ไตรรงค์ สุวรรณคีรี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงของการส่งออกและผลผลิตของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยว ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีการลดลงของจำนวนผู้มาเที่ยว และการว่างงานที่เพิ่มขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมไตรรงค์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ มีเวลาให้ ๒๐ นาที แต่ว่าทางด้านวิป รัฐบาลได้ให้ความกรุณาให้ความเอ็นดูผมเยอะ เพราะท่านบอกว่ามีคนโทรมาเยอะว่าผม พูดเร็ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมันเกินไปนิดหน่อยท่านประธานกรุณาตัดเวลาของคนอื่นที่เปึน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ รายการนี้เปึนรายการใหญ่ เพราะว่ามีการ เสนอกฎหมายเพื่อกู้เงินประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงขอร่วมการแสดงความคิดเห็น ในครั้งนี้ด้วย เปึนที่ทราบกันแล้วนะครับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็ทราบว่าอะไรเกิดขึ้น ในโลกนี้ วิกฤตการณ์มันเกิดขึ้นในอเมริกาแล้วมันก็ลามไปทั่วทั้งโลก กระทบถึงประเทศไทย ที่กระทบถึงประเทศไทยก็เพราะว่าเมื่อทั้งโลกยากจนลงมา รายได้ตกต่ําหมดทั้งโลก ความต้องการที่จะซื้อสินค้าจากประเทศไทยก็ต้องต่ําลงไปทั้งโลก มีเพื่อนสมาชิกพูดเยอะ แล้วว่า ประเทศไทยขึ้นอยู่กับการส่งสินค้าออกจํานวนมาก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ป้นี้ทั้งป้ เราคาดกันว่าไม่ต่ํากว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออกของเราจะลดลงกว่าป้ที่แล้ว นั่นก็หมายความว่ามาดูทางด้านอุตสาหกรรมที่ทําการผลิตเพื่อส่งสินค้าออกไปขาย ทั้งโลก ก็ต้องลดการผลิตลงมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดง่าย ๆ เขาซื้อลดลงมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องผลิตลดลงมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ขืนดันทุรังผลิตเท่าเดิมก็เจ๊งเท่านั้นเอง เพราะมัน ขายไม่ออก เมื่อลดการผลิตลงมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องไล่คนงานออกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดง่าย ๆ อาจจะไม่ตรงเป็ะ แต่คิดง่าย ๆ คนว่างงานก็ไปกองอยู่จํานวนหนึ่ง มาดูภาคการเกษตร ภาคการเกษตรป้ ๒๕๕๐ ราคาดีมาก เพราะเกิดวิกฤตการณ์ทาง อากาศทั้งโลก ทําให้ราคาผลิตผลตกต่ํา ผลิตผลที่มันลามมาผลผลิตมาออกป้ ๒๕๕๑ มันก็น้อยลงมา ราคาผลิตผลทางด้านการเกษตรถึงพุ่งขึ้นไปเกือบทุกอย่าง เราได้ผ่านตรงนั้น มาแล้ว แต่ว่าพี่น้องประชาชนซึ่งเปึนชาวไร่ ชาวนา เมื่อเห็นราคาผลิตผลดีก็ปลูกกันทั้งโลกเลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทั้งโลกเลยที่เปึนประเทศกสิกรรมทั้งโลกเพิ่มการผลิตหมด ผมเอารายงานของ เอฟเอโอ (FAO) คือองค์การอาหารโลกมานั่งอ่าน แล้วก็ไปบรีฟ (Brief) ให้คณะรัฐมนตรีเงาเมื่อสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเปึนหัวหน้าฝ์ายค้านแล้วก็ เปึนประธานที่ประชุม ครม. เงาของพรรคประชาธิปัตย์ เขาบอกเลยว่าป้ ๒๕๕๒ จะมีสินค้าเกษตรอะไรบ้าง เขาบอกทุกชนิดนะครับทั้งโลก เขาคํานวณทั้งโลก แล้วก็บอก เลยครับว่าเนื่องจากทุกคนผลิตเพิ่มพร้อมกันหมด เพราะฉะนั้นราคาสินค้าเกษตรเกือบ ทุกชนิดในป้ ๒๕๕๒ ตกต่ําหมด ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งโลกตกต่ํา มีอยู่อย่างเดียว ที่เขาบอกจะไม่ตกต่ําคือราคาไก่ เพราะเมื่อหมูแพง เนื้อแพง คนก็จะหันมาบริโภคไก่ เพราะว่าราคามันถูก ราคาไก่อย่างเดียวในโลกนี้ที่จะไม่ตกต่ํา นอกนั้นตกต่ําหมด พี่น้อง เกษตรกรของเราก็เหมือนกัน เมื่อเจอเข้าแบบนี้ก็ต้องมีรายได้ลดลงครับ เมื่อรายได้ลดลง พี่น้องเกษตรกรก็จะเตรียมการปลูกในป้นี้จะน้อยลงกว่าป้ที่แล้ว เพราะถ้าจะปลูกตอนนี้ พอฝนตกก็ปลูกนะ ผมลูกชาวนา ผมรู้ว่าควรจะไถตอนไหน ควรจะปลูกตอนไหน ผลิตผล ป้หน้าจะน้อยกว่าป้นี้แน่นอน ด้วยธรรมชาติทั้งโลก เพราะฉะนั้นพี่น้องที่เปึนชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร ก็อาจจะต้องว่างงานจํานวนหนึ่ง เพราะว่ามีการผลิตต่ําลง นี่ว่างงานจํานวนหนึ่ง นะครับ บวกกับของอุตสาหกรรมที่พูดให้ฟังง่าย ๆ เมื่อสักครู่นี้ มาดูภาคบริการครับ ภาคบริการในการท่องเที่ยวลดลงมา ผมไปเช็กดูก็คิดว่าทั้งป้ไม่ต่ํากว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ป้ที่แล้ว ๑๒ ล้านบาท ป้นี้คงเหลือสัก ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน เมื่อวานผมไปสอนหนังสือที่ จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้ไปคุย ต้องย้ายโรงแรม ๒ ครั้ง เพราะอยากคุยกับเจ้าของโรงแรม ทั้ง ๒ โรงแรมตรงกันหรือเปล่า เพราะไปสอนอยู่ ๒ วัน ก็เลยต้องนอน ๒ โรงแรม ไม่เปึนไร เพราะว่ามหาวิทยาลัยเปึนคนจ่ายค่านอนให้ผม ผมไม่เกี่ยว เจ้าของโรงแรมเขาบอกว่า ของเขาที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขาประชุมกันในระดับเจ้าของโรงแรมเขาบอกว่า คิดว่า จํานวนห้องที่เขาเรียกว่า ออคคิวเพ็นซี (Occupancy) คือว่าที่คนจะนอนของเขาในป้นี้ จะเหลือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของป้ที่แล้ว ผมไปตรวจสอบที่ภูเก็ต ที่ภูเก็ตบอกของเขาจะเหลือประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อคนนอน น้อยลงมา เจ้าของโรงแรมทําอย่างไรครับ ก็ต้องลดการจ้างงานคน ถ้าไปแบกมันอยู่ มันก็ขาดทุน คนว่างงานไปกองอยู่อีกจํานวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่พูดกัน ว่าตอนนี้ ๘๒๐,๐๐๐ คน ใช่ไหม ๘๒๐,๐๐๐ คน มีคนว่างงาน แล้วมันจะต้องว่างขึ้นไป อีก ถ้าเราไม่ทําอะไร ไปเปึนล้าน นี่คือปัญหาที่เราเผชิญอยู่ เราไม่ได้สร้างปัญหา แต่เรารับ ปัญหา วิกฤตการณ์เกิดที่อื่น แต่เราเปึนฝ์ายรับ เพราะเราเปึนประเทศเล็ก ๆ อะไรเกิดขึ้น ในโลกนี้ รับเต็ม ๆ หนีไม่พ้น เราก็ต้องแก้แค่นั้นแหละครับปัญหานี่ ใครเปึนรัฐบาลก็ต้อง แก้ วิธีแก้รัฐบาลก็มี ๒ มาตรการแค่นั้น คือมาตรการทางการเงินกับมาตรการทางการคลัง นโยบายทางการเงินหรือนโยบายทางการคลัง ๒ อย่างนี้ไม่มีปัญญาวิธีอื่นหรอกครับ แต่ว่าไม่ใช่แก้วิกฤติ เพราะฉะนั้นที่เพื่อน ส.ส. บางคนพูดบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่มีปัญญาจะ แก้วิกฤติ ไม่มีใครมีปัญญาหรอกครับ แก้วิกฤติ เอาโอบามามาเปึนนายกรัฐมนตรีประเทศ นี้มันก็แก้ไม่ได้ ท่านก็แก้ไม่ได้ขอโทษ เพราะมันเปึนผลพวงของวิกฤติชาวโลกที่เกิดขึ้นใน โลกเรารับ เราแก้วิกฤติไม่ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลถ้ามาอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่ต้องทําคือว่า บรรเทาผลของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ทําอยู่นี้บรรเทา เราอย่ามานึกว่าเราจะต้องรวยขึ้นสิครับ ในเมื่อเขาจนกันทั้งโลก เราเก่งอย่างไรเราถึงจะต้องรวย ในเมื่อเพื่อนจน มันต้องจน ด้วยกัน มันก็จนกันทั้งโลกละครับ แต่ว่าเราทําอย่างไรถึงจะให้มันจนน้อยหน่อย ให้มันจนน้อย พยายามฝ๋นเอาไว้ มันจะลากเราไป เราฝ๋นเอาไว้ อย่าให้มันจนมาก ก็มี ๒ มาตรการ มาตรการทางการเงินและมาตรการทางการคลัง รัฐบาลนี้เข้ามาก็พยายามจะใช้มาตรการทางการคลังไปครั้งหนึ่งคืองบกลางป้แสนกว่า ล้านบาท ๑๐๑,๖๐๐ ล้านบาทที่เราพูด ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์ นะครับ ต้องพูดกันตรง ๆ พี่น้องกันทั้งนั้นที่นั่งนี่ก็พูดกันตรง ๆ ว่าที่ใช้ไปบางอย่างก็อาจจะ ได้ผลไม่เต็มที่ก็ต้องยอมรับถ้ามันได้ผลไม่เต็มที่ แต่ว่าจะบอกไม่ได้ผลเลยพูดอย่างนั้น ไม่ได้นะครับ เอาอะไรมาพูดว่ามันไม่ได้ผลเลย เหมือนอย่างเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาทแจกคน นี่ผมจะมายืนยันว่ามันได้ผลเต็มที่ผมก็ไม่กล้ายืนยันละครับ เพราะว่าตามทฤษฎีแล้วคือ ว่าจะต้องเอาเงินไปแจกกับคนที่จน ๆ คนจน ๆ เมื่อได้รับเงินก็จะได้เอาไปใช้จ่าย มันจะได้ เพิ่มปริมาณการซื้อสินค้าภายในประเทศ ในเมื่อชาวต่างประเทศเขาซื้อน้อยลงมาคนใน ประเทศช่วยกันซื้อก็เอาเงินแจก แต่ว่าตามทฤษฎีคือต้องแจกคนที่จน คนจนได้รับเงินมัน จ่ายทันที เพราะว่าเขาไม่มีสตางค์ แต่ว่าเราแจกคนที่มีรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทุกคนก็นินทาว่าเราเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาท ไปแจกคนที่ไม่จนจริง เขาพูดถูกไหม เขาพูดถูก เขาพูดถูกครับ ทําไมเราถึงทําอย่างนั้นครับ เพราะไม่มีทางอื่นที่จะทํา เพราะคนจนจริงใน ประเทศนี้คือคนที่อยู่ที่ภายใต้เส้นความยากจน คือมีรายได้เดือนหนึ่ง ๑,๔๐๐ บาทลงมา นั่นคือคนยากจน นี่นักวิชาการในประเทศไทยนี่ละครับเขาศึกษามา ๑,๔๐๐ บาทต่อเดือน แล้วนั่นจนจริง แต่เราไม่มีตัวเลขว่าเขาอยู่ที่ไหน ๑,๔๐๐ บาท ตัวเลขไม่มี ดาต้า เบส (Data base) โชคดีเรามีนายกรัฐมนตรีนี่ไม่ใช่ว่ามาชม คือว่ารู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ เพราะว่าจบเศรษฐศาสตร์มาจึงได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ อยากจะแจกกับคนที่มี เงินเดือน ๑,๔๐๐ บาท พวก ๑,๔๐๐ บาทที่รายได้ให้ไป ๒,๐๐๐ บาทมันจ่ายเกลี้ยงแน่ เพราะว่าเขาต้องการข้าวสาร เขาต้องการน้ําปลา เขาต้องการน้ําตาล แต่ไม่มีตัวเลข ไม่รู้ จะไปแจกที่ไหน ถ้าแจกไม่ทั่วถึงก็โดนด่าอีก ข้อมูลที่มีก็คือพวก ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะเอา ข้อมูลจากประกันสังคมใช่ไหมล่ะท่านกอร์ปศักดิ์ ถึงต้องทําอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไป คาดหวังว่าคนที่มีรายได้สัก ๑๐,๐๐๐ บาท หรือ ๘,๐๐๐ บาท เมื่อได้เงิน ๒,๐๐๐ บาท แล้วเขาจะไปจ่าย เหมือนคนมีรายได้เดือนละ ๑,๔๐๐ บาท อย่าไปคาดหวัง นักปราชญ์ ทางเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเคยพูดเอาไว้ว่า เรานี่นักเศรษฐศาสตร์เราสามารถที่จะ จูงม้าไปที่ลําธารได้ แต่เราไม่สามารถจะบังคับให้ม้ากินน้ําได้ตามที่เราปรารถนา คนมี รายได้ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท เราเอาเงินให้ไป ๒,๐๐๐ บาท เราจะบังคับให้ เขายังไม่ได้ หิวเราจะไปบังคับเขาจ่ายตั้ง ๒,๐๐๐ บาท มันเปึนไปไม่ได้ ถ้าเปึนม้าก็อาจจะดื่มน้ําสักอึก สองอึก แต่ถ้าเผื่อเราเอาม้าที่หิวจริง ๆ มันกินทีเดียว ๓๐-๔๐ อึก อย่างนั้นนโยบายมันจึง จะได้ผล แต่ว่าจะบอกว่าไม่ได้ผลเลยก็ไม่จริงครับมันต้องมีบ้างมันต้องได้ผลบ้าง นี่รัฐบาล พยายามทําแล้ว แต่ว่าได้ระดับหนึ่งครับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่พอจะแก้ปัญหา หรอก เราใช้นโยบายการเงินไหมครับ เราใช้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่มีอํานาจ ละครับแล้วก็ไม่ควรจะทําที่จะไปสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเขาต้องมีเสรีภาพ อิสรภาพ ทั่วโลกก็เปึนอย่างนั้น คือเขาจะต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเขาถึงต้องมีให้ เสรีภาพเขา อิสรภาพเขาในการบริหารนโยบายการเงิน แล้วเขาทําไหม เขาทํา ธนาคาร แห่งประเทศไทยใช้นโยบายการเงินเต็มที่เลยเพื่อจะช่วยพยุงฐานะของประเทศไว้ไม่ให้มัน ไหลไปตามกระแสวิกฤตการณ์ของโลก เขาทําอย่างไร เขาก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เขาลดลงมาจาก ๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้เหลือ ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เขาลดลงไป ๒.๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายคืออัตราดอกเบี้ยที่พวกธนาคารเขากู้กันเอง หรือธนาคารชาติกู้กับธนาคารพาณิชย์ เขาเรียกตลาดอาร์พี (RP) หรือตลาดซื้อคืน พันธบัตร เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยมาธนาคารพาณิชย์ก็สามารถที่จะกู้ในอัตราที่ถูกลงมา ต้นทุนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้ไปถูกลงมา เขาสามารถจะปล่อยกู้ให้กับชาวบ้านนั้นจึงกู้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ําลงมา ได้ผลไหมครับที่ธนาคาร ที่คณะกรรมการเขาเรียก กนง. คือ คณะกรรมการนโยบายการเงินเขาลดลงไป ๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จนเหลือ ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันนี้ได้ผลไหมครับ ได้นะครับ ไม่ใช่ไม่ได้ ทําไมถึงผมบอกว่าได้ ได้หรือไม่ได้ เพราะวันศุกร์นี้ผมไปดูตัวเลขจาก ๔ ธนาคารใหญ่ ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของ ธนาคารใหญ่ลดลงมา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือลดลงมา ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราเงินให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงมาตามนโยบายของ กนง. ลดลงมา ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเท่าไรครับตอนนี้ อัตราดอกเบี้ยผู้กู้ชั้นดีที่เขาเรียกว่าเอ็มแอลอาร์ (MLR) ตอนนี้เหลือ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่สําหรับชั้นดีเลยนะ คือไม่มีการเสี่ยงเลย ถ้ามีการเสี่ยงคุณ ต้องบวกอัตราเสี่ยงเข้าไป ถ้าเปึน เอสเอ็มอี ก็บวกเข้าไปอีก ๓ ก็เปึน ๘ กว่า ถ้ามั่นคงก็ บวกเข้าไปอีก ๑ เขาเรียกว่า ลิส พรีเมียม แต่ว่าสรุปว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร มันลดลงมา มันเปึนประโยชน์สําหรับคนที่จะไปลงทุนจะขยายการลงทุนต้นทุนต่ํา ก็สามารถตัดสินใจในการลงทุนได้ และมีผลทําให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมันลดลงไปด้วย ปัจจุบันนี้เหลือ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยของ ๔ ธนาคารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ผลระดับหนึ่งครับ เมื่อไปดูว่าในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันศุกร์ที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ที่เขาปล่อยกู้ไปเพิ่มขึ้นเท่ากับเท่าไรท่านประธานครับ เพิ่มขึ้นประมาณ ๕.๖ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ทั้งระบบ ป้นี้ทั้งป้ผมปรึกษากับผู้รู้ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เขา ชํานาญเรื่องนี้ เขาบอกว่าทั้งป้คงอยู่ประมาณนี้ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบของป้ที่แล้ว ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ ป้ก่อนหน้านั้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ลดลงมาเกือบครึ่ง แสดงว่า นโยบายการเงินได้ผลไหมครับ ได้ผลแต่ได้ไม่เต็มที่ ได้นิดหน่อย เหตุที่ได้นิดหน่อยเพราะ เหตุผลอะไร เหตุผล ๒ ประการ ๑. ลูกค้าชั้นดีบริษัทใหญ่ ๆ เขาไม่กล้ากู้ เพราะเขาไม่มั่นใจ ในสภาพเศรษฐกิจ กู้ไปเดี๋ยวเจ๊ง เขาไม่ลงทุน คนที่ธนาคารอยากให้กู้มันไม่กู้ แต่คนที่มากู้ คือพวกที่เขาไม่อยากให้กู้คือร่อแร่ ๆ มาแล้ว ธนาคารเขาก็ดูว่าถ้าให้กู้ไปโอกาสเปึน เอ็นพีแอล (NPL) สูง คือเปึนหนี้ที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้ เขาก็ไม่ค่อยให้กู้ ผมไปดูยอดที่ปล่อยกู้ ทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ปรากฏว่าทุกยอดเลยมันเพิ่มในอัตราที่ต่ําลงกว่า ป้ที่แล้วหมดเลย ไม่ว่าจะเปึนพวก เอสเอ็มอี ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ รวมทั้ง สินเชื่อเพื่อการบริโภคลดหมด ที่เราหวังจะพึ่งนโยบายทางการเงินเพื่อว่าที่จะให้คนมีเงิน มีการสร้างงานเพิ่มขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น เศรษฐกิจที่พอที่จะคึกคักขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง ก็พึ่งไม่ค่อยได้อีก เห็นไหม เราจะให้คณะกรรมการนโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยจากนี้ ลงไปอีกเอาไหมครับ เหลืออยู่ ๑.๒๕ ถ้าลดลงไปอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีนี้เพราะตอนนี้มันเหลือ ๐.๘ แล้ว ยุติธรรมไหมครับ ถ้าให้คนฝากเงินใน ธนาคารแล้วก็ไม่ได้ดอกเบี้ยเลยสักบาท คิดว่า กนง. คงไม่ทําหรอกครับ ถ้าผมเปึน กนง. ผมก็ไม่ทํา ผมเปึนธนาคารชาติผมก็ไม่ทํา เพราะว่าไม่ใช่คิดเฉพาะแต่ผู้จะกู้เงิน ต้องคิดผู้ ฝากเงินด้วย ประเทศต้องอยู่ด้วยความยุติธรรม นี่ยังไม่ถึงกับเรียกว่า ลีควิดิตี้ เทรด (Liquidity trade) นะครับ ที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า กับดักสภาพคล่องที่เกิดขึ้น ในประเทศญี่ปุ์นเมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้ว นั่นอัตราดอกเบี้ยถึง ๐ นะครับ ยอดเงินกู้ไม่เพิ่มเลย แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวของเรายังเพิ่มตั้ง ๕ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่เราใกล้แล้วครับ ใกล้ ทําอย่างไรครับ ทีนี้หมดแล้วมาตรการ ก็มันต้องกลับมาหากระทรวงการคลัง มาหา นโยบายการคลังอีกแหละครับ ไม่อย่างนั้นประเทศไปไม่รอดหรอกครับ ก็ต้องกู้เพื่อที่จะ มาอัดฉีดเข้าไปสู่ระบบ ปัจจุบันนี้สภาพคล่องอยู่ในธนาคารที่ผมชี้เช็คเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ตัวเลขเอากลม ๆ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลืออยู่ ก็หมุนอยู่ใน ธนาคารชาตินั่นแหละ เพราะว่าต้องเอามารอให้เพื่อน ๆ ซึ่งเปึนธนาคารด้วยกันกู้ในตลาด อาร์บี (RB) เผื่อว่าจะได้เงินคืนบ้างอัตราดอกเบี้ย เพราะว่าต้องจ่าย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ สําหรับเงินฝาก แต่นั่นไม่สําคัญ สําคัญคือว่าเงินมันกองอยู่นั่นคือความมั่งคั่งของประเทศ ถ้าเผื่อมันไม่ลงมาสู่ภาคการผลิตมันไม่มีประโยชน์ เหมือนสมัยก่อนเขาเก็บทองคํากัน จําได้ไหมเมื่อสมัย โน่นรุ่นพระเจ้าเหา มีความเชื่อว่าประเทศใดมีทองคํามากว่าคนนั้น ร่ํารวย เมอร์แคนไทลิซึม (Mercantilism) พาณิชย์นิยม ไม่มีประโยชน์ครับ มีเงินแล้วกอง อยู่ในธนาคาร มันจะมีประโยชน์ก็เมื่อมันลงมาทําการผลิต เกิดผลผลิตจากการจ้างงาน เงินมันถึงจะมีประโยชน์ กองอยู่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ จึงต้องเอาเงินนี้มาใช้ให้เปึน ประโยชน์ นี่รัฐบาลตัดสินใจกู้ดีแล้ว เพราะเปึนทางออกทางเดียว แล้วที่สปรินท์ (Sprint : วิ่งเต็มฝ้เท้า) ออกเปึน๒ พระราชบัญญัติ เปึนพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ เปึนพระราชบัญญัติอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี ถ้าเผื่อกู้ทั้งหมดจะมีปัญหาผมอาจจะ ไม่เห็นด้วย เพราะว่าตามพระราชกําหนดที่กู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เปึนเรื่องเร่งด่วนที่ ผมวิเคราะห์มาให้ฟังทั้งหมดคือว่าตลาดมันซบเซามาก ในปัจจุบันนี้คนว่างงานเยอะเลย ไม่มีที่พึ่งว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจมันฟุ๋นกว่านี้หน่อย การใช้พระราชกําหนดนี่มันดีตรงที่ว่าต้องเร่งทํา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ต้องเร่งทําให้ทัน ภายในป้สองป้นี้ เพื่อให้เศรษฐกิจมันฟุ๋นขึ้นมาได้ ถ้าเราอนุมัติผ่านไปเราก็ไปกู้เลย กู้ก็ไม่ได้กู้ที่ไหนครับ ก็ไปกู้ในตลาด อาร์บี นั่นแหละ หรือไม่ก็ประกาศให้พี่น้องประชาชนที่ เก็บเงินฝากไว้แล้วคุณได้อัตราดอกเบี้ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ๑๐๐ บาทได้ ๘๐ สตางค์นี่ ไปถอนมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล รัฐบาลจะขายให้กับภาคเอกชน ใครก็ได้ซื้อได้ทั้งนั้น อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลที่หลังจากเราอนุมัติแล้วนี่ ถ้าเผื่ออายุ ๕ ป้ อัตราดอกเบี้ยจะประมาณ ๓.๕๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอายุ ๑๐ ป้ อัตราดอกเบี้ย ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ผมไปดูมาแล้วเขาจะมี อย่าพูดภาษาอังกฤษเลย เกรงใจท่านเฉลิม เพื่อนผม มันก็จะทําให้เงินที่มันค้างอยู่ที่ไม่มีประโยชน์ มันกลายเปึนประโยชน์ แต่ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องรีบทํานะครับ เอามา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ตั้งหลัก รัฐบาลตั้งหลักว่าจะเอาไปชดเชยเงินคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ถึงหรอกครับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะที่เราคิดชดเชยเงินคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเราคิดว่าการเก็บภาษีไม่เข้าเปัาประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มองด้านเดียวไม่ได้ ต้องมองการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย ถ้าโครงการต่าง ๆ มันใช้เงิน ไม่หมด เงินไม่ไปไหนตามกฎหมาย เงินที่เหลือต้องอยู่ในเงินคงคลังทั้งนั้น เพราะใช้จริง ๆ ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริง ๆ ประมาณแสนล้านบาท อีกแสนล้านบาทที่เหลือเอามา กระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และต้องเร็ว เพราะที่รัฐบาลตั้งหลักมาเท่าที่ผมทราบก็คือว่า ให้ทําเฉพาะโครงการที่หน่วยราชการมีแบบอยู่แล้ว พร้อมจะปฏิบัติได้ทันที นี่ถูกต้อง เปึนการแก้วิกฤติการณ์ในป้นี้และป้หน้า ถูกต้องแล้วละครับ มันไม่มีทางออกหรอกครับ ท่านเพื่อน ส.ส. ที่เคารพ พี่น้องประชาชนที่เคารพ นี่เปึนทางออกทางเดียวจริง ๆ ผมไม่ได้ เข้าใครออกใคร ผมสอนหนังสืออยู่ ผมพูดผิดไม่ได้ ลูกศิษย์ผมฟังทั้งประเทศ แล้วข้อนี้ ผมจะออกสอบด้วย ถ้าเกิดใครไม่ฟังวันนี้มึงสอบตก บอกข้อสอบกลางสภาเลย แต่ว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง พ.ร.บ. ยังไม่เข้า แต่ผมขอพูดเลย เพราะเวลา พ.ร.บ. เข้าผมไม่พูดแล้ว ผมพูดทีเดียวพอ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังจะรีบด่วนอย่าง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกไม่ได้ ผมอยากให้ทํา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง คือว่าอย่างที่ใคร ทางฝ์ายค้านพูดเมื่อสักครู่ผมถูกใจมาก จําชื่อ ไม่ได้เสียแล้ว พลิกวิกฤติการณ์เปึนโอกาส เวลาฝ์ายค้านพูดเราต้องฟังนะครับ หน้าที่เขา เขาต้องค้านอยู่แล้ว ตอนประชาธิปัตย์เปึนรัฐบาลเราก็ค้านรัฐบาลตะบันแหลกเหมือนกัน แต่ว่ามันเปึนประโยชน์นะครับ คือว่าไม่ใช่พูดแห่ตามกันทั้งพรรค ไม่อย่างนั้นก็เหลิงสิ รัฐบาล มันต้องมีคนค้านไว้บ้างเราจะได้รอบคอบ เวลาลงมติเดี๋ยวเขาก็ต้องไม่เห็นด้วย ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลต้องเห็นด้วย มันจะได้ผ่านอย่างไร ก็แค่นี้ละครับ อ้าย พระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังนี่ท่านครับจะต้องพลิกวิกฤติการณ์เปึนโอกาส จะต้องลงทุนในสิ่งที่เปึนโครงสร้างของบ้านเมือง เมื่อเศรษฐกิจฟุ๋นขึ้นมานี่ ที่เราลงทุนไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังมันต้องสามารถที่จะโกยเงินจากชาวโลกกลับเข้าประเทศได้ มันต้องคิดอย่างนั้น เราต้องมาดูเช่นว่ารถไฟรางคู่นี่มันต้องทํามากกว่าที่เตรียมเอาไว้ ผมดูละเอียดนะครับ ผมเรียกผู้อํานวยการ ไม่ได้ เดี๋ยวผิดรัฐธรรมนูญอย่าพูดดีกว่า เดี๋ยวว่าไปยุ่งเขา จะเอาข้อมูลเขา รถไฟรางคู่มันจะลดการใช้น้ํามันของรถบรรทุกมันจะ เปึนการประหยัดต้นทุนของประเทศ มันเปึนการเพิ่ม เขาเรียกว่า คอมแพเรทีฟ แอดแวนเทจ (Comparative advantage) คือความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ หลังจาก เศรษฐกิจโลกฟุ๋นแล้ว เราต้องทํามากกว่านี้นะครับ แล้วไม่จําเปึนต้องใช้เงินกู้ทั้งหมด อ้าย พีพีพี นี่หมายความว่าเอาเอกชนมาร่วมกับรัฐบาลแล้วให้เอกชนไปรัน ไม่ว่าจะเปึนรูปแบบที่ว่า: (Run จัดการ) ใช่ไหม ให้สัมปทานไป ๓๐ ป้ ๒๕ ป้เอาคืนมาให้รัฐบาล เอกชน รางน่ะรัฐบาลต้องทํา แต่ว่าเอกชนเอารถมาวิ่งแล้วให้เขาบริหารงาน ๒๕ ป้ ๓๐ ป้ ยกให้กับรัฐบาล มันมีก็ ๒ วิธี ให้เขาเก็บสตางค์ หรือว่าให้เราเก็บสตางค์ รัฐบาลก็มี ๒ วิธี ก็ไม่อยากพูดภาษาอังกฤษอีก มันเปึนภาษาอังกฤษเขาใช้กันในโลกมี ๒ ระบบ ทําเยอะ ๆ เถอะครับ เราจะได้ไม่ต้องเปึนหนี้มาก แล้วจะได้มีประสิทธิภาพ ผมนั่งรถไฟจาก สวิตเซอร์แลนด์เข้าฝรั่งเศส จากฝรั่งเศสผมนั่งเข้าอังกฤษ จากอังกฤษผมนั่งไปนั่งมารอบ ประเทศอังกฤษ มันสะดวกสบายที่สุดเลยรถของเขา การขนส่งสินค้าก็สะดวกสบายต้นทุนต่ํา พวกเราก็ไปเรียนเมืองนอกมานานก็ไปเห็นมาแล้วก็เอามาทําบ้างสิครับ เอามาทําบ้าง ยกตัวอย่างรถไฟรางคู่ต้องทํา ท่าเรือน้ําลึกก็ควรจะทําเพราะเปึนทางออกของประเทศ ในอนาคต เราต้องมีวิชั่น (Vision : สายตาไกล) อย่างนั้น ประเทศเราต้องเปึนศูนย์กลาง การค้าขาย เพราะสิงคโปร์ไปไม่รอดแล้วครับ ผมก็ไปสิงคโปร์มา ไปไม่รอดแล้ว เพราะไม่มี ที่จะจอดเรือมันเต็มหมด เมื่อก่อนสิงคโปร์เขาค้าน เดี๋ยวนี้เขาไม่ค้านแล้ว เขาอยากให้เรา ทํา ท่าเรือน้ําลึกนี่ เพราะเขารับไม่ไหว อันนี้ก็ต้องทํา ผมคิดว่าพรรค์อย่างนี้ เอาทางด้าน การเกษตรอะไรบ้างที่จะต้องทํา ผมเปึนกรรมาธิการในสภานี้เลือกไป คณะกรรมาธิการน้ํา นี่นั่งกันเปึนแถว ทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล พูดเกือบตายไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย บ้านเมืองนี้ คนก็ยังขาดแคลนน้ําอยู่อย่างนั้นละครับ เกษตรเขาต้องการน้ํา ผมต้องชอบ อิสราเอลเมืองมันอยู่ในทะเลทราย ผมไปมา ๔ หนแล้ว เพื่อไปดูน้ํา ไปยืนกดก๊อกน้ําแล้วมี ความสุข ว่ามันฉลาดจริงประเทศนี้ มันอยู่ในทะเลทราย แต่น้ํามันไม่เคยขาดแคลนเลย ทําการเกษตรขายพวกเราอีก ขายทั่วโลก ทั้งมะเขือเทศ ทั้งส้ม ทั้งพืช ผักทุกชนิด ผมบิน ไปซินเกียง ไปดู ซินเกียงเปึนจังหวัดของจีนที่อยู่ทางทิศตะวันตก กลางทะเลทราย เขาทํา เหมือนอิสราเอลครับ ปลูกฝัาย ปลูกมะเขือเทศ ส่งไปขายรัสเซียประเทศใหม่ที่เกิดใน รัสเซียกินมะเขือเทศของซินเกียงทั้งนั้น เขาจริงจังกับการทําแหล่งน้ําให้กับเกษตรกรรม เราต้องทํานะครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังนี่ต้องมากกว่าที่คิดจะทํา การท่องเที่ยว เอาไปลงทุนในการท่องเที่ยวเลยครับ พัฒนาแหล่งการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ไม่ว่า ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้มีเยอะในประเทศไทยนี่ แต่มันทรุดโทรมเพราะเราไม่ค่อย ดูแลกัน พอเศรษฐกิจโลกมันดีมา ชุดแรกนี่กลับมาเที่ยวเมืองไทย ให้เขามาเห็นแล้วเขา กลับไป โอ้โฮเมืองไทยไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างมันนิ้งหมด ห้องน้ําก็นิ้ง ถนนก็นิ้ง อะไรดี หมด อันนี้ของเก่า ส่วนของใหม่ก็ไปค้นหามาแล้วก็ไปพัฒนาใหม่ เขาจะได้บอกพรรคพวก มันจะทะลักกันมา เพราะเมืองไทยมันมีของสวยงามอยู่แล้ว แต่การบริการของเราไม่ค่อย ดีเท่าที่ควร เพราะเราไม่กล้าลงทุน เอามัน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังนี่ละครับ ทําเรื่อง พวกนี้ละครับ พี่น้องประชาชนจะต้องเห็นด้วยที่ฟังผมพูด เพราะพี่น้องประชาชนก็อยาก ให้เปึนอย่างนี้ ท่านผู้แทนราษฎรทุกพรรค ไม่ว่าเปึนฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล รักชาติ รักบ้านเมือง ก็อยากให้บ้านเมืองไปให้ถูกทิศ ที่พูดผมนั่งฟังแม้แต่ฝ์ายค้านก็พูดไปใน ทํานองนี้ทั้งนั้นละครับ เพราะกลัวจะเอาเงินไปทําเจ๊งแค่นั้นเอง เอาไปทําในสิ่งที่ไม่ควรทํา นี่เขากลัวกัน แต่ไม่ต้องกลัวนะครับว่าปริมาณเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นึกว่าจะ เปึนหนี้มาก ผมขอร้องอย่างหนึ่งครับ คือผมไปฟังการอภิปรายที่ประเทศแคนาดามา สมัยไปกับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผมเคยไปฟังคําอภิปรายในสหรัฐอเมริกามา เคยไปฟังการอภิปรายในอังกฤษมา เคยไปฟังการอภิปรายในญี่ปุ์นมา แล้วเคยไปฟังการ อภิปรายในออสเตรเลียมา เขาใช้เวลาไม่มากเหมือนพวกเราพูดกัน พวกเราพูดกันมาก เกิน เขาพูดสั้น ๆ เอาแต่เนื้อความ และที่สําคัญอีกอย่างคือว่าผมศึกษามานี่ มันไม่มีใคร เลยที่จะเอาหนี้ของประเทศของตนเองแล้วหารด้วยจํานวนประชากร มันไม่ได้บอกเลย ครับ เขาไม่ทํากันในประเทศโน้น คือเราชอบพูดเรื่องนี้ มันไม่มีปัญหาหรอกครับจํานวนหนี้ เขาไม่เอาไปหารด้วยประชากร ยกตัวอย่างนะครับ สหรัฐอเมริกาปัจจุบันนี้หนี้สาธารณะ ของสหรัฐอเมริกา ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ประชาชาติ ของอังกฤษ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ประชาชาติ ของญี่ปุ์น ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ประชาชาติ ของมาเลเซีย เพื่อนบ้านเรา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ประชาชาติ ของเราเพิ่ง ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เอง กู้มาอีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา ท่านคํานวณให้ดูแล้ว