ ต้องเทียบในราคาที่เปึนราคาที่นิ่งพอสมควรราคาเฉลี่ย ซึ่งกระผมได้ กราบเรียนว่ากระผมขอให้เขารายงานมาแล้ว และขณะนี้เทียบกันแล้วก็ลดลงนะครับ โดย สิ่งที่รัฐบาลเพิ่มขึ้นในเรื่องภาษีสรรพสามิตมา ๒ บาท เปึนเรื่องที่ขณะนี้กองทุนน้ํามัน เข้าไปดูแลอยู่ และกองทุนน้ํามันที่เข้าไปดูแล แอลพีจี กระผมก็ยืนยันว่าเปึนนโยบายของ กระผม เพราะว่ากระผมเห็นว่าเปึนเรื่องเดือดร้อนสําหรับพี่น้องประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้ม ก็ไม่ยอมที่จะให้มีการขึ้น แอลพีจี ตามที่กระผมพูดไว้ในช่วงหาเสียง และการเอากองทุน น้ํามันเข้าไปช่วยก็เปึนไปตามที่พูดไว้ในช่วงที่กระผมหาเสียง อันนี้ก็คือเรื่องน้ํามันนะครับ ที่ซุกซนพอ ๆ กันนะครับ คือท่านอ้างค่าการตลาด แต่หยิบเฉพาะกรณีของ เบนซิน ๙๕ ครับ ที่ว่าซุกซนเพราะว่าจริง ๆ ค่าการตลาดตอนนี้ น้ํามันทุกประเภท ประมาณ ๒ บาทเท่านั้นนะครับ ส่วนใหญ่ ๑ บาท ๕๐ สตางค์ครับ ยกเว้นตัวเดียวคือ ตัวที่ท่านอ้างครับ คือเบนซิน ๙๕ ซึ่งเปึนน้ํามันซึ่งขณะนี้เราไม่ส่งเสริมให้คนใช้อยู่แล้ว แล้วก็มีขายน้อยมากครับปริมาณต่อวัน เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าเรื่องน้ํามันกระผม เข้าใจดีครับ ทุกคนก็อยากใช้น้ํามันถูก แล้วก็จะบริหารจัดการตามความเหมาะสม แล้วก็ คํานึงถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของการตัดสินใจว่า เงินตรงนี้เอาไปใช้ กระผมย้ํานะครับ เงินกู้ทั้งหมดกระผมเน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เงินสวัสดิการ กระผมจับเข้าไปอยู่ในงบประมาณประจําซึ่งก็จะได้พูดกันในวันพุธ วันพฤหัสบดี เพื่อให้เห็นว่าจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่กระผมคิดว่าเปึนสิทธิที่พึงมีของคนไทย เด็กเรียนฟรี คนพิการ ผู้สูงอายุมีเบี้ยยังชีพทุกคน ทําไว้ในงบประมาณประจําเพื่อรัฐบาล ชุดต่อ ๆ ไปจะได้รู้ว่านี่เปึนภาระงบประมาณที่เราต้องให้ทุกป้ ๆ ส่วนตรงนี้เอามาลงทุน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศ และต้องขอแก้นิดหนึ่งนะครับ มีการไปพูดเยอะว่า รัฐบาลไปตัดงบประมาณในเรื่องของการรักษาพยาบาลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่จริงนะครับ เราเพิ่มให้ต่อหัวในป้นี้ ๒๐๐ บาทต่อหัวครับ ที่บอกไปปรับลด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเทียบกับคําขอครับ ซึ่งทุกป้ท่านทราบดีอยู่แล้วว่าคําขอกับสิ่งที่ให้ ไม่ตรงกันแต่เทียบสิ่งที่ได้ป้ที่แล้วกับสิ่งที่ได้ป้นี้คือเพิ่มขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นกระผมกลับมาประเด็นสุดท้ายเลยครับว่า เงินที่เอามาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร กระผมก็ยืนยันว่าทุกยุทธศาสตร์ ทุกข้อที่เรากําหนด ลงไปเราเห็นแล้วว่าคุ้มค่า น้ําที่ท่านสมาชิกทั้งหลายเคยไปเปึนกรรมาธิการแล้วก็เรียกร้อง ว่าจะต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้ครับจะได้มีการดําเนินการ ถนนไร้ฝุ์น แม้กระทั่งเรื่อง ของการขนส่งระบบราง ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ นะครับ ถ้าตรงไหน เอกชนมาลงทุนได้เราก็ไม่ใช้เงินตรงนี้ก็จะดําเนินการ กราบเรียนว่าระบบรางนั้นเรื่องรางคู่ ก็จะมีการพิจารณา และขณะเดียวกันก็กําลังพิจารณาในเรื่องของความกว้างของรางด้วย เพราะคิดถึงเรื่องของการเชื่อมโยงกับประเทศจีนต่อไปในอนาคต ซึ่งตรงนั้นอาจจะเปึน เรื่องที่เราจะต้องอาศัยเอกชนหรืออาจจะเปึนรัฐบาลอื่นให้ความช่วยเหลือและเข้ามา ลงทุน โรงเรียนลงทุนห้องสมุด ลงทุนอุปกรณ์ สถานีอนามัยยกระดับ ศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับ โรคร้ายแรงทั้งหลาย เช่น มะเร็ง หัวใจ ไต ก็จะมีการสร้างความเปึนเลิศทางวิชาการขึ้นมา ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ บวกกับเรื่องการท่องเที่ยวที่จะมีการฟุ๋นฟูแหล่งท่องเที่ยว กระผมเชื่อว่ากําลังเปึนไปอย่างที่ท่านถามว่าแล้วเราจะเพิ่มความเข้มแข็ง หารายได้ให้กับ เศรษฐกิจได้อย่างไร กระผมทําความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับตรงนี้ การหาเงินเข้าประเทศกับ การใช้หนี้ตรงนี้จะเปึนคนละประเด็นกันแล้ว เพราะรัฐบาลไม่ได้กู้เงินเปึนสกุลเงิน ต่างประเทศ รัฐบาลได้ตัดสินใจว่าการกู้ต่างประเทศจะทําในกรอบที่มีอยู่ปกติครับ ที่หลายท่านบอกว่าเอ๊ะ ทําไมรัฐบาลนี้มาขอบ่อยจัง โครงการรถไฟฟัาอะไรต่าง ๆ นี่ ความจริงทํากันมาทุกรัฐบาลครับ เพียงแต่รัฐบาลก่อน ๆ ไม่เอาเรื่องนี้มาเข้าสภา รัฐบาลนี้ ตัดสินใจเอามาเข้าสภาเพื่อเป่ดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง แต่ที่กู้ ก้อนใหม่เงินบาท กู้ในประเทศ ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ว่าจะหาเงินเข้าประเทศได้อย่างไร ซึ่งเราต้องทํา การส่งออก การท่องเที่ยว กระผมยืนยันว่าต้องสนับสนุนส่งเสริมครับ แต่ทั่วโลก ขณะนี้ประสบชะตากรรมเดียวกันครับ กระผมท้าเลยว่าอัดเงินให้กระทรวงที่ดูแลเรื่อง การส่งออกและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกี่เท่า ในขณะนี้ตัวเลขการท่องเที่ยวส่งออกขยับไม่มากครับ เพราะเปึนปัญหากําลังซื้อของคนในโลก แต่ว่าถามว่าการจะให้ประเทศมีเงินเข้ามา มียุทธศาสตร์อะไรหรือไม่ กรอบในการลงทุนทั้งหมดนี่ครับ มันมีคําตอบในตัวอยู่แล้ว เกษตรได้ประโยชน์จากแหล่งน้ํา อุตสาหกรรมได้ประโยชน์จากคนที่เข้มแข็งขึ้นในเรื่อง การศึกษา ในเรื่องสาธารณสุข แล้วก็ได้ประโยชน์จากเรื่องที่เราจะลงทุนเรื่องเศรษฐกิจที่ อิงความคิดสร้างสรรค์ หลายเรื่องกระผมก็ไปขอความร่วมมือจากเกาหลีอยู่ในขณะนี้ และภาคท่องเที่ยว ภาคบริการเช่นเดียวกัน โดยเรามีความตั้งใจในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งกําลังจะเริ่มจัดทําในช่วงกลางเดือนนี้ครับ ที่จะเดินไปในแนวทางของการเพิ่ม มูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ กระผมจึงอยากจะเรียนว่ากระผมมั่นใจนะครับ ว่าถ้าลงทุนตาม แผนนี้ ๓-๔ ป้ข้างหน้าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น รัฐบาลจะเก็บรายได้มากขึ้น แล้วเราจะ สามารถบริหารจัดการลดยอดหนี้สาธารณะตรงนี้ได้ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ความจริงเมื่อสักครู่ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พยายามชี้แจงไปแล้วนะครับ แต่ว่า ท่านถูกบีบด้วยเวลานิดหน่อย ที่บอกว่าพรุ่งนี้ตื่นมาจะเปึนหนี้ ๘๐,๐๐๐ บาทอะไรนี่ จริง ๆ กระผมเรียนไปแล้วนะครับ ไม่ได้กู้ทันทีนะครับ แล้วจะค่อย ๆ กู้ เดี๋ยวกระผมจะ อธิบายเรื่องการกู้และเรื่องสภาพคล่องอีกนิดหนึ่ง ถ้ากระผมจะบอกว่าวันนี้เรารู้ไหมครับว่า แต่ละคนเปึนหนี้อยู่เท่าไร ที่เปึนหนี้สาธารณะนี่ กระผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ที่บอกว่า พรุ่งนี้จะเพิ่มเปึน ๘๐,๐๐๐ บาท ความจริงวันนี้เปึนอยู่แล้วประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท แต่ถามว่าทําไมเราไม่รู้ครับ ท่านต้องแยกหนี้สาธารณะจากหนี้ส่วนบุคคล สิ่งที่ประชาชน เดือดร้อนจริง ๆ คือหนี้ส่วนบุคคลครับ ที่เพิ่มขึ้นมาเปึนเท่าตัว ๔-๕-๖ ป้ที่ผ่านมานี่แหละครับ นั่นละภาระหนี้ที่เขาต้องใช้ แต่หนี้สาธารณะจะใช้ด้วยการจัดเก็บภาษีอากร ซึ่ง หมายความว่าถ้าเราจัดระบบภาษีอากรให้เปึนธรรม เราก็เก็บเงินจากคนรวยมาใช้หนี้ตรงนี้ เพื่อประโยชน์ของคนจนที่จะได้ประโยชน์จากชลประทาน จากถนน จากโรงเรียน จากรถไฟ จากสถานีอนามัยอย่างไรครับ นี่คือแนวคิดของเรา ซึ่งก็จะทําให้เรามีความ สบายใจและมีความมั่นใจครับว่าตรงนี้การบริหารจัดการการชําระหนี้จะเปึนเรื่องของการ บริหารการคลัง มันไม่ใช่หนี้ส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนแต่ละคน แต่จะอย่างไรก็ตามที่ เราตัดสินใจกู้เพียงเท่านี้ ก็เพราะตระหนักถึงมาตรฐานสากลว่าหนี้สาธารณะขึ้นไปได้ ประมาณร้อยละ ๖๐ สําหรับประเทศอย่างเรานี่เขารับได้ครับ แล้วก็ธนาคารโลกก็ดี ไอเอ็มเอฟ ก็ดี หน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาติดตามเรื่องนี้ในทางสากล เขาก็ยอมรับได้ที่ หนี้สาธารณะเราจะขึ้นไปประมาณนี้เพื่อลงทุนสร้างความเข้มแข็งและกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ก็มาประเด็นสุดท้ายละครับที่ท่านแสดงความห่วงใยว่ากู้มากมายอย่างนี้จะไป กระทบกับระบบสถาบันการเงิน ไปแย่งเงินทุนของเอกชนหรือไม่ กระทบต่อดอกเบี้ย หรือไม่ ถือโอกาสชี้แจงเลยครับว่า ก่อนตัดสินใจอันนี้เราสํารวจสิ่งที่เรียกว่า สภาพคล่อง ส่วนเกินในระบบธนาคารมากกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่นอนครับ บางคนบอก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บางคนบอกมากกว่านั้นด้วยซ้ํา สภาพคล่องส่วนเกินคืออะไรครับ คือเงินที่แช่อยู่ในระบบธนาคารและไม่ถูกนําออกมา ไทยแช่แข็งก็คือไม่ทําอะไรนี่ละครับ ทิ้งไว้อย่างนั้นนะครับ ที่ไม่ออกมาก็อย่างที่ท่าน สมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปครับ คือธนาคารไม่ยอมปล่อย เพราะเขากังวลเรื่องความ เสี่ยงของการปล่อย เพราะฉะนั้นเกือบทุกประเทศที่เจอปัญหานี้ ทําเท่าที่ทําได้ครับ เข้าไป ค้ําประกันความเสี่ยงนี่เราก็ทํา จะไปเพิ่มทุนสถาบันการเงินที่พอจะปล่อยเงินได้เพิ่มขึ้น เช่น เอสเอ็มอี ธนาคารอิสลาม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้า หรือช่วย บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) อันนี้รัฐบาลก็ทํา แต่สุดท้ายนี่ครับ ฝ๋นตลาดไม่ได้ หลายประเทศก็ทําเหมือนกับเราทําคือ รัฐบาลต้องเอาเงินมาลงทุนเสียเอง การกู้ไม่ได้กู้ทันทีอยู่แล้วครับทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะดูสภาพตลาด ที่เร่งด่วนแน่นอนคือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะมาป่ดหีบ กับส่วนที่จะมาเร่ง ใช้จ่ายในการลงทุน ซึ่งกระผมยืนยันว่าทําตรงนั้นแล้วไม่ถึงครึ่งหนึ่งหรอกครับของ สภาพคล่องส่วนเกินในปัจจุบัน แล้วเหตุผลที่ว่าทําไมไม่ออกพันธบัตรทั้งหมดหรือไม่กู้ ทั้งหมดก็ตรงนี้ละครับ ที่ท่านเสนอให้ออกพันธบัตรทั้งหมด กระผมให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังไปดูแล้ว ถ้าออกเปึนพันธบัตรทั้งหมดนั่นละครับ จะเกิดปัญหาว่าไปแย่ง สภาพคล่องและดอกเบี้ยจะพุ่งสูงขึ้น จึงใช้วิธีผสมผสานกันระหว่างการออกพันธบัตรกับ การไปกู้ยืมจากธนาคาร ซึ่งก็จะดูสัดส่วนจังหวะเวลาตามความเหมาะสมเพื่อบริหารให้ มั่นใจว่าทําครั้งนี้ก็ไม่กระทบกับสภาพคล่อง เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่กระผมกราบเรียนสุดท้ายก็คือขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกทุกท่าน รัฐบาลกําลัง มาขอโอกาสให้กับประชาชนกับประเทศครับ เราเสียโอกาสที่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องสําคัญ ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมา มานานมาก แหล่งน้ํา ถนน โรงเรียน สถานีอนามัย แหล่งท่องเที่ยวไม่ได้มีการลงทุนในเรื่องเหล่านี้มานานพอสมควร ถึงเวลาที่เราจะทําให้ ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนมีโอกาส และรัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า เราสามารถที่จะบริหารจัดการให้เราสามารถฟันฝ์าช่วงวิกฤติในช่วงนี้ได้ และอยู่ในฐานะ เมื่อเศรษฐกิจฟุ๋นขึ้นในการที่จะชําระหนี้ที่เปึนหนี้สาธารณะหรือหนี้ของประเทศได้ ท่านไม่ต้องห่วงครับ เห็นท่านอภิปรายกังวลบอกว่าประเดี๋ยวเราดําเนินการไปแล้ว ท่านจะต้องเข้ามาแล้วก็ไม่รู้จะทําอะไร ถ้าท่านทําไม่ได้พวกกระผมยินดีทําต่อครับ ขอบพระคุณครับ