นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ชี้แจงความกังวลต่อวงเงินกู้ 8 แสนล้านบาท โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเสนอแนะให้ปรับแผนการกู้เงินโดยแบ่งงบประมาณออกเป็นสองรอบเพื่อลดความเสี่ยง และเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะพูดคุยเรื่องวงเงินพระราชบัญญัติ พระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องบอกความรู้สึก เบื้องต้นก่อนนะครับ การพูดของผมวันนี้หนักใจครับ เพราะมาพูดต่อจากอาจารย์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ต้องบอกว่าเปึนครูทางเศรษฐศาสตร์นะครับ บังเอิญผมรู้จักกับท่านตั้งแต่ เด็ก ๆ ใส่กางเกงขาสั้นไปโรงเรียนท่านก็เปึนอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว แต่ผมก็สบายใจ อยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ท่านไตรรงค์หรืออาจารย์ไตรรงค์จะมาพูดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ แต่สิ่งที่ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดในวันนี้ ผมมีหน้าที่มาพูด อันนี้ผมต้องกราบเรียน นะครับ ผมเตรียมมาอย่างนี้จริง ๆ ครับ ทางพรรคบอกว่าท่านมิ่งขวัญพูดอย่างไรก็ได้ ที่มันง่ายต่อการเข้าใจ พูดอย่างไรก็ได้ที่ประชาชนทั้งประเทศผ่านท่านประธานไปนี่ ได้รับฟังข้อเท็จจริงแล้วจะเข้าใจว่าวันนี้เศรษฐกิจของประเทศ การกู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเงินอื่น ๆ สถานภาพของเขาเปึนอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้น ผมจะพยายามอธิบายอย่างง่ายที่สุดที่ประชาชนจะเข้าใจนะครับ เนื้อหาบางตอน ผมมีความจําเปึนที่จะต้องเท้าความหรือเกี่ยวเนื่องไปบางประเด็น เพราะว่าผมคิดว่า สําหรับการพูดในวันนี้ผมอยากให้ประชาชนที่รับฟังการถ่ายทอดสดนี้ได้เข้าใจเรื่องราว ทั้งหมด ผมขอเริ่มต้นเรื่องราวดังต่อไปนี้นะครับ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เมื่อป้ ๒๕๒๑ ได้ทําวงเงินงบประมาณเปึนพระราชบัญญัติค่าใช้จ่าย ประจําป้ ๒๕๒๒ เอาไว้ ป้ ๒๕๕๒ นะครับ ขอประทานโทษนะครับ ๑.๘ ล้านล้านบาทความจริง ๑.๘๓๕ ตัดเศษทิ้งเปึน ๑.๘ ล้านล้านบาท ถามว่าวันนั้นท่านสมัคร สุนทรเวชและทางรัฐบาลเตรียมการไว้อย่างไร นะครับ เรามองเศรษฐกิจ ถามว่าเราเห็นเค้าลางของปัญหาที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกไหมนะครับ ขอยืนยันว่าเห็น แต่มันยังไม่เกิดวิกฤติที่รุนแรงถึงขนาดที่ฝรั่งเขาเรียก แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) หรือแฮมเบอร์เกอร์ไหม้ เพราะฉะนั้นอเมริกาก็ดี ยุโรปก็ดี ญี่ปุ์น ก็ดี หรือหลายประเทศยังไม่วุ่นวายจนเหมือนเช่นปัจจุบัน คราวนี้ก็มาโยง ผมจะขออนุญาต นะครับ ถ้าผมจะเอ่ยชื่อถึงท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บ่อย ๆ ก็คงจะไม่มีปัญหานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์รู้ตัวว่าจะได้เปึนนายกรัฐมนตรี ผมว่าประมาณแถว ๆ ตอนโหวต ในสภานี้ก็ประมาณสักช่วงกลาง ๆ ถึงปลายเดือนธันวาคมนะครับ ถ้าจําไม่ผิดอีก เหมือนกันวันที่ที่ท่านแถลงนโยบายที่ว่ามีปัญหากันต้องไปแถลงที่กระทรวง การต่างประเทศหรือที่นี่ วันที่ ๓๐ ธันวาคม การที่ท่านอภิสิทธิ์รู้ตัวว่าจะเปึนนายกรัฐมนตรี นั้นนะครับ ผมอยากขอติงท่านไว้ตรงนี้นะครับ ส่วนท่านจะฟังหรือไม่ฟังแล้วแต่ท่านนะครับ อันนี้เปึนความปรารถนาดีที่จะบอกว่า ความจริงท่านไม่ได้พิจารณาทบทวนงบประมาณเลย วันนั้นท่านรู้แล้วท่านมาเปึนนายกรัฐมนตรีของประเทศท่านต้องรับผิดชอบงบประมาณ รายจ่ายซึ่งจะเกิดขึ้นเกือบทั้งป้นะครับ ท่านเห็นปัญหา เห็นวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ตรงหน้าแล้ว ไฟกําลังไหม้อยู่ตรงนั้นแล้วนะครับ สิ่งที่ผมอยากท้วงติงว่า ๑. การตัดทอนงบประมาณ การทบทวนงบประมาณ การโยกงบประมาณ หรือการจัดลําดับการใช้งบประมาณ จริงอยู่ นะครับต้องบอกไว้ก่อนบอกว่าท่านอาจจะคิดก็มันออกเปึนพระราชบัญญัติไปแล้วนี่ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าการบริหารงานในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและครั้งสําคัญของโลก ผมว่าท่านมาขอทําอะไรก็ได้ทั้งนั้น สภานี้ผมว่าไม่ว่าฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลทุกคนพร้อมที่จะ ฟังแล้วก็ยินดีที่จะฟังท่าน ดังเช่นเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นในวันนี้นะครับ ท่านใช้เงินยังคง ยืนยันว่าจะใช้เงินเต็มจํานวน ๑.๘ ล้านล้านบาท ในวงเล็บหมายเหตุไว้นิดหนึ่งนะครับ ถึงแม้ว่าภายหลังท่านจะมีการตัดงบประมาณลงบ้าง ต่อมาอีกไม่กี่เดือนต่อมาท่านก็มา ต่อเนื่องงบประมาณนี้เปึนงบประมาณกลางป้ที่มีการขอไว้ตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านมาของบประมาณกลางป้เพิ่มเติมอีก ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท จําง่าย ๆ นะครับ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วนะครับถ้าไม่หักเลยไม่ลดทอนเลย ท่านมีเงินใช้อยู่มือ ๑.๙ ล้านล้านบาท ก็เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นของมันอยู่ ตรงนี้ครับ งบกลางป้ท่านมาเปึนรัฐบาลแล้วต้องเต็มภาคภูมิแล้ว มีทั้งความผิด รับผิดรับชอบ ท่านบอกกับสภานี้บอกว่าท่านจะเอางบประมาณนี้ไปใช้อยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ท่านบอกว่าจะเอาไปแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ประเด็นที่ ๒ ท่านบอกว่าจะเอาไป กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้คือ ๒ วัตถุประสงค์หลัก ในสภานี้ ก็ช่วยกันยกมือว่าผ่าน ท่านได้ไป ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าในบทสัมภาษณ์ของท่าน ที่มีบอกว่าท่านจะเอาเงินนี้ มีการคุยกันบอกว่า ก็ไฟมันไหม้อยู่จะต้องเอาน้ําไปดับไฟ แต่ความจริงผมนั่งนึกดูนะครับ เผลอ ๆ ไฟไหม้สุขุมวิทท่านเอาน้ําไปฉีดที่บางลําพู หรือเปล่า อันนี้ผมต้องพูดอย่างนั้น ทําไมผมถึงพูดอย่างนั้นนะครับ ท่านบอกแก้วิกฤติ เศรษฐกิจเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่ามีการเสนอการใช้เงินแสนกว่าล้านบาท ๑๘ โครงการ ๑๘ โครงการที่จะเอาไปใช้ ผมจะไม่ยกทั้งหมดนะครับ ผมจะยกบางอันที่มัน ดูว่าขัดแย้งและโต้แย้งกันอยู่ในทีว่า ตรงนี้ท่านคิดอย่างไร ความจริงครั้งที่แล้วผมก็ อยากจะพูดเวลาไม่อํานวยไม่ได้พูด วันนี้มีโอกาสก็อยากจะสื่อสารผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี โครงการแรกก่อนนะครับ โครงการเรื่องการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตรงนี้ท่านบอกว่าจะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เรียนฟรี ๑๕ ป้ แล้วก็ในเอกสารของการ ใช้จ่ายก็บอกจะมีหนังสือ ปากกา ไม้บรรทัด ดินสอ ยางลบ อะไรก็ว่ากันไป ท่านใช้เงินอยู่ ตรงนี้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นของมัน อยู่ตรงไหนรู้ไหมครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเห็นด้วยกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ภาคเอกชนนี่ปกติ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลนี่ถือเปึนเรื่องสําคัญ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แล้วผม ต้องท้วงติงและชี้ประเด็นให้ประชาชนได้เห็นก็คือว่า งบตรงนี้มันเปึนการลงทุนระยะยาว สมมุติเด็กเข้าไปเรียนชั้นประถมป้ที่ ๑ อนุบาล ๑ ป้นี้กว่าจะเห็นผลได้อีก ๑๕ ป้นะครับ มันขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านบอกแล้ว เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจกับวิกฤติเศรษฐกิจ อันนี้มันน่าจะเปึน ปัญหาที่เกิดอยู่ตรงหน้า ท่านเอาไปใช้อยู่ทั้งหมดนี่เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเปึนไปได้ นะครับ ถ้าผมท้วงติงได้แล้วผมกําหนด สมมุติผมเปึนรัฐบาล งบนี้น่าจะอยู่ในงบปกติ อันนี้คือข้อที่ ๑ ที่ผมอยากชี้ ผมเห็นด้วยนะครับ พัฒนาเด็กเยาวชน แต่งบนี้น่าจะอยู่ใน งบปกติแล้วอยู่ในงบของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจะไปโยกย้ายอย่างไรเรื่องของท่าน
อันที่ ๒ อันนี้เปึนสิ่งที่ต้องบอกว่าเปึนผลงานที่โด่งดังของรัฐบาลชุดนี้คือ เรื่องเช็คช่วยชาติ ท่านใช้เงินตรงนี้ไปอีกเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้ผมเตรียมอยากจะพูดกับท่านนะครับ อยากจะบอกว่าถ้าสมมุติว่าการกระตุ้น การใช้จ่าย ผมเข้าใจว่าท่านคงดูหลักการของ จีดีพี จีดีพี แล้วก็เท่ากับตัวซี (C) บวกตัวไอ (I) บวกตัวอะไรตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ผมพูดนี่อาจารย์ไตรรงค์สังเกตไหมครับ เงี่ยหู มาฟังผมโดยตรงเลย สูตรผมไม่ผิดนะอาจารย์นะครับ คราวนี้ผมกําลังจะบอกว่ากระตุ้น ให้ประชาชนใช้จ่าย ประเด็นของเรื่องก็คืออะไร ก็คือว่า ถ้าสมมุติว่าการใช้เช็คช่วยชาติ กระตุ้นประชาชนใช้จ่าย แจกเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาท แจกเพียงครั้งเดียวเปึนสิ่งที่ถูก แต่ผมกําลังจะตั้งคําถามนะครับ อันนี้มันเปึนเรื่องย้อนไปเหมือนกัน ทําไมถึงต้องพูดอย่างนี้ ท่านเอาเช็คนี่ไปแจกคนที่มีรายได้หรือมีเงินเดือนหรือมีผู้ประกันตน เปึนข้าราชการ เปึน พนักงานรัฐวิสาหกิจนี่อยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทลบไป ๑ บาท หลวม ๆ ก็คือ ๑๕,๐๐๐ บาท มันมีคําถามครับ เมื่อสักครู่ท่านไตรรงค์บอกว่าคนยากจนมีรายได้เดือนเท่าไรนะครับ ๑,๔๐๐ บาท ๑,๔๐๐ บาทนะครับ บางคนบอกว่า คําจํากัดความเขาบอกว่า ๑,๖๐๐ บาท ๑,๔๐๐ กว่าบาทอะไรก็แล้วแต่ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่า ในประเทศนี้มีคนที่มีรายได้อยู่ประมาณแถว ๑,๔๐๐ กว่าบาทที่เปึนรูปจับต้องได้นะครับ อยู่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ผมถามท่านง่าย ๆ นะครับ ถูกต้องใช่ไหมอาจารย์ อาจารย์ต้อง ชี้นิ้วเรื่อย ๆ นะครับ ถ้าถูกแล้วก็หันมาบอกผมนะครับ เพราะเราแอบส่งซิกกันอยู่นะครับ ประเด็นคือผมจะตั้งคําถามผ่านท่านประธาน ผ่านท่านนายกรัฐมนตรี แล้วผ่านไปยัง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ ถ้าท่านต้องแจกเงิน ๒,๐๐๐ บาทให้กับคนเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทโดยประมาณ กับ ๑,๔๐๐ บาทโดยประมาณ แล้วปริมาณเท่า ๆ กันด้วย นะครับ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนกับ ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ผมถามจริง ๆ ว่าใครเดือดร้อน มากกว่ากัน คน ๗ ล้านกว่าคน ที่ ๑,๔๐๐ บาทต่างหากที่เดือดร้อน แต่อันนี้สมมุติว่า ผ่านไปนะ ถ้าเปึนภาษาเอกชนเขาเรียกทาร์เก็ต กรุ๊ป (Target group) หรือกลุ่มเปัาหมายนี้ มันผิดมันคลาดเคลื่อนไปแล้ว เพราะ ๒,๐๐๐ บาทสําหรับ ๑,๔๐๐ บาทต่อเดือนนี้ผมว่า มีค่ามหาศาลนะครับ แต่มันไปอยู่ตรงที่วิธีการแจกอีกนะครับ ตรงนี้ก่อนจะผ่าน คน ๑,๖๐๐ กว่าบาทนี้คือใครครับ ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร กรรมกรเยอะแยะไปหมด นะครับ นอกจากผมคิดว่าช่วยคนผิดประเภทแล้วมันก็มาถึงเรื่องการจ่ายเงินผ่านอีกบัญชี ความจริงท่านทําเรื่องง่ายให้เปึนเรื่องยาก เรื่องยากให้เปึนเรื่องง่ายนะครับ ท่านดูว่า มันสลับกันอย่างไรนะครับ ปกติคนเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท สมมุติถ้าท่านแจก คนเหล่านั้นเขามีบัตรประกันตน มีผู้ประกันตนเปึนเงินเดือน สมัยนี้มันศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ เพราะฉะนั้นการจ่ายเงินตรงนี้นะครับ แน่นอนที่สุดผ่านสลิปเงินเดือน แล้วก็มีบัญชี ธนาคารอยู่เรียบร้อย ถ้าเอาดีที่สุดนะครับ ปราศจากข้อครหา จริง ๆ ต้องจ่ายเข้าบัญชี ตรงนั้นเลย แต่นี่ท่านเปล่านะครับ ท่านไปใช้อีกวิธีการหนึ่ง ผมอยากตั้งคําถามแล้วตั้ง ข้อสังเกตเอาไว้ ประเด็นคืออะไรครับ การเปึนข้าราชการหรือว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจ สมมุติว่าผมจะขึ้นเครื่องบินไปประชุมต่างประเทศ ผมต้องนั่งการบินไทยเท่านั้น ถึงแม้ สายการบินไทยจะแพงกว่าสายการบินอื่นนะครับ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติผมไม่ใช้การบินไทยนะครับ ผมต้องมีคําอธิบายว่าเหตุผลทําไมถึง ไม่นั่งการบินไทย ด้วยเหตุผลนี้นะครับ มันจะมาเรื่องเดียวกัน คําถามทําไมไม่ผ่าน ธนาคารของรัฐ ถ้าท่านเลือกจะทําเช็ค ๒,๐๐๐ บาท นี่จ่าย แบงก์กรุงไทยก็มี แบงก์อื่น ๆ อะไรก็มีตั้งเยอะแยะที่เปึนธนาคารของรัฐ ท่านไปผ่านธนาคารเอกชน ตรงนี้เปึนคําถามอีก เหมือนกัน อันนี้ผมพูดนะครับ ในระหว่างที่ผมพูด ผมก็ชําเลืองตาไปดูที่ท่านกรณ์ด้วย ท่านกรณ์กับผมก็จะสนิทกัน ท่านอภิสิทธิ์ก็เหมือนกันนะครับ อันนี้เปึนคําถามจริง ๆ ผ่าน นะครับ เรื่องนี้เรื่องเช็คช่วยชาติ คราวนี้กลับมาอีกว่าเฉพาะ ๒ โครงการนี่ท่านใช้เงินไป ทั้งหมดเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมตัดภาพกลับไปนะครับ ใน ๑๘ โครงการ ถามว่า รายได้หลักของประเทศอันดับหนึ่งคืออะไร ถ้าเปึนสมัยเราเด็ก ๆ เราจะท่องบอกว่า รายได้หลักมาจากการส่งออกข้าว ไม้สัก ยางพารา ดีบุก แต่ตอนนี้ไม่ใช่นะครับ รายได้หลัก จะมาจากการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวเปึนรายได้สุทธิ ในขณะเดียวกันการส่งออกก็เปึน รายได้หลัก อุตสาหกรรมและ เอสเอ็มอี ก็ใช่นะครับ ถ้าถามว่าท่องเที่ยว ส่งออก ซึ่งขึ้นอยู่กับ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ๓ อันนี่เปึนเหมือนเส้นเลือดใหญ่ในหัวใจ ที่จะนํารายได้เข้าประเทศนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าปรากฏในการพิจารณาเอกสารนั้น ท่านให้งบกับการท่องเที่ยว ๑,๐๐๐ ล้านบาท ส่งออก ๑,๐๐๐ ล้านบาท อุตสาหกรรม ๕๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่า ๓ กระทรวงที่จะนํารายได้มหาศาลนี่เข้ามาประเทศ ท่านให้แค่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท คํานวณสะระตะแล้วนะครับ อยู่ที่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ๒ จุดเศษ ๆ ท่านลองคิดดูนะครับ ท่านขอเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจและวิกฤติเศรษฐกิจ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ท่านใช้เพื่อการนี้ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ท่านมีพรรคร่วมอยู่นะครับ ถ้าผมเปึนรัฐบาลเอาง่าย ๆ เลยครับ ท่องเที่ยวเอาไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์เอาไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรมเอาไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมคิด ผมคิดอย่างนี้ วิธีคิดแต่ละคนอาจจะคิดต่าง ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะคิดอย่างหนึ่ง ผมอาจจะคิดอย่างหนึ่ง อันนี้ผมผ่าน ผมจะชี้ประเด็นเพียงแต่ว่านะครับ งบกระตุ้นที่ท่าน เอาไปใช้กลางป้ ผลมันเปึนอย่างไร
คราวนี้มาดูข้อ ๒ นะครับ การดูความแตกต่างจากข้อเท็จจริงนะครับ ที่ผม หยุดไม่มีอะไรนะครับ เพียงแต่ว่าผมได้ยินเสียงดังเหลือเกินครับท่านประธาน มีคนคุยกัน เสียงดังเหลือเกิน แล้วก็ขออนุญาตทานน้ําด้วยนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ แล้วผมอยากให้ได้ยินกันชัด ๆ ผมย้ํานะครับ ตลอด ๖ เดือนมา ผมไม่เคยลุกขึ้นมายืนพูด อะไรกับท่านนายกรัฐมนตรี หรือ ครม. เลย ผมตระหนักถึงความรู้สึกวันที่ผมนั่งอยู่บนตรงนั้น ตรงเก้าอี้แถว ๆ ท่านนั่ง ผมถูกตั้งกระทู้ทุกอาทิตย์ครับ ทุกอาทิตย์ทุกสัปดาห์ ผมต้อง เตรียมทําการบ้านเพื่อจะมาตอบคําถาม อย่างน้อย ๆ ผมเสียเวลา ๑-๒ วัน ท่านเชื่อ ไหมครับ ผมยอมนะครับ ยอมที่จะไม่ทําปัญหาให้ท่านอย่างนั้น ๖ เดือนที่ผมไม่พูด ผมพูด ด้วยความจริงใจนะครับ ท่านมาเปึนรัฐบาลผมสนับสนุนให้ได้ทํางานอย่างเต็มที่ วันนี้ท่าน ทํางานมาเกือบประมาณ ๖ เดือนแล้ว เท่า ๆ กับระยะเวลาที่ผมทํางานเช่นกัน เพราะฉะนั้นนาน ๆ ผมจะพูดทีหนึ่ง ผมก็อยากจะให้ท่านได้รับฟังให้ชัดเจน แล้วผมก็มี สมาธิในการพูดด้วยนะครับ
อีกข้อหนึ่งที่ผมต้องการท้วงติง เพราะผมมาพูดภาพรวม การประมาณการ ทางเศรษฐกิจของท่าน ผมอยากจะเรียนนะครับ บางครั้งมันต่างกับข้อเท็จจริงมาก เรื่องนี้ ไม่ใช่เปึนการตําหนิติเตียนนะครับ แต่อยากจะบอกว่าตอนท่านขึ้นมาเปึนนายกรัฐมนตรี ใหม่ ๆ ท่านให้สัมภาษณ์ว่า จีดีพี ของประเทศไทยจะโต ๐-๓ เปอร์เซ็นต์ บวก อันนี้คือสิ่งที่ ท่านพูดอยู่ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะได้ข้อมูลมาแล้วก็ประมาณนี้ แต่ในช่วงนั้น เวลาใกล้ ๆ กันนะครับ ดอกเตอร์โอฬาร ชัยประวัติ มาบอกว่า จีดีพี ป้นี้จะติดลบ ๔ สถาบันการเงินมูดี้ส์ (Moody’s) เครดิตมูดี้ส์บอกว่าลบ ๔ แต่ตัวที่น่าตกใจที่สุดนะครับ และเดี๋ยวผมจะบอกว่าทําไมมันน่าตกใจที่สุด คือสถาบัน เครดิต ลียองไนส์หรือลียองเนส์ของฝรั่งเศสบอกว่า จีดีพี ประเทศไทยจะติดลบ ๙ ถามผมว่า ทําไมผมตกใจทราบไหมครับ ถ้าหลายท่านยังจําได้ดีนะครับ ป้ ๒๕๔๐ เครดิต ลียองไนส์ ซึ่งเปึนสถาบันการเงินลําดับต้น ๆ ของฝรั่งเศสและของโลกนะครับ เปึนคนออกมา พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟองสบู่แตกและจะเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ตอนนั้นอย่าลืมนะครับเราเปึนต้นกําเนิดของโรคต้มยํากุ้ง หลายคนไม่เชื่อครับ ไม่มีใครเชื่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ ๑๒ ป้ผ่านไปครับ เครดิต ลียองไนส์ ลุกขึ้นมาพูดอีกว่าจะลบ ๙ ผมรู้สึกอย่างไรนะครับ ผมบอกตรง ๆ วันนั้นผมฟังแล้วผม กังวลใจ ผมก็นั่งนึกว่า เอ๊ะ แล้วตกลงประเทศจะเผชิญอะไรนะครับ จะบอกว่าอะไรก็ แล้วแต่ จะลบ ๔ ลบ ๙ สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้เราไม่ต้องมา นั่งเถียงกันแล้ว ผลประกอบการออกมาแล้วครับ สภาพัฒน์ออกมาบอกว่าเฉพาะ จีดีพี ไตรมาสแรกของป้ปฏิทินนะครับ ลบไป ๗.๑ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่แน่ว่าไตรมาสต่อไป ไตรมาสต่อไปมันจะผงกหัวขึ้นหรือเปล่า จะเปึนยูเชฟ จะเปึนวีเชฟ จะเปึนเชฟอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ นะครับ ผมลุ้นเอาใจช่วย แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่าถ้าท่านประเมินตัวเลขตรงนี้ ถ้าเปึนไปได้นะครับ ด้วยความปรารถนาดีอยากให้ท่านฟัง ฟังให้รอบด้าน แล้วก็นํามา ใคร่ครวญไตร่ตรอง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ถ้าการประเมินสถานการณ์ตรงนี้ผิด เยอะ ๆ นะครับ การแก้ปัญหาจะผิดไปด้วย อันนี้ก็เปึนอีกข้อหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดกับท่านก็คือว่า ผมติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ มาตลอด สิ่งที่ผมได้ยินผมเข้าใจว่าเศรษฐกิจจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา แต่อันหนึ่ง ซึ่งฟังแล้วนะครับ ผมได้ยินมาบ่อย ถี่ แล้วตัวเลขมันแตกต่างกันมากก็คือเรื่องการกู้เงิน ช่วงแรก ๆ ผมได้ยินว่าจะกู้ประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอะไรประมาณนี้ ต่อมา อันนี้เปึนตัวเลขจริง ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศญี่ปุ์น ท่านไปกู้เงินจากเจบิก (JBIC : ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น) ออกมา ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านเยน เขาคิดเปึนเงินไทยประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อมาก่อนสภาจะป่ดท่านนําเรื่อง เข้ามากู้เงินที่นี่ ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็อาจจะบวกด้วยอีก ๓-๔ โครงการ ซึ่งจะ กลายเปึน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่วันนี้ครับ วันนี้ท่านนํา พ.ร.ก. เข้ามากู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พรุ่งนี้ท่านจะเอา พ.ร.บ. เข้ามากู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมจะเปรียบเทียบผ่านท่านประธานสภาเพื่อให้ท่านผู้ชมทางบ้านหรือพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา มันเปรียบได้กับความรู้สึกอย่างนี้ครับ เช้านี้ท่านไปทํางาน ๙ โมงเช้า ๘ โมงเช้าไปทํางาน เย็นกลับมาบ้านเปึนหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว พรุ่งนี้เช้า ๙ โมงเช้า ๘ โมงเช้าออกไปทํางานทําไร่ไถนาอะไรก็แล้วแต่กลับมาตอนเย็นเปึนหนี้อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเยอะไหมนะครับ ต้องบอกอภิมหาศาล เมื่อเช้าถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ผมอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่เขียน โดยแม่ลูกจันทร์บอกว่า ถ้ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กู้เงินแล้วผ่านสภา ซึ่งเขาเขียนไว้เขาประมาณการว่าจะผ่านสภาฉลุยด้วย เขาใช้คําพูดนั้นนะครับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่จะเปึนการก่อหนี้ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ ๗๗ ป้ อันนั้น เขาบอกว่าอย่างนั้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขล่าสุด ผมถือโอกาสจะได้ยืนยันกับ ท่านให้ตรง ผมได้ยินว่าทั้งหมดท่านมีโครงการที่จะกู้เงินทั้งหมด ๑.๔๓ ล้านล้านบาท อันนี้คิดว่าถูกต้องนะครับ ไม่ถูกต้อง ถูกต้องหรืออย่างไรเดี๋ยวท่านก็อธิบายได้เพราะท่าน พูดหลังผมอยู่แล้วนะครับ
ประการต่อไปที่ผมอยากพูด ผมย้ํานะครับ การพูดของผมจะไม่มีการ กระทบกระเทียบเสียดสีหรือเปรียบเปรย แต่ผมมีความจําเปึนต้องพูดประเด็นนี้ บารัค โอบามา ขึ้นดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รับตําแหน่งเปึนทางการ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงนโยบายต่อ รัฐสภาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ผมบอกว่าไม่ได้เสียดสีนี่เดี๋ยวท่านจะนึกว่าผมไปพูด อะไร หนังสือพิมพ์เรียกท่านว่า โอบามาร์ค มันมีโอบามาแล้วก็มีโอบามาร์ค ผมฟังดูก็ชื่นชม นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เทียบเท่าบุคคลระดับโลกท่านก็เปึนคน ระดับประเทศแล้วก็ระดับภูมิภาคแล้วก็กําลังสู่ระดับโลก จุดเหมือนกับจุดต่าง มันเกิดขึ้นตรงนี้ครับ โอบามาขึ้นมาปุ็บนะครับ แน่นอนเขาสร้างประวัติศาสตร์เปึน ประธานาธิบดีผิวสีคนแรก แต่สิ่งที่โอบามาชัดเจนนะครับ ทุบโต๊ะเปรี้ยงเลยเพราะว่า คะแนนเขามาถล่มทลายจากการเลือกตั้ง เขาบอกว่าอย่างไรครับ อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกันนะครับ ตรงนี้คือจุดสําคัญ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเดาเอานะครับที่เขาเรียก โอบามาร์ค ก็คงจะเปึนอย่างนี้กระมัง ท่านก็มีนโยบายท่านก็ทุบโต๊ะเปรี้ยงเหมือนกัน อัดฉีดเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกไป ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว แล้วตอนนี้จะมาอีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วทั้งหมดจะมาเปึน ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่ประเด็นของเรื่อง ทั้งโอบามาและโอบามาร์คต่างกันตรงไหนทราบไหมครับ เรื่องหล่อนี่ท่านหล่อกว่าอยู่แล้ว นะครับ แต่ผมเรียนเลยนะครับ จุดที่ต่างคือที่มาของเงินที่เอามาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่างกันครับ ผมอยากจะเรียนว่าโอบามา อเมริกาคือเมืองหลวงของเศรษฐกิจโลก เปึนมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ มวลรวมรายได้ประชาชาติสูงสุดเปึนอันดับหนึ่ง สกุลเงิน ดอลลาร์ที่เขาพิมพ์ใช้เองคือสกุลเงินกลางที่คนทั้งโลกต้องใช้ รัฐบาลกลางมีเงินมหาศาล พร้อมที่จะอัดฉีดเท่าไร เขาจะอัดฉีดอีกกี่แสนกี่ล้านก็ได้ แต่ตรงนี้ต่างครับ ที่มาของเงิน ท่านไม่มีเงินครับ รัฐบาลนี้ไม่มีเงินที่จะอัดฉีดนะครับ บางครั้งมันอาจจะต้องกลับมา ทบทวนว่า เงินที่ท่านจะอัดฉีดที่ท่านจะบอกว่ากู้นี่ผมฟัง ผมนั่งฟังตั้งแต่เช้าเลยจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือเข้าใจ รัฐบาลมีความจําเปึนในการกู้เงินเพื่อจะเอาไปป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เข้าใจนะครับ ผมยืนยัน ผมไม่ขัดขวางการกู้เงิน ผมเห็นด้วย แต่คําถามนะครับ กู้แล้วเอามาทําอะไร คุ้มค่าที่จะกู้หรือเปล่า แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงนี้ ถ้าท่านกู้แล้วท่านมาใช้แล้วไม่เกิดผลหรือไม่สัมฤทธิผลอันนั้นมีประเด็นแน่นอนนะครับ สิ่งที่ก่อนจะผ่านผมอยากจะพูดความหมายสั้น ๆ ว่า ถ้าคิดว่าท่านจะใช้เงิน ความจริงถ้าดู ตามลักษณะของการทําการรณรงค์หรือโครงการต่าง ๆ ท่านใช้เงินเยอะนะครับ ผมได้ยิน ท่านกรณ์ จาติกวณิช บอกว่าจะเอาไปทําโครงการต่าง ๆ ๖,๐๐๐ กว่าโครงการ โครงการที่แล้ว ๑๘ โครงการ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เที่ยวนี้จะมาทํา ๖,๐๐๐ กว่าโครงการ การทําเปึน พ.ร.ก. กู้เงินเข้ามานี่นะครับ ความน่ากังวลนะครับ คณะรัฐมนตรีลงมติ ออกเปึนพระราชกําหนดมาให้สภานี้รับรอง ถ้าถามผมนะครับ ถ้าผมพูดได้นะครับ พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผมจะบอกว่า ท่านใจเย็นก่อนอย่าเพิ่ง มันเยอะไป มันต้อง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือ แล้วต้องวันนี้หรือ ท่านมาทีละจํานวนไม่ดีหรือ ป่ดหีบก่อนแล้วค่อยกลับมาทวน ผมต้องขออภัยนะครับที่ผมต้องพูดถึงอดีตของผมด้วย ผมเคยทํางานเอกชน ผมเปึนคนวางยุทธศาสตร์นะครับ ป้หนึ่งผมค้าขายหลายแสนล้านบาท เฉพาะเบส (Base) ประเทศไทยนะครับบางป้ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท ผมมองเรื่อง พวกนี้ออก สิ่งที่ผมเปึนห่วงนะครับ การที่จะคิดยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเรื่องนี้เปึน เรื่องจําเปึน ถ้าท่านพายุทธศาสตร์นี้ผิดนะครับ ในที่สุดเวลาจะเปึนเครื่องพิสูจน์ครับ คนไทยทั้งประเทศก็จะจดจําแล้วแต่เขาจะจําท่านว่าอย่างไร ผมอยากจะเตือนเพียงสั้น ๆ ว่า ถ้าท่านหาเงินเก่งนะครับ แล้วท่านใช้เงินเก่ง ไม่มีปัญหา แต่ถ้าท่านใช้เงินเยอะแล้วท่าน ยังหาเงินไม่ได้นะครับอันนี้มีปัญหา แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะผ่านประเด็นโอบามา โอบามาร์คนี่ผมอยากจะบอกว่า มันต่างกันตรงท่านไปกู้เงินมหาศาลแล้วเอามาทําประชานิยม เรื่องนี้เดี๋ยวต้องพูดกันครับ
ข้อต่อไปอีกนะครับ ท่านบอกว่าท่านกําลังออกโครงการแผนการเมืองไทย เข้มแข็งในระยะ ๓ ป้ มี ๖,๐๐๐ กว่าโครงการ คําถาม สิ่งที่ผมเปึนห่วง คือตัวพระราชกําหนด สิ่งที่จะทํา พอผ่านแล้วมันผ่านเลยนะครับ ท่านมาบอกเขาตามหลัง มาตรวจสอบสิ ความจริงผมเปึนห่วงครับ ผมเปึนห่วงอยู่ว่าก็มันทําไปแล้ว มันใช้ไปแล้ว มันจบไปแล้ว และที่สําคัญมันเปึนหนี้ไปแล้ว แล้วตรงนั้นมาตรวจสอบทําไมครับ มานั่งเสียใจกันทีหลัง นะครับ แล้วหนี้ที่แบกภาระอยู่ทั้งประเทศล่ะ คนไทยจะทําอย่างไรครับ จากวันนี้หนี้เท่านี้ ขึ้นไปเท่านี้ ผมฟังตัวเลขนะครับ แล้วมีการโฟแคส (Forecast : การคาดคะเน) ตัวเลขด้วย หรือวิเคราะห์ตัวเลขด้วย เผลอ ๆ อาจจะ ๘๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อหัว อาจจะทะลุถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อหัว เพราะว่ามันเปึนเรื่องของอนาคตถ้าหาเงินไม่ได้ สิ่งที่ผมเห็นใน ตลอด ๖ เดือนที่ท่านเปึนรัฐบาลมา คงไม่ไปพูดถึงเรื่องประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องปลากระปิอง อันนั้นผมตัดประเด็นทิ้งนะครับ แล้วผมยืนยันนะครับ ผมให้เกียรติท่าน ผมพยายามจะพูดถึงเรื่องความโปร่งใสน้อยที่สุด แต่บางครั้งเพื่อการบริหารงานที่มี ประสิทธิภาพ ผมว่าข้อมูล ความจริง ตัวเลข เมื่อท่านชัดเจนแล้วนะครับ บางครั้งการเปึน ผู้บริหารที่ดีต้องตัดสินใจ และการตัดสินใจบางครั้งอาจจะต้องโช๊ะทีเดียวขาดแล้วจบ ผมกราบเรียนท่านนะครับ รถเมล์เข้า ออก เข้า ออก ศึกษา เข้า ออก ศึกษา อันนี้ผมขออภัย นะครับ ถ้าผมเปึนท่าน บังเอิญผมยังไม่เคยเปึนนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ผมบอกเลย นะครับ ถ้าเกิดดูแล้วมันไม่ใช่ จบครับ ทีเดียว ท่านเอาสมองไปคิดอย่างอื่น แต่ถ้ามันใช่ ก็ว่ากันไป บางครั้งเรื่องการตัดสินใจ แต่ท่านก็บอก ก็นี่อย่างไรผมตัดสินใจแล้ววันนี้ ผมกําลังจะเอา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้า ก็ถ้ามันใช่ ในอนาคตคนก็จะจดจําท่านว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เก่งจริง ๆ กู้วิกฤติเศรษฐกิจได้ แต่ถ้ามันไม่ใช่ นะครับ คนก็จะจดจําท่านไปอีกอย่างหนึ่ง ผมกลับมาต่อนะครับ ปัญหาที่ผมอยากพูด มาก ๆ เลย เรื่องการบริหารจัดการ บางครั้งโดยไม่ตั้งใจท่านทราบไหมครับว่ามันก่อให้เกิด อะไรขึ้น ประเด็นนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ วันนี้ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร นอนหลับกันหมดหรือยัง เพราะตามกําหนดการเดิมผมจะได้ลุกขึ้นพูดตอนประมาณ ๓ ทุ่ม ตอนนี้มัน ๔ ทุ่มครึ่ง ก็มีคนเตือนผมบอกว่า ท่านมิ่งขวัญ ถ้าท่านพูดตอนนี้ชาวไร่ ชาวนาเขาหลับหมดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาไปทําไร่ไถนากัน ถ้าท่านยังฟังอยู่นะครับ ผมอยากฝากผ่านท่านประธานสภา ไปยังพี่น้องชาวนาทั้งหมด ผมกําลังจะชี้ประเด็นเรื่องนี้นะครับ ท่านจะบอกว่า เอ๊ะ แล้วมัน อย่างไรหรือ ทําไมมาพูดเรื่องนี้ ผมกําลังจะพูดเรื่องสินค้าเกษตรกับข้าว ท่านลองฟังดี ๆ นะครับ เรื่องข้าว ประเทศไทยมีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน ชาวนาปลูกข้าวประมาณ ๒๐ กว่าล้านคน ถ้าท่านจําได้หรือประชาชนจําได้ ผมหาเสียง ผมจะทําเปึนรูปสามเหลี่ยม โครงสร้างประชาชน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ คือประชาชนซึ่งมีฐานะปานกลางลงมายากจน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปมีฐานะปานกลางขึ้นไปเชิงบวก ๕ เปอร์เซ็นต์ และเหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่เปึนสุดยอดที่สูงที่สุด ชาวนาปลูกข้าวอยู่ ๒๐ กว่าล้านคน ชีวิตเขาทั้งชีวิต ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาตินะครับ เขาจะมีรายได้หลักอยู่ที่นาปรังกับนาป้ ท่านรู้ไหมครับผมกําลังจะบอกว่าอะไร การบริหารจัดการตรงนี้กําลังเปึนเรื่องสําคัญ อยู่ ๆ ป้ที่แล้วบังเอิญผมเปึนรองนายกรัฐมนตรี และเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อยู่ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ แถว ๆ ๖ กุมภาพันธ์ไล่มาเรื่อย ๆ ถึงเดือนแถวนี้แล้วก็เลย เดือนนี้ไปอีกหน่อยนะครับ ท่านคงจําได้ พ่อแม่พี่น้องชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรคงจําได้ มีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ตอนนั้นถามว่าอะไรครับ ท่านนึกถึงภาพไหมครับ มีคนไปขโมยเกี่ยวข้าวของชาวนา ชาวนาต้องถือป๋นไปนอนเฝัานา คําปรารภที่บอกว่า ขายข้าว ๑ เกวียนยังซื้อทองไม่ได้ ๑ บาท ถูกลบออกไปจากอดีต พ่อค้าไปออกค่าเกี่ยวข้าว ค่าขนส่งให้ ลูกหลานกลับไปเยี่ยมบ้าน พ่อแม่บอกว่าเดี๋ยวอดข้าว กลับไปทํางาน กรุงเทพฯ แบกข้าวกลับไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่วันนี้ป้ที่แล้วขายข้าวเปลือก ข้าวเจ้าราคา ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มาตรฐานอยู่ที่ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเกวียน แต่พอมาป้นี้มันเกิด อะไรขึ้นครับ ข้าวเหลือ ๗,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ๑๔,๐๐๐ บาท เหลือ ๗,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านรู้ไหมชาวนารับกรรมอะไร ๒ อย่าง ๑. ขายข้าวได้ต่ํากว่าเดิมครึ่งหนึ่ง ๑๐๐ บาทเหลือ ๕๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท เหลือ ๗,๐๐๐ บาท แต่ข้อ ๒ เขาต้องช้ําหนักขึ้นไปอีกเพราะอะไร เพราะมันไปโยงเกี่ยวกับเรื่องน้ํามันดิบ ปุิย เขาแบกต้นทุนอีกมหาศาล ปุิยขึ้น ไม่กี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ลงทุนหนักขึ้นแต่ขายได้ถูกลง แต่ประเด็นมันไปอยู่ตรงนี้ครับ ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการตรงนี้ผิดพลาด ผมย้ําเลยว่าถ้าผมอยู่กระทรวงพาณิชย์ ผมจะไม่ทําอย่างนี้เด็ดขาด ตอนนี้ผมออกมาบอกว่าพ่อแม่พี่น้องข้าวสารจะทะลุ ๓๐,๐๐๐ บาท ผมหมายถึงข้าวหอมมะลินะครับ ปรากฏข้าวหอมมะลิป้ที่แล้วทะลุ ๔๐,๐๐๐ บาท ข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ ทะลุ ๓๓,๕๐๐ บาท ตอนช่วงที่ผมออกมาบอก ผมโดนคนก่นด่าเต็มไปหมดเลย แล้วผมไปบอกพี่น้องชาวนาว่าอย่างไร พี่น้องชาวนา อย่าเพิ่งขายข้าว ข้าวเปลือกนาปรังที่กําลังสุกอยู่กําลังจะเหลือง เหลืองอร่ามไปหมดให้ ท่านเก็บไว้ก่อน แล้วคนที่เพิ่งปลูกอย่าให้เขาตกเขียว ผมโดนด่า แต่ในท้ายที่สุดเวลาก็เปึน เครื่องพิสูจน์ แต่ท่านทราบไหมที่ผมพูดตรงนี้ผมต้องการจะบอกว่ารัฐไม่ควรจะเสียเงิน มหาศาลขนาดนี้คืออะไร ปรากฏป้นี้เมื่อสักประมาณ ๒ เดือนโดยประมาณรัฐบาลของ ท่านโดยกระทรวงพาณิชย์ออกมาบอกว่า จะเอาข้าวในสต็อกรัฐ ๒,๖๐๐,๐๐๐ ตันออกมา ประมูลขาย ข้าวสาร ๒,๖๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าย้อนกลับไปเปึนข้าวเปลือก ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ข้าวเปลือก ท่านคิดดูดี ๆ นะครับ ทฤษฎีการตลาด ข้าวนาปรังชาวนาปลูกมาเกือบตาย กําลังจะสุก กําลังจะเกี่ยวแล้วจะขาย อยู่ ๆ มีคนมาบอกตัดหน้าโดยรัฐบาลตัดราคาเอง บอกว่าผมจะทุ่มของออกมา ๒,๖๐๐,๐๐๐ ตัน ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันข้าวเปลือกท่านว่า ราคาจะตกไหมครับ สมใจปรารถนาราคาข้าวเปลือกตกฮวบ ๆ ถึงขนาดท่านตอนนั้นผมได้ยิน ข่าว ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประชุมอยู่ใน ครม. กับรัฐมนตรีพาณิชย์ บอกว่าจะรับจํานําข้าวอยู่ที่ ๑๑,๗๐๐ บาท ท่านยังเอาไม่อยู่เลย ราคามันยังรูดทะล่าลง ไปเลย ผมบอกเลยนะครับ ปรากฏว่าผมมาได้ข่าวอีกทีหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องใช้เงินไม่รู้กี่หมื่นล้านบาท ชาวนาออกมาประท้วงรับจํานําอีก นี่ขยาย โควตาออกไปอีก อีก ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทหรืออีกเท่าไร แล้วผมก็ได้ยินแว่ว ๆ ออกมาอีก ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนท่านอย่ามายึดติดอยู่นะ เพราะว่าผมมีหน้าที่พูดให้ชาวบ้านเข้าใจ มากที่สุด ท่านใช้เงินตรงนี้ไปหมดหลายหมื่นล้านบาทหรือเปึนแสนล้านบาท ป้ที่แล้วสําหรับผม ผมกอดข้าวในสต็อกรัฐ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตันไว้จนถึงที่สุด ผมจะถามคําถามนิดเดียวว่า ถ้าขายช้า หุบปากนิ่ง ๆ รอให้ชาวนาขายข้าวนาปรัง ข้าวเปลือกนาปรังให้หมดก่อนหมด ฤดูกาล ขายช้าไปอีกสัก ๓-๔ เดือนแล้วมันจะเปึนอะไรครับ ผมบอกให้เลย ที่ผมต้องการชี้ประเด็นข้าวเพราะมันกระทบกระเทือนชาวนาจํานวน ๒๐ กว่าล้านคนครับ ป้หนึ่งเขามีรายได้หลักจากนาปรังกับนาป้ ท่านน่าจะไปขายในระหว่างฤดูกาล และอีกเรื่องหนึ่งก่อนที่ผมจะลืม ผมฝากกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ ท่านมี ความคิดแนวใหม่ที่ดีบอกว่าจะประกันราคา ขอเตือนท่านนะครับ ตอนช่วงอยู่ในระหว่าง กําลังออกผลิตผลศึกษาให้ดีให้รอบคอบก่อน ท่านอย่าผลีผลามออกมาทําตลาดจะ ปัืนป์วนหมด ผมยืนยันผมพูดด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ เรื่องนี้จะใช้เดี๋ยวค่อยว่ากัน อาจจะเปึนฤดูกาลหน้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ผมชี้ประเด็นนี้สิ่งที่ผมต้องการชี้เรื่องสําคัญ ก็คือว่า บางครั้งยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทําให้ท่านต้องไปเปลืองเงินงบประมาณชาติ
อีกเรื่องหนึ่งนะครับที่อยากจะกราบเรียนเอาไว้ ผมอยากให้ใน ๓–๔ วันนี้ ท่านมี ๓ ประเด็นหลักสําคัญนะครับ การกู้เงินโดย พ.ร.ก. กู้เงินโดย พ.ร.บ. ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็งบประมาณประจําป้ สิ่งที่ผมอยากเห็นอยากให้ท่านเอาใจใส่มากที่สุด ก็คือ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เพราะผมเห็นราคาแล้วเรียนตรง ๆ นะครับ ตกใจ เศร้าใจ แล้วก็ เปึนห่วง เช่น ป้ที่แล้วราคายางสูงสุดอยู่ที่ประมาณ ๑๑๕ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม ป้นี้บวกลบ อยู่แถว ๔๕ บาทกระมังประมาณ ผมไม่รู้ราคาเด้งขึ้นเด้งลงอย่างไร
อันที่สอง ปาล์มน้ํามันอยู่ที่ประมาณ ๖ บาท ๕๐ สตางค์ อันนี้ผมย้ํา นะครับราคาสูงสุดแล้วก็ลงมาต่ําอีกเหลือเท่าไรครับ ๓ บาท ไม่เปึนไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องกังวลใจนะครับ ผมพูดให้ฟังเฉย ๆ ท่านยัง ไม่ต้องไปถามเขาละครับ เดี๋ยวท่านมีเวลาตอบได้เต็มที่ครับ
ข้อต่อไปอีกนะครับ มันสําปะหลังป้ที่แล้ว ๒ บาท ๘๐ สตางค์ครับ ป้นี้ ๘๐ สตางค์ ๑ บาท หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่จะบอกนะครับไม่ต้องถึงขนาดว่า มาเอาเปึนเอาตายกันตัวเลขเป็ะ เป็ะ เป็ะ เท่านี้ แต่สิ่งที่ผมกําลังจะบอกก็คือว่าอยากให้ ลงไปดูเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น คนเกือบ ๔๐ ล้านคน คือ ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ทั้งหมดนี่เรา ต้องสํานึกอย่างหนึ่งนะครับ วันนี้คุณจะบอกว่าคุณเจริญทางด้านอุตสาหกรรมทางด้าน อะไรก็แล้วแต่ แต่ในท้ายที่สุดวิถีชีวิตคนไทยก็คือเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาครับ
อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะพูดนะครับ ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับปุิยกับเรื่องราคา น้ํามัน เรื่องนี้เปึนเรื่องเหมือนกันครับท่าน ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีลงไปดูทีหนึ่งนะครับ ถึงแม้จะมีสมาชิกอภิปรายมาแล้วแต่ผมคิดว่าผมอยากชี้ประเด็นนี้แล้วเปึนประเด็นสําคัญครับ ขออนุญาตย้อนไปเปรียบเทียบป้ที่แล้วกับป้นี้ บังเอิญนะครับตอนผมอยู่ในตําแหน่งกับ ท่านอยู่ในตําแหน่งมันเปึนช่วงระยะเวลาเดียวกันพอดี ตอนผมเข้ามารับงานปรากฏว่า น้ํามันดิบของโลกพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ ถ้าพวกท่านตามอยู่นะครับ ป้ที่แล้วราคา น้ํามันขึ้นไปแตะจุดสูงสุด ๑๔๗ เหรียญอเมริกันดอลลาร์ต่อ ๑ บาร์เรล น้ํามันดิบนะครับ แต่ปรากฏพอท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มา ผมก็ไม่รู้นะครับดวงท่านดี เหลือเกินน้ํามันลงมาแตะจุดต่ําสุด ๓๒ เหรียญอเมริกันดอลลาร์ แล้วก็มาค้างอยู่ตรง ๓๕ ตั้งนาน ๓๕ เหรียญต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะบอกคืออะไรครับ ๑๔๗ กับ ๓๕ ผมเอาแค่ ๓๕ เท่านั้นนะครับ คราวนี้สิ่งที่ผมอยากจะเห็นผมอยากจะพูดตรงนี้ผมฝาก นะครับ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงต้องลงไปดู และเรื่องนี้ขอละเอียดเลย ประเด็น อยู่ตรงไหนนะครับ น้ํามัน ๑๔๗ เหรียญต่อ ๑ บาร์เรล น้ํามันดิบนี่ปรากฏว่าหลังจาก การกลั่นแล้วผ่านกรรมวิธีต่าง ๆ เรามาเปึนน้ํามันอะไรครับ น้ํามัน ๙๕ น้ํามัน ๙๕ แก๊สโซฮอล์ น้ํามัน ๙๑ น้ํามัน ๙๑ แก๊สโซฮอล์ ก็ไล่ลงมาตามลําดับจนกระทั่งถึง น้ํามันดีเซล บี ๒ บี ๕ สิ่งที่ผมจะชี้ก็คือราคา ๙๕ ผมจะเอาตัวท็อป (Top) เปึนตัว เปรียบเทียบให้ดูนะครับ ๑๔๗ เหรียญ กลายเปึนน้ํามันที่เติมให้รถอยู่ประมาณ ๔๒ บาท บวกลบ ๑๔๗ เหรียญ ดูตัวเลขดี ๆ นะครับอยู่ที่ ๔๒ บาท ๓๕ เหรียญปรากฏน้ํามันอยู่ เท่าไรครับ ๒๐ กว่าถึง ๓๐ บาทบวกลบ วันนี้น้ํามันทะยานขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ ๗๐-๗๗ เหรียญ มันแล้วแต่จะดูตลาดไนเม็กซ์ (NYMEX : New York Mercantile Exchange) ตลาดอะไรแล้วแต่ท่านไปดูนะครับไม่ต้องมานั่งจี้ผมบอกแล้วผมมีหน้าที่พูด เรื่องยากให้เปึนเรื่องง่าย ปรากฏว่าสมมุติน้ํามัน ๗๐ กว่าเหรียญ ๑๔๗ เหรียญก็ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏน้ํามัน ๙๕ ปาเข้าไป ๔๐ บาทแล้วครับ แล้วขึ้นน้ํามันทีหนึ่ง ๖๐ สตางค์ ๘๐ สตางค์ หรือบาทกว่า คราวนี้บังเอิญมันมีข้อมูลที่น่าสนใจนะครับ ตรงน้ํามัน ผมจะตัดตัวเลขย่อย ๆ ออกไปนะครับ ผมจะพูดถึง ๓ องค์ประกอบสําคัญ ที่ทําให้ราคาน้ํามันเปลี่ยนแปลง ถ้าผมคิดตามบัญญัติไตรยางศ์นะครับผมเรียนท่าน นิดหนึ่งนะครับ น้ํามัน ๓๕ เหรียญต่อบาร์เรล ผมฝันจะเห็นคนไทยได้เติมน้ํามันอยู่ที่ ลิตรละ ๘-๑๒ บาท เพราะในเมื่อ ๑๔๗ เหรียญมันยังเท่ากับ ๔๒ บาทได้ เพราะฉะนั้นถ้า ๓๕ มันจะต้องมาอยู่ที่ ๘-๑๒ บาท แต่ปรากฏมันไม่เปึนอย่างนั้นมันออกมาอย่างที่เห็น นะครับ ออกมาประมาณ ๒๐ บาท ปลาย ๆ ถึง ๓๐ บาทต้น ๆ คําถามว่าตัวแปรคืออะไร ผมไปดูองค์ประกอบราคาน้ํามันนะครับ หลายตัวแปรผมจะเอา เฉพาะ ๓ ตัวแปรมาพูด ตัวแปรที่ ๑ คือ ภาษีและภาษีสรรพสามิต ตัวแปรตัวที่ ๒ คือ การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน ตัวแปรตัวที่ ๓ คือ ค่าส่วนต่างของการตลาด บังเอิญครั้งที่แล้ว ทางวิปฝ์ายค้านเชิญกรมสรรพสามิตมานั่งคุย ผมก็ได้มีโอกาสไปนั่งอยู่ด้วยผมก็ถามเขา ผมก็ถามว่ากรมสรรพสามิตตอนนี้เปลี่ยนการเก็บอัตราภาษีน้ํามันหรือเปล่านะครับ จากที่ เปึนน้ํามันดิบแล้วเอามากลั่น กลั่น กลั่นนี่ กรมสรรพสามิตบอกเปล่า ท่านไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอะไรเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นใน ๓ องค์ประกอบที่ทําให้ราคาเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นภาษีสรรพสามิตตอนนั้นยังไม่ขึ้นท่านตัดทิ้งเลย แต่ตอนนี้ท่านมาขึ้น อันนี้มัน ทีหลังแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นมาตัวที่ ๒ ครับ การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อไหมครับ นี่ด้วยมิตรไมตรีที่ดีนะครับ ท่านเคยบอกไว้ท่านหาเสียงบอกว่า ถ้าผมเปึนรัฐบาลผมจะไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันเด็ดขาด แต่ด้วยความเปึนมิตรไมตรีที่ดี ผมเรียนยืนยันนะครับ ผมอนุโลมครับ ผมเข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดสภาวะตึงตัวทาง เศรษฐกิจ ท่านเกิดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน ตัวนี้เปึนตัวแปรที่ทําให้ราคาน้ํามัน บัญญัติไตรยางศ์ที่ผมเทียบให้ดู ๘-๑๒ บาทมันไม่เกิดขึ้น แต่ตัวที่ ๓ นะครับ ผมพูดเรื่องนี้ ผมรู้ ผมเข้าใจ มีวุฒิภาวะพอที่จะไป ที่จะรู้สึกได้ล่วงหน้านะครับ มันจะเกิดผลกระทบกับ คนหลายคน แต่เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ ท่านลองไปตรวจ แล้วให้คนออกมาชี้แจงให้ชัด ๆ ถ้าส่วนต่างของการตลาดมันเกิดอะไรขึ้น ในวันนั้น ในห้องประชุมมี ส.ส. ท่านหนึ่งบอกว่า ค่าการตลาดหรือยังเหมือนเดิม ครอบครัวผมทํา ธุรกิจน้ํามันอยู่ รับมาพอเขาใส่แท็งก์แล้วเติมลงไปในรถยังคงได้ลิตรละ ๖๕ สตางค์ เท่าเดิมถูกไหม ผมบอกถูก แต่นั่นคือ เอ็น ยูสเซอร์ (End user) เปึนคนใช้ ท่านขับรถเข้าไป ที่ปัูมเขาเติมให้ท่าน เขาขายเขาก็ได้ ๖๕ สตางค์ต่อลิตร แต่ผมกําลังหมายถึงตั้งแต่ ระยะเวลาย้อนไปก่อนจะเข้ามาสู่ที่แท็งก์ (Tank) นี่ครับ แล้วย้อนไปจนถึงการกลั่นน้ํามัน ตรงนั้นผมยืนยันว่า ผมกําลังดูท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานใจเย็นครับท่าน ใจเย็น เถอะครับ เดี๋ยวมันยังมีอีกหลายประเด็นครับ ผมเชื่อมั่นนะครับ ผมเห็นท่านอภิสิทธิ์พยัก หน้าผมกราบเรียนผ่านท่านประธานนะครับ ผมรู้สึกสบายใจว่าท่านรับ แล้วเดี๋ยวจะไปดู ให้ ๆ ผมสบายใจที่ท่านส่งสัญญาณอย่างนั้นนะครับ ถ้าท่านส่ายหน้าเมื่อไรละก็ผมกลุ้มใจ นะครับ ผมขออนุญาตจิบน้ําชาอีกทีหนึ่งครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดมาเรื่องน้ํามัน มันเกิดตัวแปรอย่างนี้นะครับ ในเมื่อราคาน้ํามันกลายเปึนอย่างนั้น ผมถามนิดหนึ่ง นะครับ ป้ที่แล้วน้ํามัน ๑๔๗ เหรียญ ก็ลิตรละ ๔๐ กว่าบาท รุ่น ๙๕ ป้นี้น้ํามัน ๗๗ เหรียญก็ ๔๐ บาท แล้วมันต่างตรงไหน ก็เปึนอย่างที่อธิบาย แต่คราวนี้ผลมันไปเกิดอะไร ครับ ผลปรากฏมันไปกระทบอย่างนี้นะครับ ข้อ ๑ เลยประชาชนไทยทั้งประเทศแทนที่จะ มีความสุขอยู่ในช่วงที่น้ํามันราคาของโลกต่ําลงเขาไม่ได้ครับ ตรงนี้คือข้อ ๑ นะครับ กลายเปึนภาระของประชาชน แต่ตัวข้อ ๒ สิครับ ตัวนี้ตัวสําคัญ ทุกอย่างมีต้นทุนหมด กาแฟ ๑ ถ้วย อาหาร ๑ จาน ทุกอย่างต้องไปเกี่ยวกับค่าขนส่งกับค่าน้ํามัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ไปโยงหมดเลย แล้วที่มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้นมันไปโยงยังกระทรวงพาณิชย์ครับ ตอนผมอยู่ น้ํามัน ๑๔๗ เหรียญต่อ ๑ บาร์เรล มันก็ขึ้นไปอุตลุดเลย สิ่งที่เราต้องทําตอนนั้น คืออะไรครับ ต้องเชิญผู้ประกอบการเปึนร้อย ๆ บริษัทเข้ามาประชุม แล้วขอดูต้นทุนแล้ว คุยกับเขาบอกว่า ใจเย็น ๆ นะครับ เราคนไทยด้วยกันช่วยกันหน่อย สินค้าอุปโภคบริโภค เปึนพัน ๆ รายการครับ ถ้าท่านมีต้นทุนเก่าอยู่ น้ํามันกําลังขึ้น ๒ เดือนประวิงอย่าเพิ่งขึ้น ๔ เดือนประวิงอย่าเพิ่งขึ้น ๖ เดือนประวิงอย่าเพิ่งขึ้น หรือถ้าเปึนไปได้นะครับ ถ้าลดมาร์จิน (Margin) ของท่านก็มี คนยอมลดราคาให้ แต่นี่ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมเห็นท่านไปเยี่ยมกระทรวงพาณิชย์หนหนึ่งแล้ว ไปเยี่ยม อีกครับ จริง ๆ ครับ ท่านไปเยี่ยมอีกเถอะครับ แล้วเรื่องนี้ต้องคุยกับเขา แต่ผมก็เข้าใจ นะครับ บริษัทผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ถ้าน้ํามันถูกกําหนดฐานค่า ขอโทษนะครับที่ใช้ ภาษาอังกฤษ คือ ไพรซ์ โพซีทชันนิ่ง (Price Positioning) เปึนอย่างนี้ปุ็บมันจะมี ผลกระทบกับสินค้าอุปโภคบริโภคเปึนพัน ๆ หมื่น ๆ รายการครับ ตรงนี้ผมย้ํานะครับ ถ้าค่าพลังงานถูกกําหนดตรงนี้ผิดพลาดมีผลกระทบในเชิงลบกับสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งประเทศ และนั่นคือคนไทยทั้งประเทศต้องรับเคราะห์ตรงนี้ครับ อันนี้อยากจะฝากไว้นะครับ สิ่งต่อไปที่ผมอยากจะพูดอีกก็คือเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการรัฐและประชานิยม อันนี้อยากฝาก อันนี้มันเปึนเรื่องสําคัญครับ ค่ารักษาพยาบาลนะครับ ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคต่าง ๆ พวกนี้ถือเปึนสวัสดิการรัฐ ถามว่าสวัสดิการรัฐในบางประเทศให้อย่างยอดเยี่ยม เช่น บางประเทศผมจําผิดหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ ประเทศบรูไนหรือประเทศในตะวันออกกลาง เขามีเงินเยอะ ถ้ามีปัญญาเรียนหนังสือจะจบมหาวิทยาลัยระดับไหนเรียนฟรีหมดตลอด นั่นคือสวัสดิการรัฐที่ยอดเยี่ยม อย่างที่เราทํากันเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เรื่องบัตรทอง เรื่องอะไรก็แล้วแต่ อันนี้เปึนสวัสดิการรัฐ สวัสดิการรัฐกับประชานิยมอยู่ใกล้เคียงกันนะครับ แต่ถ้าประชานิยมใช้มันจะมีประเด็นตรงนี้ครับ ๑. เหมาะสมกับเวลาหรือเปล่า ๒. ท่านหาเงิน ได้เพียงพอไหม พอที่จะให้สวัสดิการเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม ตรงนี้ผมไม่ได้รู้สึกต่อต้านแต่ผมเปึน ห่วงนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจขึ้นเงินเดือนข้าราชการหรือบุคคลหลายตําแหน่ง ๒ เท่า ข้าราชการจะแจกโบนัส มีการแจกเช็คช่วยชาติ ท่านทําอะไรไม่รู้ เยอะ ถามว่าดี ไหมนะครับ ดี มันมีแต่ครับ ดีมันมีแต่ว่า คําถามก็คือว่า ตรงนี้นะครับ ผมเข้าใจนะครับว่า มันจะเปึนผลทางเศรษฐกิจหรือผลการเมือง แล้วข้อสําคัญนะครับ ถ้าใช้เงินขนาดนี้ ท่านต้องหาเงินเก่งครับ แล้วข้อสําคัญนะครับ ในเศรษฐกิจขาลงที่ถดถอยมากที่สุดขณะนี้ อย่างอเมริกาเขาบอกเลยครับ อเมริกาเศรษฐกิจถดถอยมากที่สุดในรอบ ๗๐ ป้ ลีกวนยู ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจของสิงคโปร์อาจจะฟุ๋น ต้องใช้เวลาอาจจะประมาณถึง ๑๐ ป้ ตรงนี้นะครับผมกําลังบอกว่า ท่านจะเรียกว่าประชานิยมหรือไม่ประชานิยมหรืออะไรก็ไม่รู้ ผมเข้าใจว่าเจตนาดีคือจะให้สวัสดิการกับประชาชนนะครับ แต่ผมกําลังจะย้ําว่า แหล่งที่มาของเงิน ไม่อย่างนั้นท่านจะต้องกู้มหาศาลอย่างที่กําลังจะเกิดขึ้นนะครับ ก่อน จะผ่านนะครับ ผมได้มีอีกบางสิ่งบางอย่างที่จะบอกบอกว่า การกู้เงินครั้งนี้ท่านกําลังจะกู้เงิน อันนี้เปึนประเด็นสําคัญนะครับ มันไปเกี่ยวกับนักธุรกิจอุตสาหกรรมด้วย ท่านจะกู้ทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใน ๒ วัน วันนี้กับพรุ่งนี้ เปึนการกู้ท่านขอกรอบเพื่อจะกู้นะครับ ผมเข้าใจว่าไม่ได้กู้จริง ๆ แต่ผมพูดเพื่อให้เห็นภาพว่าท่านกําลังจะกู้อยู่นะครับ แต่ประเด็น คือ การกู้ครั้งนี้เปึนการกู้เงินโดยแหล่งเงินภายในประเทศ ตรงนี้มีสาระสําคัญแล้วจะมี กระทบ ถ้าท่านคิดยุทธศาสตร์นี้ผิดนะครับ มันจะไปเหมือนกับเรื่องราคาข้าวครับ ผม อยากจะพาดหัวถ้าเปึนหนังสือพิมพ์บอกว่า เงินจะหายไปจากตลาดทั้งหมด คนที่ทําธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ธุรกิจเอกชนจะหากู้เงินลําบากเลือดตาแทบกระเด็น ทําไมผมถึง พูดอย่างนั้นครับ เพราะปกติเวลาไปฝากเงินธนาคารท่านจะได้ดอกเบี้ย สมมุติ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ท่านมีส่วนต่างของการกู้อยู่ที่ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าถ้าสมมุติ อย่างนั้นก็แปลว่าเวลาไปกู้ท่านก็ต้องกู้ประมาณ ๗-๘ หรือ ๙ บวกขึ้นแล้วแต่ครับ คราวนี้ การกู้ครั้งนี้เปึนการกู้แหล่งเงินภายในประเทศทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกไหมครับ ประเด็นมันมีข้อที่น่าคิดหลาย ๆ อย่างนะครับ
เรื่องแรกก็คือว่าท่านจะไปกู้ธนาคารอะไร มันจะมีเครื่องหมายคําถาม เหมือนกันนะครับ เดี๋ยวจะเหมือนกับการทําเช็คช่วยชาติ มันไปเอื้อประโยชน์ให้ใคร หรือเปล่า อันนี้เปึนเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าผม เปึนเจ้าของธนาคาร สมมุตินะครับ ผมเปึนเจ้าของธนาคาร ผมรับฝากมา เสียดอกเบี้ย ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ ผมไปปล่อยกู้ได้ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้สภาพไม่ดีนี่ครับ กู้ไปไม่รู้เจ้านี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท ไม่รู้จะเจ๊งหรือเปล่า แต่อยู่ ๆ มาวันดีคืนดีรัฐบาลโดย กระทรวงการคลังมาบอกว่า ตกลงผมจะมากู้คุณนะ ถ้าเปึนผมนะครับ ผมลดให้อุตลุด เลยครับ เพราะอะไรครับ แล้วผมก็จะให้รัฐบาลกู้แน่นอน ถ้าเลือกระหว่างเอกชนกับ รัฐบาล ผมให้รัฐบาลกู้แน่นอน เพราะอย่างน้อยนะ มีประเทศทั้งประเทศ มีคน ๖๔ ล้านคน ๖๕ ล้านคนเปึนตัวประกันอยู่ แล้วอย่างไรประเทศไทยก็ไม่ล่มสลาย เพียงแต่จะได้คืน เมื่อไร ตรงนี้สิ่งที่ผมกําลังจะบอกก็คือโดยไม่ตั้งใจนะครับ ท่านจะทําให้สภาพคล่องหรือ เงินที่ท่านคิดว่ามีอยู่แล้วนี่ ถ้าท่านคํานวณถูกนะครับ ไม่เปึนไร แต่ถ้าท่านคํานวณผิด นะครับ สภาพคล่องของประเทศ คนที่จะไปกู้เงินเขาจะหาเงิน ๑. กู้ลําบาก หาไม่ได้ ธุรกิจ ที่จะเจ๊ง ไม่เจ๊งแหล่ แทนที่จะรอดเขาจะเจ๊งจริง ๆ แล้วตรงนั้นท่านก็เก็บภาษีไม่ได้ อันต่อมาอีกนะครับ ดอกเบี้ยก็จะแพงอุตลุด เพราะว่าถ้าคุณอยากได้ ของมีน้อย มันจะต้องเกิดอย่างนี้ขึ้น แล้วก็ผมฝากด้วยความปรารถนาดีอีกเช่นกันนะครับ ระวังจะ เกิดข้อครหาครับ ว่าไปเอื้อกับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง แล้วโดยเฉพาะเปึนธนาคารของ เอกชนด้วย ความจริงผมบังเอิญเมื่อวันก่อน เมื่อวานกระมังครับ ได้ยินท่านรัฐมนตรีคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช บอกว่านี่เราจะกู้เงินก้อนแรกประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนะ แล้วเราจะออกเปึนพันธบัตร ผมฟังท่านนะครับ ผมพูดจริง ๆ นะครับ ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วผมก็รู้สึกก็ดี นี่เปึนสิ่งที่ควรจะทํา เพราะอะไรครับ ถ้าผมเปึนประชาชน ผมเอาเงินไป ฝากธนาคารได้ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ ๆ ถ้ารัฐออกมาบอกว่าผมให้คุณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ระหว่างกลาง ก็ดีกว่าท่านเอาไปให้ธนาคาร ธนาคารเขารวยแล้ว ท่านไม่ต้องไปห่วงเขา แล้วก็หลายครั้ง ทุกครั้งของรัฐบาลนี้ ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีคลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ก็ดี ท่านพูดอยู่เสมอบอก สถาบันการเงิน ธนาคารของเราเข้มแข็ง ไม่ต้องห่วง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ต้องห่วง ก็ไม่ต้อง ไปอุ้ม ไม่ต้องไปช่วย ถ้าผมจะพูดอะไร อาจจะดูบ้านะครับ แล้วก็ไม่ควรจะพูด ผมไม่รู้ท่าน คิดอยู่ในใจอย่างไรนะครับ ถ้าสมมุติด้วยเหตุผลใดก็ตาม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผ่าน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วต้องกู้ในประเทศนะครับ รู้แล้ว รู้รอดไปเลยนะครับ ถ้ามันผ่านจริง ๆ นะครับ เอาออกมาเปึนพันธบัตรให้ประชาชน ทั้งประเทศ ตรงนี้จะไม่มีใครครหาท่านใดแม้แต่คําเดียวเลยว่าเอาไปเอื้อธนาคารใด ธนาคารหนึ่งที่เปึนนายทุนหนุนพรรคหรืออะไรอย่างนี้ อันนี้ผมขอยืนยันนะครับ ด้วยความ บริสุทธิ์ใจจริง ๆ ครับ
ข้อต่อไปอีกนะครับ ประเด็นนี้ก็สําคัญ ตอนนี้เรากู้ในประเทศ แต่ในที่สุด เราต้องกู้ต่างประเทศ เรื่องการกู้ต่างประเทศนะครับ มีประเด็นที่น่าสนใจ กู้ในประเทศ ผมคงไม่พูดแล้ว เรื่องหนี้สาธารณะ เรื่อง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องพระราชบัญญัติ หนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ ผมไม่พูด ผมจะพูดถึงเรื่องสถานภาพความเปึนประเทศไทย ในสังคมโลกและการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลกมีข้อแนะนําบอกว่า ประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยเราถูกจัดลําดับให้อยู่ในประเทศที่กําลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ เราอาจจะไม่ใช่ยาจกเข็ญใจที่ยากจนข้นแค้นนะครับ เราเปึนประเทศที่กําลังพัฒนาทาง เศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ใช่ประเทศอภิมหาอํานาจ จี (G) ๗ จี ๘ ผมเรียนท่านนิดหนึ่งนะครับ ข้อแนะนําของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศไทยก็คือ ควรจะมี หนี้สาธารณะเมื่อเทียบต่อ จีดีพี หรือรายได้มวลรวมประชาชาติอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าสมมุติจะอนุโลม ท่านจะขึ้นไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนได้ แต่มีบางท่านบอกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้นี่ไม่เห็นเปึนไร ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ไม่เห็นเปึนไร รายชื่อประเทศที่ ท่านเอามากล่าวนะครับ ท่านต้องไปดูดี ๆ นะครับ มันมีลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ ไม่เหมือนกันนะครับ เช่น บางประเทศเปึนมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ อย่างญี่ปุ์น มวลรวมอันดับ ๒ กระมัง อยู่ในจี ๗ ด้วย อเมริกา มวลรวมยังคงอันดับ ๑ อยู่ กระมัง หลายประเทศนะครับ แล้วโดยเฉพาะฐานภาษี การเก็บภาษีของเขาไม่ได้น้อย เหมือนเมืองไทย เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเกิดท่านทํามันจะเกิดผลอะไรขึ้นนะครับ ถ้าท่าน คํานวณไว้ว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมประชาชาติ ผมพูดเผื่อไว้เฉย ๆ นะครับ ไม่รู้ว่าอาจารย์ไตรรงค์ไปตรงไหนแล้ว จีดีพี เท่ากับอะไรครับ จีดีพีมีสูตรเท่ากับ ตัวซี บวกตัวไอ บวกตัวจี บวก (เอ็กซ์-เอ็ม) (X-M) ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ ผมพูดเศรษฐศาสตร์ อย่างนั้นคนฟังงงทั้งประเทศ พูดง่าย ๆ นะครับ คน ๖๔ ล้านคนที่เปึนอยู่กันนี่ ทํามาหากิน อะไรก็แล้วแต่ กินอยู่หลับนอนอย่างไรก็แล้วแต่ ในที่สุดประชาชนบริโภคอย่างไรตัวซีนะครับ เงินลงทุนระหว่างประเทศ เงินลงทุนในประเทศตัวไอเปึนอย่างไร รัฐบาลจ่ายเงิน ออกมาเท่าไร และแน่นอนที่สุดนะครับ ส่งออกลบด้วยนําเข้าเปึนเท่าไร นั่นคือรายได้ มวลรวมประชาชาติหรือ จีดีพี ตรงนี้มีประเด็นที่น่าสําคัญที่ผมอยากจะฝากไว้ว่ามันจะ ก่อให้เกิดเสถียรภาพกับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดังต่อไปนี้นะครับ ถ้าท่านคํานวณว่านะครับ ท่านต้องการที่จะมีหนี้สาธารณะขึ้นไปปริ่มอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของ จีดีพี นั่นก็คือต่อ ๑๐๐ นะครับ แล้วถ้าเกิดรายได้มวลรวมประชาชาติมันไม่ถึงล่ะครับ มันตกลงมาล่ะครับ ๖๐ ก็จะเกยเลยเส้นเพดานขึ้นไป ตรงนั้นจะเกิดผลอะไรขึ้นมาบ้างนะครับ ความน่าเชื่อถือของไทยจะถูกพิจารณาเมื่อไปเทียบกับสถานภาพการเงินของประเทศอื่น ๆ ข้อ ๑ สถานภาพทางการเงินของเราจะไม่น่าเชื่อถือ ข้อ ๒ การหาแหล่งเงินกู้จะลําบาก มากขึ้น ข้อ ๓ อัตราดอกเบี้ยที่เรากู้จะแพงขึ้นกว่าปกติ ข้อ ๔ ถ้าเราหาเงินมาใช้หนี้ไม่ทัน ตามกําหนด ตรงนี้ผมไม่อยากพูดเลย ตรงนี้คือของแสลง มันเปึนท่อนท้าย ๆ ที่ผม อยากจะพูดนะครับก็คือว่ามันจะเข้าไปวนเวียน และดีไม่ดีถึงบอกว่านะครับไม่เหมือนกัน แต่ผมยืนยัน ตอนจบพระเอกตายเหมือนกัน ละครเรื่องนี้พระเอกตายเหมือนกัน เหตุการณ์มันจะวนไปวนมามันจะเหมือนป้ ๒๕๔๐ ผมตัดภาพกลับนะครับ ท่านบอกว่า เรื่องกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้สถาบันการเงินในประเทศ ถ้าท่านทําอย่างนั้นนะครับ แค่ข่าวนี้ออกไปนะครับ ผมไม่แน่ใจ ตรงนี้ท่านกรณ์ จาติกวณิช อาจจะทราบดี สถาบัน มูดี้ส์ออกมาแล้วบอกว่า จะลดเครดิตความน่าเชื่อถือธนาคารในประเทศและแหล่งการเงิน ในประเทศ ๑๑ แห่ง ผมไม่รู้ลดไปแล้วหรือยังผมไม่ได้ตามรายละเอียดนะครับ ท่านรู้ไหมครับว่าถ้าเขาคิดอย่างนั้นหนึ่งในองค์ประกอบที่คิดคืออะไร รัฐบาลกําลังจะไป เอาเงินเขาออกมา เขาแข็งแรงอยู่ดี ๆ ท่านไปกู้เงินเขาออกมา อันนี้จริงหรือเปล่าท่านก็คง มีเหตุผลในการคิดของท่าน ท่านอาจจะคิดถูกก็ได้ เหตุผลท่านอาจจะต่างก็ได้นะครับ แต่ผมกําลังจะบอกว่าโปรดระวังนะครับ เรื่องหนี้สาธารณะที่จะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ จีดีพี สถานภาพการเงินของประเทศในสังคมโลก ในธนาคารโลก ในที่แหล่ง ต่าง ๆ ของโลกมันจะยุ่ง ถ้าพอถึงจุด ๆ หนึ่งนะครับ ดีไม่ดีถ้าเราหลวมตัวหลุดเข้าไปอยู่ เปึนลูกหนี้ของสถาบันการเงินในประเทศหรือระหว่างประเทศ ไอเอ็มเอฟ ตัวอักษร ๓ ตัวที่ คนไทยฟังเมื่อไรแล้วก็ขนลุก ท่านจําได้ไหมครับ ตอนนั้นเราไปกู้เงินเขามาครับ เราไปกู้เขามา ปุ๊ง เกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นปัญหาผมเข้าใจนะครับ ผมมองตาไปที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านบอกว่า มันคนละรากฐาน ตอนนั้นป้ ๒๕๔๐ สถาบันการเงินมันพังก่อน แล้วก็ทับ ทับ ทับลงมาแล้วรากหญ้าถึงตาย แต่ป้นี้มันไม่ใช่ เศรษฐกิจมันเลวร้ายทั้งโลก แล้วเราถึงได้รับผล ผมยืนยันว่าใช่ ผมเข้าใจ ป้ ๒๕๔๐ เราเปึนโรคต้มยํากุ้ง เราเริ่มป์วยเปึนแห่งแรกของโลกและของภูมิภาคนี้ และเราแพร่ ระบาดโรคนี้ออกไปติดต่อไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ต่าง ๆ ไปยังเกาหลี ตรงนี้ผมอยากแตก ประเด็นไปเกาหลีสัก ๓ นาทีให้ท่านเห็นนะครับว่า ตรงนี้มันจะเปึนบทเรียนบางอย่าง ๑๒ ป้ที่แล้วครับ ปรากฏว่า ถ้าพูดภาษาง่าย ๆ เกาหลีเจ๊งนะครับ ถามว่าเปึนอย่างไร เกาหลีเจ๊ง แต่ปรากฏวันนี้เปึนอย่างไรครับ เกมที่เด็กเล่น เกาหลีอันดับหนึ่งของโลกครับ โทรทัศน์จอแบนครับ ญี่ปุ์นเผลอแป็บเดียวเกาหลีแซงขึ้นมา ไม่ใช่อันดับหนึ่งก็ใกล้เคียงครับ ต่อมาเปึนอะไรครับ โทรศัพท์มือถือ วันนี้เกาหลีแซงขึ้นอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ตัวเลขกับโนเกีย (Nokia) ขึ้นไปแล้ว ทุกอย่างเขามาหมด เอนเตอร์เทน (Entertain : ทําให้ สนุกสนาน) เขามาหมด คราวนี้ผมกําลังจะบอกว่าพลิกวิกฤติเปึนโอกาส ตรงนี้กลับมา คิดใหม่ครับ เรากําลังมาคิดว่า ๑๒ ป้ต่อมาประเทศไทยกําลังเผชิญอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ผม กลัวคืออะไรครับ การกู้หนี้ยืมสินครั้งมโหฬารและสร้างประวัติศาสตร์นี่นะครับ ผมยืนยัน อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าการกู้ครั้งนี้เปึนการกู้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ และแน่นอนที่สุด มันจะก่อให้เกิดอะไร ถ้าการตัดสินใจนี้ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน เกิดผลผลิต เกิดรายได้ มวลรวมประชาชาติที่ดีขึ้น ไม่เกิดสะท้อนกลับในเชิงบวก ตรงนั้นสิ่งที่จะตามมาคืออะไรครับ มันจะวนครับ วนไปวนมา ในที่สุดโดยไม่ตั้งใจนะครับเราจะถูกดึงเข้าไปสู่เหตุการณ์ เหมือนป้ ๒๕๔๐ สถาบันการเงินอาจจะต้องมีปัญหาตามเข้ามาด้วยก็ได้ สิ่งที่ผมอยากจะ เตือนแค่เพียงว่าป้ ๒๕๔๐ เราไปกู้เขามานะครับ ๑ เหรียญ ๒๕ บาท ผลสุดท้ายเปึน อย่างไรครับ ความเปึนเจ้าหนี้ของ ไอเอ็มเอฟ เข้ามาเหมือนยาตราทัพเข้ามายึดประเทศนี้ เราเสียเอกราชทางเศรษฐกิจนะครับตอนนั้น เกิดอะไรขึ้นครับ พอจะคืนเขาบอก คุณลอยตัวค่าเงินคุณก็ต้องคืนเขา ๑ เหรียญเหมือนกัน แต่ ๕๘ บาทไม่มีใครทําธุรกิจจาก ๒๕๐ กลายเปึน ๕๘๐ เพราะฉะนั้นชื่อธนาคารต่อมิอะไรหายไปหมด ผมทวนอีกทีหนึ่งนะครับ ท่านจําชื่อธนาคารเหล่าได้ไหมครับ สหธนาคาร ธนาคารรัตนสิน ธนาคารศรีนคร ของท่าน วิรุฬที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ธนาคารมหานครกรุงเทพพาณิชยการ ๕๖ ไฟแนนซ์ถูกป่ด ข้อสําคัญคืออะไรครับ คนที่เอาเงินไปฝากไฟแนนซ์ต่าง ๆ ถูกฟรีซ (Freeze) เงินไว้ ๕ ป้เต็ม ตรงนี้ผมคิดว่าปัญหาอย่างนี้ ๒๕๔๐ ๑๒ ป้ ผ่านไปนะครับถ้าท่านบริหารจัดการตรงนี้ไม่ดี ดีไม่ดีมันจะย้อนกลับมาอีกในป้สองป้นี้
สิ่งที่ผมอยากพูดกับท่านอีกเรื่องหนึ่งนะครับก็คือว่า ประเด็นเรื่องการกู้เงิน เรื่องเปึนพระราชกําหนด คุณหมอชลน่านพยายามบอกว่าท่านต้องพูดประเด็นนี้ จริง ๆ ถึงท่านจะพูดเรื่องยากเปึนเรื่องง่าย แต่ท่านต้องอ่านมาตรานี้เพื่อจะเตือนสติใครทุกคน ที่กําลังจะกดโหวตในอีกไม่กี่นาทีไม่กี่เท่าไรนี่นะครับบอกว่า ในมาตรา ๗ ที่เขียนไว้ที่ ประกาศออกมาเปึนกฎหมาย ตรงนี้เขาบอกว่า ภายในหกสิบวันนับตั้งแต่สิ้นป้งบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกําหนด สมมุติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันผ่านนะครับ ที่กระทําในป้งบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภารับทราบ โดยรายงาน ดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงิน รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับและคาดว่าจะได้รับ วันนี้นะครับสมมุติเราเอากัน ลวก ๆ ครม. ตัดสินใจออกเปึน พ.ร.ก. ให้สภานี้รับรอง มีโครงการโดยคร่าว ๆ แล้วผ่าน ออกไปทํานะครับ ในที่สุดอย่างไรก็ต้องกลับมาอยู่ดี แต่ถามผมนะครับในแง่ความรู้สึกนะครับ กู้ไปก่อนแล้วมาตรวจสอบทีหลัง ถามผมนะครับในฐานะที่ผมทํางานภาคเอกชนมานะครับ เปึนผมผมไม่ทําละครับ แล้วตรวจสอบอีกทําไม เสียไปแล้วจบแล้วช้ําใจครับ เปึนหนี้เขา ไปหมดแล้ว โบ๋เบ๋แล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วกลับมานั่งตรวจสอบอีก แล้วตรงนั้นก็มานั่ง ด่ากันทีหลังหรือครับ ผมบอกว่าคงไม่ใช่นะครับ คราวนี้ผมคงจะกลับมาถึงสิ่งที่ผมอยาก ฝากอยากจะบอกท่าน ผมอยากจะฝากชี้บางประเด็น ผมขอสรุปดังต่อไปนี้นะครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ผมอยากให้ท่านทบทวนพระราชกําหนด พระราชบัญญัติเงินกู้ ไม่จําเปึนต้องเร่งรีบทําวันนี้พรุ่งนี้ให้จบหมด คนไทยทั้งประเทศจะเปึนหนี้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่วมกับท่านจากการตัดสินใจของท่าน ก้อนแรก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยืนยันนะครับ ต้องใช้คําเดียวสั้น ๆ นะครับ มหาศาลครับ แล้วยังจะตามมาด้วยอีกเปึน ๑.๔๓ ล้านล้านบาทครับ
ข้อต่อไปนะครับ ถ้าท่านตัดสินใจให้ผ่านกันในวันนี้ ประวัติศาสตร์การเงิน และประวัติศาสตร์ของประเทศไทยจะบันทึกไว้ว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตัดสินใจกู้เงินครั้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ข้อต่อไปนะครับ ท่านคิดว่าท่านกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ มันมีคําถามสั้น ๆ ง่าย ๆ แบบพื้น ๆ นะครับ ถ้ากู้มาแล้วแล้วเอาไปทําแล้วไม่สําเร็จนี่คนไทยทั้งประเทศเปึน หนี้แล้วเราจะทําอย่างไรกันครับ
ข้อต่อมานะครับ อันนี้เปึนกึ่งคําแนะนําบอกว่าทําไมไม่ทําทีละจํานวน ทําไมต้องกู้ทีเดียว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําเท่าที่จําเปึนไปป่ดหีบและอะไรอีกนิดหน่อย ไม่ดีหรือ ก็กลางป้ท่านก็ได้งบไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าตรง ๆ สําเร็จ ไม่สําเร็จ ท่านรู้อยู่แก่ใจดีและเดี๋ยวท่านก็ต้องประเมินผลอยู่แล้ว ทําไมท่าน ไม่ทําอีกสัก ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็บวกป่ดหีบกู้เงิน ทําไมท่านต้องรีบทํา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมันมหาศาลขนาดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันมีหลายคนพูด ปกติผมไม่อยากใช้คําพูดอย่างนี้แต่มีคนฝากมาบอกบอกว่า มันอีลุ่ยฉุยแฉก มันไม่เกิดผล ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ท่านไปเป่ดปทานุกรม ผมว่าเข้าใจดีอีลุ่ยฉุยแฉก ผมก็เข้าใจ ถามว่า ถ้ากู้มาอีกแล้วมันไม่เกิดผลอีกล่ะ มันก็ต้องกลับมาคิดต่อ แล้วก็ข้อเมื่อสักครู่ครับเปึนข้อ สําคัญที่บอกมาตรา ๗ บอกว่า กู้ไปก่อนแล้วค่อยมาตรวจสอบหรือ มันพลาดไปแล้ว มันเสีย ไปแล้วนะครับ ข้อที่จะย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ กู้ในประเทศ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านระวัง นะครับท่านจะไปแย่งเม็ดเงินของภาคเอกชนในการทําธุรกิจ ในที่สุดแทนที่จะไปช่วยเขา นะครับ ปรากฏท่านไปล้มทับเขาแบนแต๊ดแต๋ตายเลยครับ เพราะว่าเขาไม่มีสภาพคล่อง ในการกู้เงินมาทําธุรกิจ อันนี้ผมย้ํานะครับ แล้วท่านโปรดระวังเรื่องความโปร่งใสด้วย ถ้ารู้แล้วรู้รอดไปผมย้ํานะครับ ทําพันธบัตรประชาชน ขายให้ประชาชนรู้แล้วรู้รอดทั้งหมดเลย อย่างน้อยจบตรงนี้ท่านสะอาดแล้วครับ ท่านไม่ต้องคิดอะไรมากนะครับ
ข้อต่อไปนะครับ อันนี้เปึนคําถามที่สําคัญแล้วคนทุกคนอยากรู้หมด ท่านจําได้ไหมครับว่าเราคุยกันว่า ถ่ายทอด ไม่ถ่ายทอด ทําไมอยากถ่ายทอด ปกติผมไม่เคย ออกมาเลยนะครับ วันนั้นพอผมเดินลงมานะครับ น้อง ๆ ผู้สื่อข่าวบอกว่า ท่านมิ่งขวัญ ลงมาทําไม ท่านไม่เคยออกมาเลย ๕-๖ เดือนท่านยังเงียบกริบอยู่ ผมบอกสิ่งที่ผมอยากเห็น ผมอยากให้ถ่ายทอด บังเอิญผมเหลือบไปเห็นท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พอดีแล้วยิ้มให้ กันนะครับท่านครับ เราเปึนเพื่อนกันใช่ไหมครับ ใช่นะครับ ผมบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ผมต้อง พูดเอง แล้วต้องถ่ายทอดด้วย เพราะว่าถ้าไม่ถ่ายทอดไม่ได้ ทําไมครับ เพราะว่า คนทั้งประเทศเขาจะเปึนหนี้ร่วมกับท่าน วันนี้เขาเปึนหนี้อยู่เท่าไร ๕๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๗๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ๑๐๐,๐๐๐ ท่านต้องอธิบายให้ชัดเจน แล้วให้เขารู้ตัวก่อนที่จะตื่น ขึ้นมาในวันมะรืนนี้ อ้าว เปึนหนี้ ๘๐,๐๐๐ แล้วหรือ เปึนหนี้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วหรือ ต่อหัว ๘๐,๐๐๐ บาทแล้วหรือ ต่อหัว ๑๐๐,๐๐๐ บาทแล้วหรือ อันนี้ผมย้ํานะครับว่า เรื่องนี้สําคัญมาก เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบว่าคนไทยจะเปึนหนี้ต่อหัว ต่อคนเพิ่มขึ้นเท่าไร แนวโน้มเท่าไร แล้วหนี้มันจะผูกพันเราไปนานขนาดไหน ท่านจะใช้ คืนได้เมื่อไร แต่อันนี้ผมยกประโยชน์ให้ท่านนะครับ ผมอนุโลม มันต้องถามตัวเองว่า ท่านจะอยู่เปึนรัฐบาลอีกนานเท่าไรด้วยนะครับ ไม่ใช่ท่านเปึนรัฐบาลอยู่ปู๊บ จบปุ็บเสร็จ พรรคอะไรนะครับ พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเปึนรัฐบาลต่อ ทีนี้ใช้หนี้กันอ้วกแตกอ้วกแตน อันนี้ก็ต้องพูดกันตรง ๆ นะครับ ท่านต้องคิดอย่างนี้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ท่านมีความสุข ตอนนี้ โอ้ กู้มาจ่าย จ่าย จ่าย กู้มาจ่าย จ่าย จ่าย แล้วพวกนี้ว่ากันไป อันนี้ผมไม่เห็นด้วย นะครับ ถึงอย่างไรเราอยู่ด้วยกันอยู่ดีนะครับ เราต้องเจอหน้ากันในสภานี้ตลอดนะครับ ข้อแนะนํา ถ้าเปึนไปได้นะครับ อยากให้ค่อย ๆ กู้ครับ ค่อย ๆ กระตุ้น ค่อย ๆ กู้ ทุกอย่าง ค่อยเปึนค่อยไป ทําไมต้องหักโหมขนาดนี้ ไม่อยากให้หักโหมครับ ผมเข้าใจนะครับ ยืนยัน อีกครั้งไม่ได้ต่อต้านการกู้เพื่อมาป่ดหีบงบประมาณ แต่ที่สําคัญนะครับ พูดด้วยความ จริงใจครับมันเยอะเกินไปครับ แล้วโดยเฉพาะพระราชกําหนดนี่ตรวจสอบยาก แล้วท่านจะ สร้างบรรทัดฐานใหม่ เมื่อสักครู่ตอนที่ก่อนผมจะอภิปรายครับ มีเพื่อนสมาชิกคนหนึ่ง ขึ้นมาประเด็นนี้ตรงเป็ะกับข้อนี้เลยครับท่านบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเปึนแกนนํา ในการจัดตั้งรัฐบาลเปึนเจ้าแห่งหลักการ นี่ผมเอาเขามาพูดซ้ํานะครับ ผมไม่เคยคิดจะพูด อย่างนี้ แต่เขาพูดได้ดีครับ เปึนเจ้าแห่งหลักการ เปึนเจ้าแห่งเหตุผล เพราะฉะนั้นเรื่องพระราชกําหนดนี่ครับ แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ โดยหลักการท่าน กําลังจะสร้างบรรทัดฐานอีกรูปแบบหนึ่งให้สภานี้ ให้กับการบริหารประเทศ ผมยืนยันนะครับ ถ้ามันไม่ใช่ มันไม่จําเปึนต้องรีบร้อนถึงขนาดนั้นนะครับ
อันต่อไปอีกครับ ท้ายแล้วครับ ผมห่วงท่านเรื่องสภาพคล่อง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง นะครับ กาดอกจัน ๓ ดอก ระวังท่านจะไปแย่งสภาพคล่องจากเอกชนนะครับ แล้วก็สิ่งที่ ผมได้ยินจากท่าน เมื่อสักครู่ก็มีสมาชิกของพรรครัฐบาลบอกว่า รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แนวนโยบายเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นข้อ ๑ กู้เงิน ข้อ ๒ ถ้ามี ความจําเปึนก็ขึ้นภาษี ตอนนี้ท่านมาทยอยขึ้นภาษี มีภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ภาษีอะไร แล้วก็ล่าสุดผลกระทบกําลังจะออกมาชัดเจนแบบเปึนรูปธรรม ภาษีน้ํามัน ท่านไม่ขาย สมบัติชาติ ผมเห็นด้วย ๓ ข้อนี้ โดยหลักการเห็นด้วย แต่ผมก็ยังมีข้อหนึ่ง ข้อ ๔ ครับ ข้อ ๔ นี้อยากนัก ย้ําด้วยความหนักแน่นนะครับ ผมอยากให้เห็นครับ ผมย้ํานะครับท่าน ๖ เดือนที่ท่านเปึนนายกรัฐมนตรี เปึนรัฐบาลมา ผมยังไม่ได้ยินชัด ๆ มีเสียงข้าง ๆ บอก ยังไม่ครบ ๖ เดือนดี ขาดอีกกี่วัน ๆ เขาพูดอยู่นี่ครับ ผมประเภทหูกาง แล้วผมได้ยินชัด ครับว่ากําลังพูดอะไรอยู่ จริงอยู่ อนุโลมว่าประมาณ ๖ เดือนบวก ลบ ผมอยากให้ท่านพูด ข้อ ๔ ครับ แล้วผมอยากได้ยิน ผมจะชื่นใจมากถ้าท่านออกมาว่า บัดนี้นโยบายการหาเงิน เข้าประเทศเราทําอย่างนี้ เราไปทําอย่างนี้เราได้เงินเข้าประเทศ (อย่านับเรื่องกู้ อย่านับ เรื่องขึ้นภาษีนะครับ) หาเงินเข้ามาครับ ถ้าท่านคิดจะจ่ายเงินเก่ง ท่านต้องหาเงินเก่งด้วย นะครับ
ท้ายที่สุดเรื่องทางออก ผมอยากขออนุญาตแนะนําท่านครับ นอกจาก การหารายได้เข้าประเทศอย่างเปึนรูปธรรมนะครับ ผมอยากให้ท่านใช้น้ําหนักไปอยู่ตรงนั้น นะครับ ข้อนี้เปึนข้อสําคัญที่สุดครับ ผมข้าใจนะครับ เพื่อคนทางบ้านจะเข้าใจด้วย สมมุติว่า การลงทุนเท่ากับ ๑๐๐ รัฐบาลลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ ในโครงการต่าง ๆ ๕๐ เอกชนลงทุน ๕๐ วันหนึ่งเอกชนรู้สึกเศรษฐกิจมันไม่ดี เขาลงทุนหายไป ๓๐ เขาลงทุน ๒๐ วันนี้รัฐบาลกําลังตัดสินใจนะครับ บอกว่าไม่ได้มันต้อง ๑๐๐ เท่าเดิม เดี๋ยวเกิดปัญหา เศรษฐกิจขึ้นมา เดี๋ยวไปกันใหญ่ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นรัฐบาลตัดสินใจไปแบก รับภาระเลยครับ ลงทุนไปทั้งหมด ๘๐ ตรงนี้ผมต้องบอกนะครับ ข้อนี้สําคัญนะครับ ท่านกําลังจะรับเอาความเสี่ยงในการลงทุนโครงการยักษ์ต่าง ๆ สาธารณูปโภคต่าง ๆ มา โดยรัฐบาลเปึนของตัวเอง แล้วโดยการกู้เงินก้อนมหาศาล ซึ่งถามผมนะครับ อันนี้ ด้วยความปรารถนาดีนะครับ แล้วความเปึนมิตร ผมอยากจะบอกว่ามันยังพอมีทางออกทาง อื่น เช่น สมมุติมีใครสักท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องรถไฟฟัา บอกจะมีรถไฟฟัาใต้ดิน ๙ สาย ถามว่าถ้าสมมุติสายหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นอยู่กับใช้เงินตั้ง ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไร ก็แล้วแต่นะครับ ตรงนี้ผมกําลังจะบอกว่าถ้าเกิดรัฐบาลลงเองหรือรัฐบาลลงไปเยอะ ๆ ความจริงมันมีวิธีที่จะลดความเสี่ยงครับ เอกชนมีการลดความเสี่ยงแล้วบริหารความเสี่ยง นั่นก็คือไม่แบกรับความเสี่ยงมาเปึนของตัวเองทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น สาธารณูปโภคบางอย่าง ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีแยกเปึน ๒ ก้อนนะครับ ก้อนหนึ่ง อย่างไรก็ไม่ได้ รัฐบาลต้องลงเอง แต่อีกก้อนหนึ่งนะครับ ผมว่าสําคัญ ถ้าลดความเสี่ยงได้ นะครับ ก็ในเมื่อธนาคาร สถาบันการเงินทุกคนมีเต็มไปหมดเลย ปล่อยให้เขามาลงทุน ครับ เราจะดูความรักชาติหรือไม่รักชาติ จะรักชาติเพียงแต่ปากหรือเปล่า จะได้เห็นกันครับ ทุกคนออก คอร์เปอเรท แคมเพน (Corporate campaign) ออกโฆษณา เต็มไปหมด ผมรักชาติ ผมอยากทําเพื่อชาติ ก็วันนี้ถ้าเกิดประเทศไม่มีเงิน คุณที่มีเงิน มหาศาล คุณจะควักเงินออกมาไหม ผมอยากเห็น ผมยินดีที่จะปรบมือ แล้ววันหนึ่ง ผมบอกเลยนะครับ ถ้าบรรดาคนมีเงินเหล่านั้น สถาบันการเงินเหล่านั้น ธนาคารเหล่านั้น ซึ่งมีเงินเยอะเหลือเฟ๋อจนไม่รู้จะทําอะไรแล้วเขามาลงทุน ท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยให้เขา ทําตรงนี้ครับ อย่าไปกู้เงินเอามาทําแทนเขาหมด ผมยินดีนะครับ แล้วผมจะช่วยท่าน อีกคนหนึ่งสดุดีทั้งท่านแล้วก็ผู้ที่มาลงทุนนะครับ สิ่งที่ผมเปึนห่วงเรื่องสินค้าเกษตรหาตลาดใหม่หน่อยครับ อย่าปล่อยให้สินค้าเกษตร ตกต่ําอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ เพราะว่าคนเกือบ ๔๐ ล้านคนหากินอยู่บนสิ่งเหล่านี้นะครับ เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก ทุกคนอยู่อย่างนั้น แล้วการลงทุนท่านโปรโมท (Promote) ให้ครับ สถาบันการเงินกับคนในประเทศลงทุน ถ้าคนไทยด้วยกันนะครับ ถึงเวลาเลือดตกยางออก ถึงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างนี้เขายังไม่เชื่อมั่นแผ่นดินเกิดเขา เขามีเงินและเขายังไม่ยอมลงทุนนะครับ ผมว่าพอถึงตรงนั้นนะครับ ต่างประเทศเขาไม่มา ลงทุน แต่สิ่งหนึ่งท่านต้องทําครับ เป่ดข้อมูลออกมาเลย ให้ต่างประเทศเข้ามา ท่านบอก อย่างนี้นะจะไม่มีใครด่าอะไรท่านเลย ทุกคนจะยินดีหมด
ท้ายที่สุดนี้นะครับ ผมอยากจะฝากบอกผ่านท่านประธาน ผมต้องการจะ จบของผมเพียงว่าทบทวนให้ดี ๆ เรา ๓๐๐-๔๐๐ คน ๔๐๐-๕๐๐ คนอยู่ในสภานะครับ จากสภานี้ก็ต้องเข้าสู่วุฒิสมาชิกอีก วุฒิสภาเขาต้องพิจารณาอีก แล้วผมว่าสมาชิก วุฒิสภาหลายคนก็กําลังฟังเรื่องนี้อยู่ ผมย้ํานะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เปึนเรื่องที่ผมต้องการ เอาชนะคะคานทางการเมืองนะครับ แต่ผมกําลังเปึนห่วงประเทศ แล้วก็เปึนห่วงรัฐบาล รัฐบาลทํางานสําเร็จ ๓๐ กว่าคนที่นั่งประชุมอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรี ประเทศนี้ก็สําเร็จ คนไทยทั้งประเทศก็จะพลอยรอดไปด้วยนะครับ สิ่งที่สําคัญครับ ผมอยากให้ท่านตั้งหน้า ตั้งตาบริหารประเทศ ทําให้เศรษฐกิจรอดปากเหยี่ยวปากกา ป้นี้เราป์วย อเมริกาป์วย ยุโรปป์วย ทั่วโลกป์วย เศรษฐกิจหนักหนาสาหัสสากรรจ์ สิ่งที่สําคัญที่สุดนะครับ ถ้าท่าน ทําเศรษฐกิจรอดท่านจะถูกจารึกไว้เปึนประวัติศาสตร์ของประเทศ อนาคตท่านอีกยาวไกล ป้นี้ท่านเท่าไรครับ ๔๕ หรือ ๔๖ ๔๔ ป้หรือครับ ๔๕ นะครับ ท่านเกิดป้มะโรงใช่ไหมครับ ผมถามผ่านท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเกิดป้มะโรงหรือเปล่าครับ ป้อะไรนะครับ ป้มะโรงนะครับ