สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องการกู้เงิน 800,000 ล้านบาทและปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความไม่พร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องราคามะม่วงและปัญหาลำไยของภาคเหนือ และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณและโครงการต้นกล้าอาชีพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพ ผมเองนั้นมีความวิตกกังวลเหมือนกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ตกอกตกใจ กับการที่รัฐบาลจะกู้เงินถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนที่สุดครับว่าการกู้เงินในครั้งนี้ ผู้คนทั้ง ๖๓ ล้านคนทั่วประเทศก็ต้องมาแบกรับภาระหนี้ แต่เมื่อดูเนื้อในของแต่ละ โครงการจริง ๆ นั้น ท่านทั้งหลายไม่ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี จะบอกว่าเปึนการกู้เงินเพื่อนํามาสร้างงาน เพื่อนํามาพัฒนาประเทศ ตรงนี้ นั้นผมเองก็ยังแปลกใจว่าในขณะที่พี่น้องประชาชนยากจนข้นแค้น ทุกประเทศทั่วโลก ประสบสภาวะวิกฤติ ไม่ว่าสถาบันการเงินหรือไม่ว่าผู้คนของโลกมีการประสบปัญหา ทุกอย่าง แต่ก็เห็นมีประเทศไทยประเทศเดียวนี่แหละครับที่พยายามดิ้นรนสร้างเงิน หาเงินโดยการกู้ ไม่พยายามที่จะสร้างตลาดใหม่ ๆ ไม่พยายามที่จะหาความหวังให้กับ พี่น้องประชาชนในการเสาะแสวงหากําลังอกกําลังใจในการจะเป่ดตลาดใหม่ ๆ แสวงหา สินค้าใหม่ ๆ เข้าไปเยียวยาจุดที่เราพลั้งพลาด ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่ผมจะ นําเสนอในครั้งนี้มีอยู่ ๒ กรอบใหญ่ ๆ กรอบที่ ๑ ก็คือเรื่องของภาคเกษตร กรอบที่ ๒ เรื่อง ของความล้มเหลวในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบที่ ๑ เรื่องของต้นกล้าอาชีพ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่จะลงลึกถึงรายละเอียด ผมขออนุญาตใช้แผนผังซึ่งเปึน ตัวเลขนิดหนึ่งครับ นี่คือข้อเปรียบเทียบเรื่องของสินค้าเกษตร ในป้ ๒๕๕๑ นั้น ข้าวนะครับท่านประธาน ที่เคารพ ข้าวของพี่น้องชาวนาเราทั่วประเทศนั้นประกาศรับจํานําเกวียนละประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาท ข้าวเหนียวประมาณ ๘,๐๐๐ บาท แต่พอเข้ามาป้ ๒๕๕๒ ครับท่าน พี่น้อง ชาวนาสับสนอลหม่าน ท่านบอกว่าวิธีการรับจํานํานั้นทําให้รัฐเสียประโยชน์ มีการทุจริต คอร์รัปชัน บิดเบือนตลาด ท่านก็จะประกาศประกันราคาข้าว เอาระบบประกันมาใช้ ในเรื่องของสินค้าเกษตร ปรากฏว่าพี่น้องชาวไร่ชาวนาตกใจหมด โรงสีทั้งหลายซึ่งจ้อง อยู่แล้วก็มีความสุข เพราะเขาเตรียมเงื้อดาบที่จะรับซื้อข้าวราคาถูกจากพี่น้องชาวนา ก็กลายเปึนเหยื่อครับ ผมมองว่าการประกาศเปลี่ยนม้ากลางศึกในครั้งนี้นั้นมีเลศนัย ความไม่พร้อม ท่านประกาศนโยบายได้อย่างไร คนรับกรรมก็คือชาวนา ต้องรีบเอาข้าว ไปขายให้โรงสี ท่านไม่แปลกใจหรือครับว่าสิ่งผิดปกติพอท่านกลับมารับจํานํา เหมือนเดิมอีกโรงสีโควตาเต็มผิดปกติ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ครับ ท่านไม่แปลกใจหรือครับ ท่านประกาศประกันราคาข้าวไม่มี เงื่อนเวลารับจํานํา บอกว่าหยุดรับจํานํา ประกันราคาข้าว แล้วพอบอกว่ามารับจํานํา ปรากฏว่าท่านไปดูสิครับ โรงสีโควตาเต็ม ชาวนาจริง ๆ ไม่ได้แล้ว เขาแลกบัตรประชาชน กรอกแบบฟอร์มตั้งแต่วันที่ท่านประกาศจะประกันราคาข้าวแล้ว ท่านถึงไม่แปลกใจหรือ ครับว่าโควตาโรงสีต่าง ๆ เต็มหมด ผมไม่อยากกล่าวหาว่าท่านรู้กับขบวนการค้าข้าวของ ประเทศ ผมไม่อยากกล่าวหา แต่ผมสงสัยครับว่าท่านทําได้อย่างไร
สินค้าเกษตรอีกตัวหนึ่งครับ พี่น้องประชาชนกําลังโอดครวญอยู่วันนี้ มะม่วงครับ ป้ ๒๕๕๑ นี่ มะม่วงกิโลกรัมละ ๑๐ บาท ๑๕ บาท ป้ ๒๕๕๒ มะม่วงกําลัง ออกสู่ตลาดกิโลกรัมละ ๓ บาท เงินจากเกษตรกรนี่นะครับ ข้าวก็เงินหายแล้ว พอหวัง มะม่วงราคาตกครับ ทําอย่างไรถึงจะให้มะม่วงราคาเท่ากับป้ ๒๕๕๑ ครับ ท่านอย่า นิ่งเฉยนะครับ มะม่วงจะไม่สนุกแล้ว ตลาดล่างไม่เดินครับ ท่านตลาดสินค้าระดับล่าง ไม่เดิน พ่อค้ารายย่อยประเภทกองทัพมดหายหัวไปหมดครับ เขาบอกว่าเขาไม่คุ้มในการ ซื้อขายโดยใส่รถป่กอัพแล้วมาขายไม่มีกําลังซื้อ เศรษฐกิจระดับล่างเงินฝ๋ดครับท่าน ราคา มะม่วงป้ที่แล้ว ๑๐ บาท ๑๕ บาท ป้นี้เหลือ ๓ บาท แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ค่าปุิยก็ไม่ลด ค่าน้ํามันก็กลับขึ้น สินค้าทุกตัวไม่ลดครับ ต้นทุนการผลิตของเกษตรไม่ลด
ทีนี้มาเรื่องลําไย เปึนปัญหาใหญ่ของคนภาคเหนือ ป้ที่แล้วมีความสุข เกษตรกรชาวสวนลําไยจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน ๘ จังหวัดภาคเหนือมีความสุข กิโลกรัมละ ๒๐-๒๕ บาทโดยเฉลี่ย ผลผลิตประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ป้ที่แล้วเขามี ความสุข เขาก็มีต้นทุน เขามีกําไร เขาก็ซื้อปุิย ซื้อยามาบํารุงรักษาลําไยป้ ๒๕๕๒ ผลผลิต ก็เติบโต ก็มีอนาคตก็คิดว่าจะเท่ากับป้ที่แล้ว แต่วันนี้สัญญาณส่งออก สัญญาณตลาด สัญญาณที่ท่านส่งออกไปนั้นมันจะเหลือกิโลกรัมละไม่ถึง ๑๐ บาท มันจะเหลือกิโลกรัม ไม่ถึง ๑๐ บาท เงียบกริบหมด ปกติเมื่อเปึนรัฐบาลป้ ๒๕๕๑ เดือนนี้ต้องรู้แล้วว่าประเทศจีน ต้องการลําไยกี่ตัน อบแห้งกี่ตัน อบเนื้อสีทองกี่ตัน จะกินสดภายในประเทศกี่ตัน ต้องรู้ แล้ว ชาวสวนลําไยเขาต้องรู้แล้วว่าเขาจะต้องขายลําไยได้เท่าไร เขาจะไปอบแห้ง อบเนื้อ สีทอง หรือจะไปบริโภคสด วันนี้เงียบกริบ ไหนว่ามีมือที่จะไปประสานกับประเทศจีน เห็นบอกว่าเดินทางไปเมื่อเดือนที่แล้วแล้ว ชาวสวนลําไยเขาก็ตั้งความหวัง เขาก็รออยู่ มีแต่ประกาศ คชก. ว่าจะให้เงินอุดหนุนโน่นอุดหนุนนี่ ก็ไม่เห็นเปึนรูปธรรม เขาก็หมด กําลังใจ เขาก็คิดว่าวันนี้ถ้าได้กิโลกรัมละ ๑๐ บาท เขาก็จําเปึนที่จะต้องเรียกร้องกับ รัฐบาลโดยตรงอีก ในที่สุดรัฐบาลเมื่อจับต้นชนปลายไม่ถูกในระบบการรับจํานําก็จะกลับมา ก็จะกลับมาอีก ระบบการแทรกแซงตลาดก็จะกลับมาอีก เพราะฉะนั้นท่านเตรียมตัวอย่างไรกับลําไย ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ๗๐๐,๐๐๐ ตันที่จะออกในอีก ๑๔ วันข้างหน้า เงิน คชก. ที่จะอุดหนุน ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่พอครับ ท่านจะต้องส่งเสริมตลาดภายนอกประเทศ ท่านต้องจับมือกับรัฐบาลจีน อย่างน้อยให้รัฐบาลกลางเขารับรู้ว่าเรามีลําไยอยู่ ๗๐๐,๐๐๐ ตัน วันนี้ท่านไม่ได้ส่งสัญญาณใด ๆ ให้กับเกษตรกรเลยครับ เขากําลังรอ ความหวังอยู่ พอมาพูดถึงเรื่องเงินกู้เขาก็บอกว่า ท่านช่วยเชื่อมโยงหน่อยสิว่าเกษตรกรจะ ได้อะไรกับการกู้เงิน นอกจากจะรับภาระหนี้อุแว้มา ๘๐,๐๐๐ บาท ท่านลองบอกเขา หน่อย วันนี้ปากท้องชาวบ้านมันจะวิกฤติอยู่แล้วเขาก็ไต่อยู่บนเส้นลวด เหมือนกับสถานะ ของรัฐบาลวันนี้ ท่านก็ไต่อยู่บนเส้นลวดเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะล่มเมื่อไร สถาบันเกษตรกร วันนี้ก็ไต่อยู่บนเส้นลวดเหมือนกัน
ทีนี้มาหอม กระเทียม ป้ ๒๕๕๑ หอม กระเทียมได้รับการแทรกแซง ช่วยเหลือเรื่องราคาโดยงบประมาณ คชก. อยู่ ๒๔๐ ล้านบาท ก็มีการรับจํานําประกัน ราคาหอม กระเทียม แต่ป้นี้ตลาดล่างตายหมดครับ หอม กระเทียมไปไม่ได้ยังค้างอยู่ใน โกดังอยู่ครับ
แล้วทีนี้มาเรื่องลิ้นจี่ ลิ้นจี่นี่ท่านบอกว่าท่านให้เงินไป ๒๐๐ ล้านบาท ไม่มีครับ ชาวสวนลิ้นจี่โอดครวญบอกว่า เชื่อ ปรากฏว่าเงินก็หาย ลิ้นจี่ก็หล่น เจ๊งอีกครับ
พอมาถึงภาษี ภาษีป้ ๒๕๕๑ ปกติครับ มีความสุขไม่ได้ยุ่งเลย พอป้ ๒๕๕๒ ท่านกลับขึ้นภาษีคนรากหญ้าที่ว่าภาษีบาป ที่สุดมันกระทบคนรากหญ้า ภาษีน้ํามัน ภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้าขาว ภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ ท่านขึ้นหมด นี่คือภาพรวม ของการบริหารที่ท่านจะมาขอกู้เงินจากพี่น้องประชาชนโดยใช้สภาแห่งนี้ถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เปึนเรื่องเกษตรกร ผมต้องฝากครับ แล้วก็ฝากให้ท่านทั้ง ๒ ท่าน นี่ละช่วยทุบโต๊ะหน่อย ช่วยบอกหน่อย ช่วยส่งสัญญาณให้พี่น้องเกษตรกรหน่อยว่าจะเอา กันอย่างไรในเรื่องของสินค้าเกษตร แล้วท่านถึงจะมาบอกว่ากู้เงินต่อไปถ้าเกษตรกรตลาด ไม่ไปต่อให้มีน้ํา ต่อให้มีเอกสารสิทธิมันก็ขายครับ เขาก็ขายที่ดินเขาแล้วก็มาเปึนลูกจ้าง อยู่ในโรงงาน ยิ่งท่านจะกู้เงินมาสร้างรถไฟฟัาบอกว่าจะจ้างงานได้เปึน ๒ ล้านที่กรุงเทพฯ พี่น้องของผมก็ต้องแบกข้าว แบกกระสอบข้าวเข้ากรุงเทพฯ อีกแล้ว ก็พลัดลูกพลัดเมียอีก ก็กลับมาอีหรอบเดิมอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะฝากในเบื้องต้นก่อนที่ท่านจะกู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านต้องตอบคําถามให้ชัดว่า เกษตรกรของพวกกระผมนี่จะได้อะไร จากการกู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนกรุงเทพฯ ได้ครับ สีเหลือง สีฟัา สีเขียว รถเมล์ เอ็นจีวี ประปาสะอาดดื่มได้ ท่องเปึนวรรคเปึนเวรท่องได้หมด แต่คนต่างจังหวัด โอ้โฮ กว่าจะได้ถนนไร้ฝุ์นนี่เถียงกันไปเถียงกันมาจะต้องให้กู้เงินอีก ไม่รู้ว่าจะไร้ฝุ์นหรือไร้อะไร แน่ ผมก็ต้องให้ว่ามันน่าจะไร้น้ําใจกันละในการจัดสรรงบประมาณ ปักษ์ใต้ตูมหนึ่ง ก็ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตูมหนึ่งก็ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วคนภาคอื่นก็มองตาปริบ ปริบ ๆ ปริบ ๆ จะเอาอย่างไรกันแน่ หรือท่านจะแก้ปัญหาภาคใต้โดยการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไปอุด ๆ อุด ๆ อย่างนั้นหรือครับ ผมว่ามันไม่ใช่นะ มีข่าวอยู่เสมอ พอตูม ครั้งที่แล้วที่ระเบิดมัสยิด ๑๐ ศพ ท่านก็บอกว่า เดี๋ยวเราจะเอาเงินไปแก้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติโครงการ โดยใช้โครงการนําหน้าการพัฒนา ท่านพูดอย่างนี้ครับ ตูมที่ ๒ มา ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวเราจะจัดการพัฒนา เอาอีกแล้วครับ หรือจะให้ภาคอื่นมันตูม ๆ แล้วท่านจะมาพูดอย่างนี้
เรื่องต้นกล้าอาชีพ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ครับ ผมเอง นั้นคําว่า ต้นกล้าอาชีพ ชื่อสวยงามครับ แต่เนื้อของการวัดผลประเมินผลนั้นเสียใจด้วย ครับ ผมเองนั้นมาจากผู้แทนกรรมกร ผู้แทนสหภาพ สิ่งที่ผมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่แรก ก็คือเรื่องของการใช้งบประชาสัมพันธ์ ๑๐๐ กว่าล้านบาท หมดไปแล้วกระมังครับ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปที่เมืองทองธานี ได้ข่าวว่า อีเวนท์ (Event : เหตุการณ์) นั้นหมด ไป ๒๑ ล้านบาท ปรากฏว่าวันนั้นไม่มีคนมาสนใจมากมายเท่ากับเงินประชาสัมพันธ์ ที่ลงทุนไป ท่านต้องให้คําตอบกับประชาชนนะครับ งบต้นกล้าอาชีพแค่คลอดก็ผิดฝา ผิดตัวแล้วครับ ไปไว้ได้อย่างไรครับที่สํานักนายกรัฐมนตรี กลไกมันไม่รองรับครับ ต้นกล้า อาชีพช่วยเหลือคนตกงานก็ต้องไปไว้ที่กระทรวงแรงงาน ท่านเอาไปไว้ที่สํานัก นายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็มีหน้าที่รับแขก แจกผ้าเย็น เปึนประธาน คอยต้อนรับแขก ภารกิจที่จะมายุ่งเรื่องอย่างนี้มันไม่มีกลไก ท่านก็ต้องใช้กระทรวง แรงงานเปึนเจ้าภาพ เขามีประกันสังคม เขามีคนรับผิดชอบ แต่ท่านก็ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ใช้เงิน ๖,๙๐๐ ล้านบาท บอกว่าเปึนต้นกล้าอาชีพ มีท่านกรรมการเยอะแยะครับ มีแบบฟอร์มให้กรอก แล้วท่านก็วิจารณ์กันเอง ท่านก็วิจารณ์กันเองครับ ต้นกล้าอาชีพนี่ ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ท่านก็บอกไว้ว่า ต้นกล้าอาชีพนี่ท่านบอกว่า วัดผลประเมินผล แล้วได้ ๔๐ คะแนนจากคะแนนเต็ม ๑๐๐ ท่านให้สัมภาษณ์อย่างนี้จริง ๆ ให้ต้นกล้าอาชีพ ๔๐ คะแนน คะแนนเต็ม ๑๐๐ แสดงว่า ๖๐ คะแนนนั้นไม่ได้หวังผล แล้วงบประมาณของ พวกเรา ๖,๙๐๐ ล้านบาทที่ท่านว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจมันกระตุ้นจริงหรือเปล่า หรือกระตุ้นเฉพาะเอกสาร แล้ววันนี้ท่านตั้งเปัาต้นกล้าอาชีพของท่าน ๕๐๐,๐๐๐ คน จะฝ๊กอบรมคน ๕๐๐,๐๐๐ คน ให้ค่าตอบแทนคนละ ๕,๐๐๐ บาท ค่าวิทยากร ค่าอะไร ต่าง ๆ อีกกรอบละ ๕,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าตัวเลขล่าสุดคนไปร่วมโครงการของท่าน เมื่อล่าสุดประมาณเดือนมีนาคม ยังไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ คนเลย แล้วกําลังสมัครรออยู่ ก็ประมาณอีก ๗๐,๐๐๐ คน นั่นก็หมายความว่านี่ก็ใกล้จะหมดแล้ว ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ คน ทั้งอบรม ไม่อบรมนะครับ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของท่านนั้นล้มเหลวแล้วรอบที่ ๑ เรื่องต้นกล้าอาชีพ ท่านคิดว่าเรื่องอย่างนี้ท่านบริหาร จัดการกันได้ดีท่านก็ต้องมีตัวเลขมาโชว์ว่าบริหารจัดการได้อย่างไร งบ ๖,๙๐๐ ล้านบาท ถามว่าเบิกกันไปเท่าไร เบิกงบอะไรไปบ้าง แล้วทําไมถึงต้องใช้สํานักนายกรัฐมนตรี มาเปึนผู้บริหารจัดการโครงการนี้ ทําไมไม่ใช้กระทรวงแรงงาน ชื่อก็บอกแล้วว่ากระทรวง แรงงาน แล้วก็วัตถุประสงค์ของต้นกล้าอาชีพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยเหลือคนตกงาน ซึ่งจากศูนย์วิจัยกสิกร ศูนย์วิจัยกสิกรบอกชัดเจนว่า ป้ ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ คนจะตกงาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน รุนแรง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนใน ๕ เดือนแรก และอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ใน ๕ เดือนให้หลัง นี่คือศูนย์วิจัยกสิกรที่เขาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ปรากฏว่า ท่านบอกว่าจะเอาต้นกล้าอาชีพใช้งบประมาณ ๖,๙๐๐ ล้านบาท งบประชาสัมพันธ์ ๑๒๑ ล้านบาท อบรมคนจริง ๆ ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วไม่รู้ว่าการประเมินผลคน ๑๐๐,๐๐๐ คนนั้นเขาได้งานทําจริง ๆหรือเปล่า หรือเปึนตัวเลขหลอก ๆ ไปอบรมกันที่ไหน ต่างจังหวัด ได้อบรมไหม หรือได้อบรมที่ดินแดงอย่างเดียว ที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว นี่คือสิ่งที่เราจะต้อง ตรวจสอบ นี่ขนาด ๖,๙๐๐ ล้านบาท ยังไม่เกี่ยวกับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ยังไม่เกี่ยวกับ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังบกพร่องกันถึงขนาดนี้ แล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนพระราชกฤษฎีกา หลบเลี่ยงการตรวจสอบในระบบรัฐสภามันไม่ผิดพลาดหรือครับ เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ที่กระผมได้วิพากษ์วิจารณ์และไม่เห็นด้วยกับการจะกู้เงิน แล้วถามว่าแล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมา ท่านจําแผนโมเดิร์นไนซ์ (Modernize) ประเทศไทย ได้ไหมครับ เราต้องการให้ต่างชาติมาลงทุน รถไฟฟัา ๕ สายท่านก็ บีโอที (BOT) สร้าง เก็บ แล้วก็ส่งเงินให้เขา ไม่ต้องไปกู้เราก็ได้ งานก็มี ต่างชาติก็มาลงทุน โรงงานก็เป่ดใน ประเทศไทย ท่านก็เปึนคนมีความรู้ความสามารถ แต่พอมากู้นี่เรียบร้อยครับ เปึนหนี้ เสร็จจากการเปึนหนี้เรายังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีการวัดผลประเมินผลอย่างไร ตัวชี้วัดใน การกู้เงิน๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาอะไรมาชี้วัด หรือเอาความรู้สึกของท่านพอมีเงิน แล้วมีความสุขแล้ว เราได้กู้แล้ว สําเร็จแล้ว ไปจับมือประเทศนั้นก็ให้กู้ ประเทศนี้ก็ นี่คือการวัดผลประเมินผลความสําเร็จ ของการกู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนั้นหรือครับ ตัวเลขที่ท่านวัดผลประเมินผลท่าน เอาอะไรมาวัด บอกว่าแหล่งน้ํา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านว่าวัดผลประเมินผลด้วยวิธีการ อย่างไร แล้วคนเปึนหนี้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มี มีแต่กระดาษมาอย่างนี้หรือครับ มันต้องมีตัววัดผลประเมินผล ตัวชี้วัด กรอบของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาตั้งข้อสังเกตอย่างไร ทีรถเมล์ เอ็นจีวี ๔,๐๐๐ คัน ท่านยังให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติไปพิจารณา ที ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติเงียบกริบหมดเลย ไม่มีใครโผล่หัวมาวิพากษ์วิจารณ์เลย ต้องประทานอภัยครับ ที่ต้องใช้ประโยคอย่างนี้ เงียบไปหมด นักวิชาการ นักวิชาเกินเงียบหมด เพราะคิดว่า ตัวเองคงจะได้มีส่วนร่วมในการได้เขียนโครงการสอดรับเงินกู้ตัวนี้ เพราะเห็นหลายตัว ที่นักวิชาการจะเข้ามาสวาปาม ต้องวิพากษ์กันตรง ๆ ที่จะเขียนโครงการเปึนที่ปรึกษา หลายตัว ถึงเงียบกันหมดอย่างไรครับ สื่อก็หลายสํานักที่เตรียมที่จะเบรก ๑ เบรก ๒ อีเวนท์ (Event) โน้น อีเวนท์นี้ สํานักสื่อที่เปึนธุรกิจก็เตรียมจะมาแล้ว ถึงไม่มีใครในสังคม นี้กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีนัยแห่งความเปึน นักตรวจสอบอย่างแท้จริง ก็จะมีแต่ฝ์ายค้านนี่ละครับ ที่ใช้เสียงส่วนน้อยได้ตะโกนบอก กว่าจะได้ถ่ายทอดก็ต้องใช้กลไกหลายอย่าง แต่ผมก็หมดความหวังกับสื่อ หมดความหวัง กับนักวิชาการ เพราะเนื้อในแล้วมีหลายตัวที่คนกลุ่มนี้จะได้เข้ามาแสวงประโยชน์
ท้ายสุดนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมหวังไว้ว่าการกู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั้น ถือว่าคน ๖๓ ล้านคนเปึนหนี้ ผมยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ไว้วางใจ จะไม่รับประกัน จะไม่ ดําเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น จะไม่ยกมือให้ผ่าน ถึงแม้จะเปึนเสียงส่วนน้อย ผมเองก็ยืนยันว่า เปึนการท้วงติงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน รักษาผลประโยชน์ของ ลูกหลานในแผ่นดินนี้ที่ให้เปึนหนี้น้อยที่สุด และคิดถึงอนาคตข้างหน้า ผมขอขอบคุณ ท่านประธานที่ให้เวลาผม ๒๐ นาที ขอบคุณครับ